bg-single

แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์ | กิตติศักดิ์ คงคา : ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

31.05.2024

แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์ | กิตติศักดิ์ คงคา

ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

 

“อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน” ชายหนุ่มในชุดปากีสีเนื้อยาวทับกางเกงขาวพูดด้วยเรียบสงบ มือกร้านกระชับหมวกกะปิเยาะห์บนศีรษะ และหลุบหน้าลงต่ำไม่ต้องการให้ใครจับอาการรู้สึกได้ ฟาฎิลมองภาพพ่อตอบสนองต่อข่าวคราวการเสียชีวิตนั่นประหลาดใจ น้องชายของพ่อถูกพบศพโดยไม่ทราบสาเหตุการตายอยู่หน้าสวนกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์ เบาะแสหนึ่งเดียวคือมือเปื้อนเลือดได้ละเลงกรีดร้องร่องรอยแห่งปราศจากชีวิตไปบนแผ่นป้ายประทับหลุมศพต่างอุทธรณ์ครั้งสุดท้าย

แมลงวันหัวเขียวบินไปทั่วบ้านขณะข่าวร้าวรานนั่นมาถึง เด็กชายรำคาญเสียงหึ่งที่วนเวียนรอบตัวจนแทบอดรนทนไม่ไหว แม้อกจะเต็มตื้อด้วยโศกเศร้าจากข่าวเทวษร้าย แต่มือน้อยกลับสะท้านด้วยอยากปัดพวกไม่เคยสำเหนียกกาละและเทศะให้หายรำคาญ หากไม่ได้กระดิกแม้ปลายนิ้ว มือพ่อก็คว้าหมับ ส่ายสีหน้าแช่มช้าแต่แจ่มชัด กำชับสิ่งที่สอนมาตลอดชีวิต คำที่ได้ยินตั้งแต่เกิด จากไม่อาจจำความจนจำได้ และคงจะได้ยินไปจนตาย

…อย่ายุ่งกับพวกแมลงวัน

 

เดียรัจฉานกักขฬะผละจากไป แต่ธุลีตะกอนในบางใครยังคงอยู่ คนเป็นแม่ยกข้าวยำน้ำบูดูมาวางบนโต๊ะ เคียงด้วยเนื้อปลากะพงขาวย่างกับหอยแครงลวก และเตรียมจบมื้อด้วยขนมข้าวเหนียวดำโรยมะพร้าวซอย สามพ่อแม่ลูกนั่งมองอาหารด้วยพิพักพิพ่วนระคายใจ ไม่มีสักคนตักเริ่มต้นมื้อ จนแม่ต้องพูดประโยคติดปากออกมา “เมื่อไม่เห็นค่าของชีวิตย่อมไม่มีคุณค่าพอจะเป็นชีวิต” นัยว่าคนเป็นต้องเห็นค่าของชีวิตที่พลีเพื่อบริโภค ฟาฎิลมองซากชีวิตที่แม่พูดถึง ก่อนจะหันไปมองภาพถ่ายของน้าชาย

“สักวันอาจจะเป็นคราวของพ่อแม่หรือผมก็ได้” ฟาฎิลป่าวประท้วงบรรยากาศที่กดทับห้วงอาหารปราศจากสุข ผ้าญิฮาบสีม่วงเม็ดมะปรางของแม่ปิดบังทุกอย่างได้แต่ไม่ใช่สายตา เขารู้ตลอดมาแม่หวาดผวาเพียงใดเมื่อออกนอกบ้าน แมลงวันหัวเขียวบินว่อนประสงค์ร้าย เด็กชายเคยเห็นพวกมันไต่ล้อมตอมดมโลมไล่สัมผัสผิวเนื้อผ่านชุดอาบายะอย่างน่าขยะแขยง แม่โหยหวนกรีดร้องดังลั่น เขารีบวิ่งไปหมายช่วยปัดป้อง แต่ประโยคกร้าวเจ้าตัวก็สั่งห้ามให้เฉยเสียว่าเดี๋ยวพวกมันก็ไป

