คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
วาทกรรมของพวกขวาจัดว่าด้วยภัยคุกคามต่อเชื้อชาติและวัฒนธรรมผิวขาวอันเกิดจากการอพยพเข้า เมืองของคนต่างชาติเปิดช่องให้พวกเขาสามารถเหมารวมผู้อพยพอันเป็นเป้าโจมตีหลักเข้ากับบรรดาพวกที่ถูกหาว่าสมคบคิดวางแผนร้ายจะทำลายล้างคนผิวขาวลงไปให้เป็นกลุ่ม “ผู้ร้าย” เดียวกันได้ – ซึ่งหมายถึงแนวร่วมฝ่ายหัวก้าวหน้าอันหลากหลายที่บ่อยครั้งถูกหาว่าเป็น “ศัตรูภายใน” หรือ “ไส้ศึก”
ดังที่จอร์แดน บาร์เดลลา (ภาพบนกลาง) ผู้นำหนุ่มคนใหม่ของพรรคชุมนุมพลแห่งชาติ (Rassemblement National – RN) ขวาจัดของฝรั่งเศสได้ตราหน้าแนวร่วมประชาชนใหม่ (Nouveau Front populaire) ของบรรดาพรรคฝ่ายซ้ายว่าเป็น “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติฝรั่งเศส” และเรียกร้อง “ผู้รักชาติทั้งหลาย” ให้เอาชนะภยันตรายนี้เสีย (https://www.tdg.ch/la-france-au-rendez-vous-des-alliances-contre-lextreme-droite-a-cinq-jours-des-legislatives-513451106993)
จะเห็นได้ว่า เครื่องปรุงวัตถุดิบถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วนเพื่อปรุงแต่งเป็นเรื่องเล่าขึ้นมาว่า : พวกเราเหล่าผู้รักชาติได้ต่อสู้ต้านทานการรุกรานของผู้อพยพกับพันธมิตรของมัน อันถือเป็นตัวแทนภัยคุกคามการดำรงอยู่ของเชื้อชาติกับวัฒนธรรมผิวขาวเรา นั่นเป็นปัญหาอุกฉกรรจ์ร้ายกาจถึงขึ้นที่เรียกร้องให้จำต้องใช้ทางแก้ไขแบบขุดรากถอนโคน กล่าวคือ ทำการกวาดล้างชาติพันธุ์เสีย โดยจำแลงแปลงกายไว้ภายใต้แนวคิด “การอพยพออก” (ethnic cleansing as “remigration”) นั่นเอง

ความทะเยอทะยานที่ว่านี้มักถูกอ้างเหตุผลความชอบธรรมหรือตกแต่งไว้ในกรอบความคิดเรื่องการบำรุงรักษา “ระเบียบธรรมชาติของสรรพสิ่ง” ทว่าแนวคิดดังกล่าวไปไกลเกินลำพังปัญหาการอพยพเองด้วยซ้ำ และมุ่งจะใช้มันเป็นร่มกำบังให้ความชอบธรรมแก่แนวนโยบายลดลัดตัดทอนสิทธิทางสังคมและพลเมืองของประชาชนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัดทอนสิทธิเกี่ยวกับเพศสภาพ เพื่อจัดวางผู้หญิงกลับไปสู่ฐานะตำแหน่ง “ตามธรรมชาติ” ในครัวเรือน
โดยสอดคล้องกับ “ระเบียบธรรมชาติ” ข้างต้นที่พวกขวาจัดอ้างว่า จำต้องสงวนรักษาไว้ “การอพยพออก” จึงถูกนำเสนอเป็นทางแก้ไขซึ่งจะเปิดช่องให้ยุติ “ประสบการณ์ทางประชากรศาสตร์” ที่ขับไสวัฒนธรรมกับเชื้อชาติ “ผิวขาว” ไปจนจวนเจียนจะดับสูญลง เมื่อปิดฉากประสบการณ์นี้ลงแล้ว ก็จะสถาปนาระเบียบโลกกลับมาดังเดิมได้
ปรากฏว่า กระแสความคิดดังกล่าวมานี้ตั้งมั่นอย่างรวดเร็วเสียจนกระทั่งมันกลายเป็นแนวคิดที่ผูกผสานพลังขวาจัดส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกเข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพรรคการเมือง กลุ่มมวลชนบนท้องถนน หรือก๊วนย่อยนีโอฟาสซิสต์ในโลกออนไลน์ทั้งหลาย จนกลายเป็นขุมพลังกดดันบีบคั้นเหนี่ยวนำเอาพวกขวาอนุรักษนิยมดั้งเดิมตามประเพณีให้พลอยสวิงสุดโต่งตามไปด้วย
ทั้งนี้ สายสัมพันธ์เชื่อมโยงทางสากลเป็นปัจจัยสำคัญที่พึงต้องทำความเข้าใจด้วย เพราะมันเป็นตัวการขับเคลื่อนพรรคและกลุ่มทั้งหลายเหล่านี้ให้ประสานปฏิกิริยาโต้ตอบกันเป็นเอกภาพ โดยบรรดาพวกขวาจัดต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องใช้ “การอพยพออก” เป็นทางแก้ไขสารพันปัญหาในท้ายที่สุด แล้วระดมกำลังผู้คนเข้ามาเป็นสมัครพรรคพวกบริวารในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ประเทศล่าสุดที่ส่อแสดงอาการโน้มเอียงไปทางขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพต่างชาติ ได้แก่ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะพรรคฝ่ายขวาต่อต้านอำนาจตั้งใหม่ที่ชื่อซันเซโต (https://www.the101.world/sanseito-and-japanese-politics-1/)
ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมประเพณีทางการเมืองชาตินิยมทางชาติพันธุ์ (ethno-nationalism ที่เรียกว่า ???? nihonjinron หรือความเป็นญี่ปุ่น) อันเข้มแข็งมายาวนาน ขณะที่สังคม เศรษฐกิจ และแรงงานญี่ปุ่นกลับกลายเป็นแบบอพยพต่างชาติมากขึ้นตามลำดับนับแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา จึงเกิดเป็นอาการแยกแย้งอิหลักอิเหลื่อเรื้อรังในเอกลักษณ์แห่งชาติของญี่ปุ่นเอง (Gracia Liu-Farrer, Immigrant Japan : Mobility and Belonging in an Ethno-nationalist Society, Cornell University Press, 2020)
