33 ปี ชีวิตสีกากี (174) | บริษัทสามัคคีช่วยคนพ้นผิด (แห่งประเทศไทย)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
กว่าผมจะจบเกมกับทรชนคนชั่วพวกนี้ ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
ระบบราชการและสภาพแวดล้อม ที่น่าเบื่อหน่าย ไม่น่าจดจำ ได้ทำร้ายผมมาตลอด จนเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ทั้งกายใจ ทำให้บางเวลา คิดที่จะถอดใจ
ถ้าหากผมไม่ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง ไม่เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง มั่นคง และยืนหยัดต่อสู้มาด้วยตัวของผมเอง โดยแทบจะไม่มีตัวช่วยใดๆ เลย หรือหากผมไม่แกร่งเพียงพอ คงยากที่จะยืนอย่างทระนงองอาจ
เมื่อมองกลับไปที่เมืองไทย ผมอยากจะหัวเราะ ในขณะเดียวกันก็สมเพช ขมขื่นกับระบบราชการไทยทั้งระบบ ที่ผมเจอมาด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์ตรงๆ ของผม
และคงจะไม่เกินเลยไปที่จะพูดว่า
“มีแต่ความเฮงซวยของคนที่มีตำแหน่งมีอำนาจมีหน้าที่และเป็นปีศาจร้ายที่คอยแต่จะช่วยคนกระทำความผิด พร้อมกระทืบคนที่ทำถูกต้องตามหน้าที่ น่าสงสารคนไทย ที่ต้องเสียภาษีเลี้ยงข้าราชการเหล่านี้ เลี้ยงเปลืองข้าวสุกเปลืองภาษีจริงๆ และนี่คือระบบที่กัดเซาะบ่อนทำลายประเทศอย่างแท้จริง”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผม เป็นอดีตเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมานั้น ผมพยายามเขียนเล่าผ่านตัวอักษร แม้ผมจากเมืองไทยไปอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นานหลายปีแล้วก็ตาม
ในระหว่างที่เขียนเป็นเดือนมิถุนายน ต่อเนื่องเดือนกรกฎาคม และติดต่อมาอีกหลายเดือนของปี พ.ศ.2567 ช่วงเดือนเหล่านี้เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิเฉลี่ยแค่เลขตัวเดียว โดยใช้เวลาหลังเลิกงานมานั่งเขียน
ผมยังมีความรู้สึกว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น ผมอดทนอยู่กับระบบแบบนั้นด้วยการถูกกลั่นแกล้งโดยไม่ได้รับความยุติธรรมได้ยังไง
คงเป็นเพราะผมเคยผ่านบททดสอบที่มีทั้งความยากลำบาก มีความเหี้ยมเกรียม ถ้าพลาดก็สิ้นสุดทุกอย่าง จึงแข็งแกร่งและยืดหยัดต่อสู้ได้
แต่ถึงกระนั้นยังมีผลทำให้การเขียนแทบจะไม่คืบหน้า เพราะเมื่อลงมือเขียนครั้งใดก็เสมือนย้อนกลับไปซึมซับบรรยากาศเก่าๆ จนทำให้ผมมีอาการเครียด จะอาเจียนตลอด ต้องหยุดเขียนไปเป็นพักๆ บางทีนานเป็นเดือน จนไม่อยากจะนึกถึงและไม่อยากจะเขียนถึงเรื่องนี้อีกเลย
ความรู้สึกของผมเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย
จะมีใครบ้างที่จะมองเห็น สภาพที่ผมถูกรุมยำจากกลุ่มคนในกระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ทนายความ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี และตำรวจ
คนเหล่านี้ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ต่อคนจำนวนมาก โดยการกระทำนั้น ทำราวกับเป็นบริษัท สามัคคีช่วยคนพ้นผิด (แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ดังนั้น ผมจึงพบความเลวร้าย และความบัดซบสิ้นดี
ระบบแบบนี้แหละที่หยั่งรากลึกจนขยายไปทั่วสังคมไทย รวมเอาคนชั่วๆ ที่มีอำนาจหน้าที่เข้าไว้ด้วยกัน เกาะเกี่ยวกันโยงใยเป็นเครือข่ายคอยรักษาผลประโยชน์ของพวกพ้อง
หากจะมีใครเข้ามาขัดขวางผลประโยชน์นั้น หรือพรรคพวกของตนเองโดนเรื่องราว พวกนี้จะกระโจนเข้ามาจัดการทันที
เข้ามารุมเหมือนหมาหมู่ ใช้อำนาจที่มีอยู่ ทั้งกลั่นแกล้ง ข่มขู่ ทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งวิธีการที่สกปรก