“ถ้าเราไม่ทำอะไรพวกแมลงวัน พวกแมลงวันก็จะไม่ทำอะไรเรา” พ่อตอบและจากไปโดยไม่แตะต้องอะไรแม้เมล็ดข้าว ทอดทิ้งความเงียบร้าว ไม่สบตาใครทั้งเขาและแม่ ไปจนถึงภาพถ่ายสีซีดที่เคยครบสี่ จนกระทั่งมีอีกคนปลาสนาการสูญไปในความไม่รู้ไม่เห็น พ่อทำงานเป็นผู้พิทักษ์สวนกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์ สถานจำลองโลกอาลัมบัรซัคหลังความตายอันบรรเจิดเพริดตระการ ทิวแถวแท่นไม้ป้ายหลุมศพนีซ่านไล่หลุบเรียงราวลอนคลื่นมหาสมุทรอ้อมกอดอารี เด็กชายไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยคำเล่าของพ่อ

ตลอดวันในบ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยแรงบีบอัดคับแคบเข้าของมวลรู้สึก เด็กชายนั่งกัดเล็บกอดเข่าด้วยอกโหวงเบาไม่สู้ดี แม่เดินติดจั่นไปทั่วบ้าน อับปางในทะเลวิตกลำพังครั้งแล้วครั้งเล่า หากสงบอยู่บ้างก็ตอนปฏิบัตินมาซต่อพระอัลลอฮฺตามกิจวัตร พ่อเงียบหายจนผิดปกติ ฟ้าด้านนอกละลายจางจากอัสดงจนคงอันธการแท้ แม่ค่อยละลายหายเป็นเลือนรางท่ามกลางบ้านสลับซับซ้อนเหมือนหมู่เงา ฟาฎิลพยายามข่มตาทั้งสังหรณ์ลึกปั่นป่วนร้าย ประตูภวังค์เปิดกว้างแต่ไม่อาจข้ามหยั่งแม้เสี้ยววินาที

เสียงทุบประตูปึงปังดังจากหน้าบ้าน ผสมกระโชกกระชากและครางหึ่งรำคาญที่เด็กชายเกลียด เปลือกตาพยายามแค่นข่มขืนขึ้นขัดเคืองใจ ผู้รับรู้สงบนิ่งไม่รับรู้ หากแต่แม่เดินออกจากโลกขมุกขมัวของบ้านมาเสียก่อน สะโหลสะเหลรันทดระทมอุดมทุกข์ ฟาฎิลลุกขึ้นไปเคียงข้าง ก้าวย่ำบนทางยาวไม่มีสิ้นสุดระยะสิบเมตร ขาสั่นเทาเรือนร่างสั่นไหวหยุดยืนข่มใจด้านหลังประตู นานเท่านานเหมือนไม่อสงไขยสิ้นสุด

ก่อนเขาจะตัดสินใจกระชากเปิดประตูออกเสียเอง

 

แมลงวันหัวเขียวฝูงใหญ่บินออรออยู่หน้าประตูบ้าน เสียงปีกตีอากาศหลอมเป็นก้อนกระอักกระอ่วนติดปลายหูชวนคลื่นเหียนอาเจียนเหลือทน ตัวรำคาญนับไม่ถ้วนบินมาล้อมพวกเขาไว้ทุกด้าน แม่เหมือนคนหวาดกลัวเกือบตัวตาย น้ำตาพรั่งพรูไหลเหมือนทำนบร้าว ฟาฎิลสำทับคำพ่อขึ้นใจ เลือกยืนสงบข้างคนเป็นแม่ เอื้อมเอามือสั่นเทามาคว้าจับ ในใจโหยหวนภาวนาให้เรื่องทุกอย่างผลัดผ่านโดยไว