ในญี่ปุ่น ความคิดเรื่อง “ระเบียบธรรมชาติของสรรพสิ่ง” ครอบคลุมปัญหาชาติพันธุ์กับวัฒนธรรมไว้เสมอ เข้าทำนองเดียวกับข้อถกเถียงจำนวนมากที่พวกขวาจัดตะวันตกมักใช้ ซึ่งอ้างว่าชนในชาติกับผู้อพยพเข้าเมืองนั้นเข้ากันไม่ได้ ทั้งในทางวัฒนธรรมและมานุษยวิทยา (Kana Yamamoto, “The myth of “Nihonjinron”, homogeneity of Japan and its influence on the society”, 2015, Centre for Ethnicity and Racism Studies, University of Leeds)
อันที่จริงนายกฯ หญิง ซากาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่นเองไม่เคยเอ่ยอ้างถึงนโยบาย “การอพยพออก” อย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งเหมือนดังผู้นำขวาจัดตะวันตกเช่นทรัมป์หรือบาร์เดลลา กระนั้นก็ตาม ข้อเสนอของเธอที่จะดำเนินนโยบายควบคุมการอพยพเข้าเมืองอย่างเข้มงวดกวดขันยิ่งขึ้น ก็ชวนให้หวนคิดถึงช่วง “ปิดประเทศ” (?? ซาโกกุ https://th.wikipedia.org/wiki/ซาโกกุ) ของญี่ปุ่นในอดีตที่รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวญี่ปุ่นจากโลกภายนอกนานถึง 265 ปีในช่วงยุคเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) โดยเน้นสำนึกแห่งชาติบนฐานความเป็นแบบเดียวกัน และความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์ (Nihonjinron ดู https://japantoday.com/category/politics/focus-foreigner-issue-under-focus-as-parties-rush-to-ease-worries-of-japanese-voters)
ต่างจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้เป็นตัวอย่างประจักษ์หลักฐานของนักเล่าเรื่องนิยมเชื้อชาติและต่อต้านผู้อพยพเข้าเมืองขวาจัดของโลก (ทั้งที่ปู่ของทรัมป์เองคือ Friedrich Trump หรือชื่อเดิมว่า Friedrich Drumpf ก็เป็นชาวเยอรมันผู้อพยพเข้าอเมริกาจากเมืองคายชตัดท์ในเยอรมนีเมื่อปี 1885 ดู https://www.dw.com/en/donald-trumps-german-roots/a-19015570)
ดังปรากฏในวาทกรรมดุร้ายเกรี้ยวกราดด่าสาดเหมารวมของทรัมป์ที่มุ่งรณรงค์ปลุกปั่นชักจูงให้การบังคับจับกุมกวาดต้อนขับไสเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองนับแสนๆ คนในนาม “การอพยพออก” กลายเป็นเรื่องปกติวิสัยและน่าภาคภูมิใจ (https://www.dhs.gov/news/2025/12/10/thanks-president-trump-and-secretary-noem-more-25-million-illegal-aliens-left-us)
ทั้งยังส่งผลให้กองกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรอเมริกันติดอาวุธชุดทหารที่เรียกว่า ICE ปฏิบัติการก้าวร้าวรุนแรงล่วงละเมิดต่อผู้คนทั่วไป จนเข้าขั้นก่อการร้ายต่อพลเมืองอเมริกันเอง (https://nul.org/node/8042) ดังกรณีการสังหารนิโคล กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตตี ที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อต้นปีนี้ (https://www.bbc.com/thai/articles/c33878vgl4po & https://www.tiktok.com/@bbcnewsthai/video/7599978385435102484)
ทรัมป์ออกอาการข้างต้นมาตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงแข่งขันเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีวาระที่สอง ในฐานะตัวแทนพรรครีพับลิกันเมื่อปี 2024 โดยให้สัญญาว่า จะดำเนินโครงการ “เนรเทศขนานใหญ่ครั้งใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน” ต่อพวกผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองและผิดกฎหมาย (https://www.youtube.com/watch?v=biSErUpOfBc) และเริ่มเอ่ยถึงโครงการ “การอพยพออก” และแนวคิด “การอพยพกลับตาลปัตร” อย่างเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดีย X และ Truth Social ของตนว่า เป็นทางแก้ไขเดียวที่เป็นไปได้ในการต่อสู้กับสิ่งที่เขาถือเป็น “การรุกราน” ของชาวต่างชาติต่อ “ผู้รักชาติ” ชาวอเมริกัน (https://www.reuters.com/world/trump-says-us-will-permanently-pause-migration-third-world-countries-2025-11-28/)
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2025 เดียวกัน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐก็ลงข้อความตามทรัมป์ในโซเชียลมีเดีย X ของหน่วยงานตนว่า “เดิมพันไม่เคยสูงถึงขนาดนี้และเป้าหมายก็ไม่เคยชัดเจนถึงขนาดนี้มาก่อน กล่าวคือ อพยพออกบัดเดี๋ยวนี้” (https://x.com/DHSgov/status/1994445836915253664?lang=en)
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