พวกนี้ทำได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องสนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่กังวลแม้กระทั่งจะเป็นความผิดตามกฎหมาย เพราะระบบนี้ได้ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยเสมอ
การทุจริตทุกประเภทจึงมีอยู่อย่างดาษดื่นทั่วทุกหัวระแหง และกระทำจนเป็นปกติ จนมีคำพูดให้ได้ยินเสมอๆ ว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”
แต่วันเวลาก็ผ่านเลยไป และเป็นไปได้ยังไงที่มติชนสุดสัปดาห์ได้ยื่นโอกาสให้กับผมนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้กับสังคมไทย และคนทั่วไปได้รับรู้ จึงจำเป็นที่จะต้องเล่าบันทึกเอาไว้ ว่าสภาพอันแท้จริงที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เขาทำกันนั้น เบื้องหลังมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมปราศจากข้อสงสัยมานานแล้วว่า ด้วยสาเหตุอันใดจึงทำให้สังคมไทยมีกระบวนการยุติธรรมที่เน่าเหม็นเละเทะเช่นนี้
และเมื่อผมทำงานที่จังหวัดภูเก็ต ก็ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นจนกระจ่าง
หากทำตัวเป็นคนที่อยู่ไม่เป็น จะพบแต่ความเดือดร้อน
ทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยเห็นบรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่สูงส่งทั้งหลายทั้งศาล อัยการ หรือคนที่เกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว มากล่าวคำขอโทษผมที่ได้กระทำต่อผม ปล่อยผ่านให้เงียบไปตามกาลเวลา และสังคมไทยก็มักเป็นเช่นนี้ เมื่อมีอำนาจก็จะใช้อำนาจนั้นข่มเหงกับคนที่อ่อนด้อยกว่า
แต่ถึงจะนานแสนนานแค่ไหน ผมยังรอคำขอโทษอยู่ เมื่อไม่มีก็จะบอกเล่าไปยังลูกหลานตลอดไปให้เป็นที่จดจำและไม่ให้ลืมเลือนเหมือนการกระทำของพวกเขา
วันเวลาเมื่อผมยังอยู่ในระบบราชการ ผมต้องทำงานหนัก ต้องทุ่มเทเต็มที่ ยอมลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เพื่อแลกกับโอกาสเติบโตในตำแหน่งที่สูงขึ้นไป จนได้พบเห็นระบบอันชั่วช้าทุกแห่งที่ผมไปทำงาน จึงยืนยันได้ว่าไม่เกินเลยไปจากความจริงที่ผมเล่ามาทั้งหมด แต่กลับพบว่า ในระดับที่สูงขึ้นไปนั้นหนักหน่วงรุนแรงเกินกว่าที่ผมคิดเอาไว้มากมาย
แล้วผมจะได้นำเสนอให้เห็นไปตามลำดับจนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมอยู่ในประเทศไทย
ผมเล่าเหตุการณ์จับโจรที่เป็นภัยต่อสังคมที่ภูเก็ตจนผมถูกฟ้องมาอย่างต่อเนื่อง จนข้ามปีติดต่อกันหลายปี และต้องการให้จบรวดเดียว ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา มีผลสรุปในบั้นปลายเมื่อผู้ต้องหาถูกศาลตัดสินจำคุกให้อยู่ในเรือนจำนานหลายปี
ที่ผมเคยเปรียบเปรยว่า ตัวผมเองหากเป็นนักมวย เมื่อไปขึ้นชก กลับถูกฝ่ายตรงข้ามรุมชก จนน่วมไปทั้งตัว กว่าจะเอาชนะได้ สะบักสะบอมเต็มที สภาพทั้งหมดก็เป็นไปตามที่ผมเล่ามา
ไม่ใช่ว่าผมทำคดีของผู้ต้องหาพวกนี้พวกเดียว ในขณะที่ผมกำลังเจอมรสุมลูกใหญ่ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ใจทั้งสับสนและว้าวุ่นใจ
ผมยังสามารถทำหน้าที่ดูแลบำบัดความทุกข์ของประชาชนชาวภูเก็ตได้อย่างเต็มที่
อุปสรรคที่ผมได้รับไม่ได้ทำให้การทำงานของผมด้อยประสิทธิภาพลงเลย
ผมยังได้ร่วมกับตำรวจจับกุมคดีอื่นๆ อีกมากมาย และการจับกุมครั้งหนึ่งที่ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สุดยอดอลังการที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้ร่วมกันสร้าง เป็นความร่วมมือร่วมใจกันทำงานของตำรวจทั้งสถานี เมื่อจับกุมแก๊งลักรถยนต์แก๊งใหญ่ได้ และยึดรถยนต์ที่ถูกลักไปนำกลับคืนมาให้เจ้าของได้ถึง 33 คัน
ผลงานอันยอดเยี่ยมได้รับคำชมเชยไปทั่ว เป็นมหกรรมการจับกุมที่ประทับอยู่ในใจของผมอีกเหตุการณ์หนึ่ง