ไม่นานนักเหล่าแมลงวันหัวเขียวก็แตกกระจายฝูงออก พากันบินอ้อมผนังบ้านไปทางด้านหลัง แม่กระตุกมือเด็กชายให้เดินตาม ในหัวไม่มีข้อจินตนาการใดอื่น จากทิศทางการนำ ปลายทางคงจะหนีไม่พ้นสวนกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อทำงานอยู่ ใจของฟาฎิลคาดเดาสิ่งที่รออยู่ไม่ออก เท้าทั้งสองเหยียบไปตามพื้นหญ้ารก ทางด่านที่ตัดไว้เป็นถนนสำหรับนำศพผู้ศรัทธาไปรอคอยวันกิยามะห์เมื่อสิ้นสุด

ลมป่ากระชากร่างฟาฎิลสั่นเทิ้ม หากหนาวทารุณขวางไว้ด้วยตะลึงเพริดในคลองตา สวนกุโบร์แจ่มฉายชัดเต็มผัสสะแล้ว กำแพงสีทองอร่ามมลังเมลืองราวเปล่งแสงได้ในตน วับวาวพราวจรัสแม้ในคืนมืดมิดของเดือนเสี้ยว พวกแมลงวันยังร่อนรับร่อนเร่ไปไม่ราร้าง คำรามหึ่งเจือจางตามทางตามลำดับ จนกระทั่งผวาเงียบบรรจบสุดท้าย

ฝูงเดียรัจฉานหยุดบินโฉบแต่โอบกลุ่มเป็นก้อนออรอการมาถึงของเด็กชาย

 

“พ่อ!” ฟาฎิลกรีดร้องดังไปท่ามเงียบสงบกลางโลกดุนยาน่าสิ้นหวัง พ่อของเด็กชายนอนพังพาบอยู่กับพื้น มือข้างหนึ่งจับมั่นไว้ที่ซี่รั้วล้อมพิทักษ์สวนกุโบร์ หมวกกะปิเยาะห์ย้อมด้วยสีเลือดแดงฉาน รูโหว่บอกชัดว่ากระสุนโลหะได้ชำแรกผ่านร่างเรือนศีรษะไป ผ้าสีดำขนาดกว้างเท่าฝ่ามือยาวสักสามคืบตกอยู่ข้างศพ มือของพ่ออีกข้างกำไม้พลองอันเล็กไว้ ลูกผู้พบเห็นเหมือนลืมวิธีหายใจไปแล้ว พ่อตายแล้ว ตายโดยไม่มีคำสั่งเสียแม้แต่คำเดียว

ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกเป็นคำ แม่ของฟาฎิลก็หวีดโหยหวนเสียสติ พ่นภาษาออกมาไม่รู้คำรู้ความ พุ่งตัวจะเข้าไปหาพ่อที่นอนตายน่าอนาถบนพื้นชัฏไร้ใครโอบเอื้อ หากแต่มือยังไม่ทันจะได้แตะร่างไร้วิญญาณ เหล่าแมลงหัวเขียวก็พากันบินกรูเข้ามาตอมทึ้งร่างจนผืนอาภรณ์ผ้าขาดวิ่น แม่สิ้นไร้สติใดอื่นแล้ว มือทั้งสองตวัดต่อสู้กับพวกแมลงรำคาญ ขัดคำพ่อที่ฝากฝังไว้จนถึงกระทั่งเช้าสุดท้าย

ฟาฎิลพุ่งตัวจะเข้าไปช่วยแต่ก็สายเกินไป แม่โหยหวนวิ่งเตลิดเข้าไปทางป่าทึบอีกด้าน เส้นทางเปลี่ยวพาห่างจากสวนกุโบร์และมัสยิดไป แมลงวันหัวเขียวฝูงใหญ่บินตอมตามแม่อันโพกไว้ด้วยผ้าสีม่วงมะปรางไม่ลดละ เสียงหวีดสิ้นสูญสมประดีสลับกับเสียงหวิวหวี่อาฆาตมาดประทุษ

เด็กชายออกแรงวิ่งตามไปสุดกำลัง แต่เพียงชั่วไม่ทันนับก้าว โลกทั้งใบก็สั่นคลอนเหมือนต้องอุปัทวเหตุพิโยคไหว ไม่มีอะไรรองท้องมาตั้งแต่จวบเช้า นึกออกได้ก็ตอนที่หน้าคะมำคว่ำลงจับพื้นพอดิบพอดี

 

หลังจากนั้นบ้านก็ปราศจากความเป็นบ้านไปสิ้นเชิง พิธีศพของพ่อถูกจัดขึ้นเรียบง่ายและเป็นความลับ ไม่อนุญาตให้ใครได้เข้าร่วม เหมือนการตายของน้าชาย ผู้คนจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเมื่อได้ยินการพูดถึง จิบน้ำชาขมเข้าปาก และเปลี่ยนเรื่องไปราวเป็นสิ่งต้องห้ามเสวนา ฟาฎิลรู้สึกเหมือนร่างทรงจำของตนถูกตัดขาดจากสังคมสมบูรณ์แล้ว โลกครอบครัวอันเป็นใหญ่ไม่เหลือส่วนทาบทับกับใครอื่นเลย คนเป็นแม่หายไปและไม่เคยกลับมาอีก ไม่มีสักใครได้เอ่ยคำอำลากับเด็กชายจริงแท้แม้สักคำ

ฟาฎิลต้องมะงุมมะงาหราเพียงลำพังในเขาวงกตอันมีนามว่าชีวิต สัปดาห์แรกเริ่มต้นจากเก็บอาหารเหลือมาจำกัดจำเขี่ยกิน สัปดาห์ต่อมาหาเงินหลงในบ้านใช้จ่ายพอประทัง และสัปดาห์ที่เงินหมด เด็กชายก็เริ่มนำของไปขายเพื่อรักษาชีวิต ผ้าผืนงามระยับจากพาราณสีถูกขายในราคาขูดรีด งาช้างหายากจากยะรังถูกนำไปแลกเศษเงิน บุษราคัมจากอนุราธปุระ เครื่องเทศจากซาบะฮ์ เหรียญสะสมจากริยาด หรือแม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ที่ไร้ราคาที่สุดก็ย่อมต้องถูกขาย

เด็กชายเหลือชุดใส่คลุมกายสุดท้ายเพียงชุดเดียว นอนคุดคู้ด้วยเนื้อในโหยหิว เวลาจะผ่านไปกี่เดือนต่อกี่เดือนก็สิ้นใจจะจดจำแล้ว ปากพร่ำร้องเรียกหาถึงสิ่งชอบธรรมอันพ่อยึดถือราวเครื่องเรือนแห่งชีวิต หากแต่พ่อก็ไม่เคยตอบว่าสิ่งจริงแท้จริงแท้ตามที่พ่อบอกหรือเปล่า

แมลงวันหัวเขียวมาที่บ้านทุกวันตั้งแต่พ่อตาย บางวันก็ตัวเดียว บางวันก็เนืองแน่นจนไม่เหลืออากาศบริสุทธิ์ผ่านจมูก สิ่งมีชีวิตประหลาดจะมาพร้อมกับเสียงน่ารังเกียจและกลิ่นน่าขยะแขยง แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ฟาฎิลก็ชินชากับสัมผัสพิกเลนทรีย์ทางฆานและโสตนั่น

เด็กชายยังทำตามคำสอนเคร่งครัด อย่ายุ่งกับพวกแมลงวัน

ความจริงเขาไม่ได้ยึดถืออะไรเป็นสรณะ หากเรือนร่างไร้วาดหวังต่างหากที่ปราศเรี่ยวแรงจะสู้รบตบมือกับใครหรือสิ่งใดอีก

 

ลมหนาวแห่งค่ำคืนร้ายพัดกระโชกเข้ามาโบยตี ฟาฎิลสะดุ้งกลางค่ำเพราะได้ยินเสียงรัวเร่งเคาะไม่ต่างคืนที่พ่อตาย ร่างกายซูบผอมเดินไปที่ประตูอย่างไม่มีอะไรจะเสีย มือคว้าเปิดออก แมลงวันหัวเขียวฝูงใหญ่บินอออยู่ที่นั่น เขากำลังจะปิดประตูหนีแล้ว หากแต่แววประกายระยิบระยับทองอร่ามบนร่างจ้อยเหล่านั้นที่ดึงดูดดวงตาไว้เขม็ง วูบหนึ่งเด็กชายเห็นถึงแก้วแหวนเงินทอง สมบัติพัสถาน สักสิ่งสักอย่างที่พอจะแลกเป็นข้าวปลายาท้องได้ เขาตัดสินใจวิ่งตามพวกเดียรัจฉานโดยมาดหมายว่าคือทางรอดแห่งชีวิต

เท้าทั้งสองวิ่งออกจากบ้านมาเรื่อยโดยไม่จดจำสิ่งใดในสมอง ผ่านบ้านเรือนรุ่งโรจน์และรกร้าง ผ่านภูป่าหญ้าเขาอุดมและเกรอะกรัง เด็กชายวิ่งกระเสือกกระสนหนีจากเงื้อมง่าของความตาย สภาพอดอยากแร้นแค้น ณ ปัจจุบันไม่ว่าอยู่หรือเกือบก็แทบไม่ต่าง พวกมันบินนำไปเชื่องช้า ราวศรนำทางบางคราววูบไหวแต่มุ่งไปในทางเดียว ลึกเข้าไปเรื่อยในดินแดนที่พ่อเคยทำงานปกปักษ์พิทักษ์รักษา บางช่วงจังหวะฟาฎิลล้มคว่ำลงกับพื้น เดียรัจฉานก็รอเสียจนเด็กชายลุกขึ้นทุลักทุเลไปต่อจนถึงปลายทาง

ฉากทัศน์ตรงหน้าสถานสะอาดใหญ่และกว้างเกินจินตนาการเห็น ท่ามกลางโลกร้ายด้วยห่าฝนทุพภิกขภัยภายนอก แรงโหยหิวเจียนตายกรีดกระเพาะอาหารเด็กชายให้แตกเป็นริ้ว ฟาฎิลทิ้งตัวนอนคุดคู้หมดสภาพอยู่หน้าประตูปราการลงลั่นสลักกลอนแน่นหนา เหล่าแมลงวันบินรอดรูเล็กเฉพาะตนเข้าไปแล้ว เขาเข้าไปไม่ได้ เขาย่อมไม่มีทางเข้าไปได้

…หากไม่กล้ำกลืนกลายสภาพเป็นอีกแมลงวัน

 

หวุดหวิดจวนเจียนระหว่างชีวิตกับไม่มี ดวงตาพร่ามัวสิ้นหวังมองภาพเห็นโลกเมลืองมลังศักดิ์สิทธิ์ เด็กชายยกมือคว้าหมายวาดเอาน้ำสักหยด อาหารสักพลีมากวาดกินเพื่อรักษาลมหายใจไว้ ดำและขาว วาวและมืดสลับร้าวลั่นเป็นจังหวะ พวกแมลงวันกลับมาออแน่นเนืองอีกครั้ง หากรอบนี้ฟาฎิลรู้ความหมดจดดี ดวงตาพิศไปกวาดเป็นห้วงท้าย จิตรกรรมรอบด้านเล่าเรื่องที่ไม่อาจตีความ สวนกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์ วิหารแห่งความลับ กองทัพแมลงวันหัวเขียว และผู้คนตัวเล็กที่คลี่คล้อยฟุ้งปลิวเป็นฝุ่นดิน

“ผมไม่อยากตาย” อนุสติสุดท้ายของฟาฎิลร้องออกไปแน่วแน่ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนพิศวง แมลงวันหัวเขียวทั้งหลายตกแต่งปรุงแปรเด็กชายไปตามขนบธรรมเนียม โกร่งกระเบื้องขาวบริสุทธิ์ถูกวางตั้ง เสียบด้านหนึ่งด้วยไม้เฉลวรูปดาวห้าแฉก สารพัดสมุนไพรถูกเทกรอกพร้อมเอ่ยนาม เรือนยอดโกศจุฬาลัมพา ผลแก่ลูกมะเกลือ และกลีบดอกต้นมฤตยูราตรี บดผสมละเอียดโดยมีน้ำหมักเป็นเครื่องกระสาย ทวารสู่ลัทธิบรรเจิดเป็นน้ำเทิดสีดำสนิท เขาคว้ามาดื่มก่อนสิ้นสมประดีสติไป

เด็กชายหลับและตื่น หลับและตื่น หลับและตื่นอีกหลายครั้ง จุดสุดท้ายจึงค้นพบตัวเองท่ามกลางเครื่องหอมอาหารอันมีมากอเนกอนันต์ เขาไม่เคยบกพร่องด้านการใช้ชีวิตอีก สูบกินมูมมามตะกละตะกลามเท่าใดก็ย่อมได้ ขอแค่ไม่ตั้งคำถาม ยื้อแย่งกอบโกยสุรุ่ยสุร่ายเท่าใดก็ย่อมได้ ขอแค่ไม่ตั้งคำถาม เขานิยมชโลมอาหารเกินอิ่มเข้าไปในปากทรงแคบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนท้องเกือบระเบิด หลังจากนั้นจึงออกบินตระเวนกับมิตรสหายที่มีอยู่ทั่วไป โดยสำคัญที่สุด

…ไม่ตั้งคำถาม

 

การใช้ชีวิตเป็นแมลงวันอภิรมย์กว่าที่ฟาฎิลเคยคาดคิดไว้มาก ข้อสำคัญคือแมลงวันไม่คิด แมลงวันจะต้องไม่คิด ใช้ชีวิตไปตามกฎเกณฑ์และคำสั่ง เด็กชายจะบินลาดตระเวนไปตามสถานที่สารพัด หากพบใครทำผิดไปจากธรรมเนียมอันสูงส่งก็จะเข้าไปว่ากล่าวตักเตือน โดยเฉพาะพวกผู้คนที่พยายามเข้าไปในเขตแดนต้องห้าม มีแต่แมลงวันหัวเขียวเท่านั้นที่จะได้เข้าไปในส่วนลึกและลับแห่งกุโบร์ที่ปลอดสายตาภายนอกรู้เห็น การทำผิดคือสิ่งร้ายแรง นั่นเพราะกฎกำหนดไว้ว่าร้ายแรง

ฟาฎิลเข้าไปในสวนกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์นั่นด้วยตัวเองแล้ว ภายในประกอบด้วยป้ายนีซ่านประดับหลุมศพดั่งลอนคลื่นประดอยประดาทะเล พื้นดินรกชัฏเต็มไปด้วยวัชพืชมากมาย กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งจากกระบวนย่อยสลายอินทรียวัตถุ ปราศจากโลกวิจิตรตระการ เรืองรองโอ่อ่าไม่ได้ส่วนเสี้ยวของกำแพงสูงใหญ่รายล้อมบูชาพิธีกรรม ที่ใจกลางนั่นมีทั้งศพที่ถูกฝังด้วยเครื่องยศโอ่อ่าและไม่ใช่ มีทั้งศพมีชื่อและไร้นามเสียงเรียงตระกูล มีทั้งศพที่มีหลักฐานยืนยันตนเบ็ดเสร็จและไร้พงศาวลีเบื้องหลัง

ผู้คนมากมายนอนตายโดยปราศจากการรู้เห็น บ้างถูกทุบตีตามเรือนร่าง บ้างถูกคว้านท้องจนกลวงโบ๋ บ้างถูกลูกปืนโลหะร้าวระเบิด บ้างถูกยาพิษบังคับให้ทุรนทุรายเจ็บปวด หรือบางศพยังไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุการตายหรือสูญหายใดอื่น คำพิพากษาให้เลือนหายจากประวัติศาสตร์พร่างทว่าไม่มีใครจดจ่อจะจดจำ ทุกเรือนร่างปราศจากชีวิตมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันหมด ผ้าดำที่สมควรปิดบังการรับรู้เลื่อนออกจากครอบสายตา

…อาการสอดรู้สอดเห็นเป็นพิษ

 

ฟาฎิลใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า คืนแล้วคืนเล่า ตื่นต่อตื่นฝันต่อฝันเพื่อจะพบว่าตัวเองปราศจากทรงจำอันไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างสมบูรณ์ เขาจะบินว่อนไปทั่วและเอ่ยพิพากษาด้วยหลักการเทิดแสนศักดิ์สิทธิ์ ผิดแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียวย่อมไม่ได้ ภายในและภายนอกสวนกุโบร์กว้าง เด็กชายกินดื่มความตายของผู้เห็นต่างต่างอาหารเช้า ประพฤติดั่งคณะลูกขุนอันสูงส่ง ทุบทำลายมลังเมลืองหวังรังรองใดอื่นที่คลาดไปจากขนบสมควร ผ้าปิดตาจำต้องถูกปิดไว้นิรันดร์ ไม่มีข้อขัดแย้งอื่นใด

ท่ามกลางกุฎีศักดิ์สิทธิ์เกิดเหตุพิธีกรรมอยู่สม่ำเสมอ บ้างเป็นโทษ บ้างเป็นคุณ บางผู้บางคนเดินทางมาเพื่อสมาทานต่ออำนาจ ยินยอมต่อยศถาสูงส่งอันแต่งตั้งสถาปนา แต่บางผู้บางคนกลับตรงข้าม เดินทางมาพร้อมโซ่ตรวนแห่งทัณฑสถานร้าย ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น เพื่อรอรับคำวินิจฉัยสูงสุดจากเหล่าแมลงวันหัวเขียว เด็กชายทำหน้าที่หลายต่อหลายครั้ง ชี้ขาดต่อการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ใด ยึดหลักตามกฎระเบียบเคร่งครัดอันสูงสุด กฎระเบียบอันโต้แย้งไม่ได้ ฝ่าฝืนไม่ได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งคำถาม

ห้วงหาวคราวหนึ่งผู้สมต่อสำเร็จโทษเดินทางมาถึงพร้อมอาการวิปลาสน่าสมเพช ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเหมือนสิ้นสติครองตนรับรู้ ดวงตาเบิกโพลงร้องหาสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมว่างเปล่า เขารู้สึกแปลกประหลาดเหลือทน อาจเป็นเพราะผ้าญิฮาบสีม่วงเม็ดมะปรางสั่นคลอนความตราตรึงลึกที่สมควรถูกลบลืมล้างบางอย่าง หากหน้าที่ย่อมเป็นหน้าที่ ไม่มีความเชื่อใดอื่นสมควรตั้งอยู่ท่ามกลางสายธารอันเป็นสาธารณ์ของความถูกต้องสาธารณะ

“เมื่อไม่เห็นค่าของชีวิตย่อมไม่มีคุณค่าพอจะเป็นชีวิต” เสียงแผดผรุสวาทดังจากหญิงเสียสติเบื้องหน้าคำรามสะท้านพร้อมโซ่ตรวนไหว บทเบื้องอันสูงสุดจาระไนความผิดของหล่อนไว้ยาวหลายกระทงความ ก้าวล่วงและกล่าวร้ายถึงความสะอาดผ่องแผ้วบริสุทธิ์อันเป็นเนื้อนาบุญไพศาล หากแต่เสียงนั่นสั่นสะท้านภาพสั่นคลอนบางอย่างในทรงจำให้วูบไหว ภาพโต๊ะกินข้าวตัวคร่ำคร่าเก่า ข้าวยำน้ำบูดู เนื้อปลากะพงขาวย่างกับหอยแครงลวก ขนมหวานปูโละญอ

“ที่นี่… ไม่อนุญาตให้ตั้งคำถาม” สุรเสียงของฟาฎิลกังวานก้องราวกับมีแผ่นพื้นโอ่อ่าทุกด้านช่วยเป็นลูกรับและส่งต่อสายคลื่นให้ขจรขจายทั่วทิศทาง ร่องรอยสลักลายทุกด้านขลิบด้วยทองแท้ผสมของเหลวสีชาดสด เลือดต่อเลือด ชีวิตต่อชีวิต สิ่งละอันพันละน้อยเสี้ยวชีวิตที่ค่อยประกอบประสมเรือนร่างของกุฎีศักดิ์สิทธิ์ให้ศักดิ์สิทธิ์ใหญ่โต

ฐานความผิดของหญิงในญิฮาบสีม่วงเม็ดมะปรางฉายชัดและไม่อาจให้อภัยได้ ตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมา ตั้งคำถามในสิ่งที่ตรงกับบัญญัติอันลงลายลักษณ์ไว้ว่าไม่มีสิทธิ์จะตั้งถาม หากแต่ยังไม่ทันจะได้เคลื่อนไหวตามสมควรใดอื่น ร่างของหญิงคนนั้นก็สั่นไหวรุนแรง กรีดร้องโหยหวนน่าสมเพช ก่อนจะฟุบหน้าหมดสติสมประดีลง มรณะสุดท้ายส่งทุกผู้ฝ่าฝืนมุ่งไปพบความจริงแท้แห่งมลังเมลืองที่ไม่อนุญาตให้ใครแตะต้อง เห็นโต้ หรือขัดแย้งต่อบริบทอันสมจะโหมไหลกรากเชี่ยวไปในความเชื่อหรือไม่เชื่อเดียว

“หล่อนตายเพราะอะไร” ใครสักคนถาม

และเหล่าแมลงวันสันนิษฐานรับ “หล่อนตายเพราะไม่ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของสวนกุโบร์” •

 

หมายเหตุ  بِعُواْ  مَآ  أُنزِلَ  إِلَيۡكُم  مِّن  رَّبِّكُمۡ  وَلَا  تَتَّبِعُواْ  مِن  دُونِهِۦٓ  أَوۡلِيَآءَۗ  قَلِيلٗا  مَّا  تَذَكَّرُونَ  อิตตะบิอฺู มา อุนซิละ อิลัยกุม มิร ร็อบบิกุม วะลา ตัตตะบิอฺู มิน ดูนิฮี เอาลิยาอ์ เกฺาะลีลัม มา ตะซักกะรูน (บทอัล-อะอฺรอฟ วรรคที่ 3)

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เอกชนปรับตัวแล้ว เหลือรัฐทำอะไรได้
น้ำตกหมูยอทอด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ‘electric GLC’ SUV ไฟฟ้าสวยสะกดทั้งภายนอก-ใน
วิเคราะห์ 18 เหรียญทองทัพไทย สู่โจทย์ใหญ่การพัฒนาระบบกีฬา
มากับน้ำ (ท่วม)
จากเหรียญเอเชี่ยนเกมส์สู่มาเก๊า ‘สดมภ์’ นำทัพไทยล่าแชมป์ศึกใหญ่เอเชีย
‘ลูกจีนในโลกเจ๊ก’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (9) : รูปที่รู้จักกันดี แต่ไม่รู้จักใครสักคน
ศีลธรรมก่อนน้ำท่วม
แตกตื่น
Wake Me Up When September Ends : จากผู้สูงวัยที่เสียชีวิตเพียงลำพัง สู่เยาวชนที่เลือกจบชีวิตในเดือนกันยายน
E-DUANG | วิภาษวิธี แห่ง บันเทิงธิปไตย ผลึกคิด จาก “นาคารชุน”