โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน ทำไมกษัตริย์ไทยในอดีตจึงเป็นเกย์ไม่ได้ (ต่อให้จริงก็เถอะ)
- อ่าน ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ในบริบทวัฒนธรรมของไทย
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
ในบทความครั้งก่อน ผมได้เสนอคำอธิบายว่าทำไมกษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่ในอดีตจึงเป็นเกย์ไม่ได้ ต่อให้เป็นความจริงก็เถอะ
ผมขออธิบายประเด็นนี้เพิ่มเติมอีกหน่อย
มีปรากฏการณ์จำนวนมากในสังคมไทยที่รัฐ หน่วยงานราชการ และบุคคลที่มีอำนาจมักต้องออกมายืนยันถึงรูปลักษณ์ที่เป็นทางการว่าสุจริต โปร่งใส ไม่คอร์รัปชั่น ไม่ว่าสาธารณชนจะเห็นตรงข้ามสักขนาดไหนก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็น สตง. กกต. หรือกองทัพ ล้วนออกมายืนยันว่าสุจริตเป็นยอด ได้รางวัลความโปร่งใส รางวัลคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด ฯลฯ
เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เคยมีงานวิจัยว่าด้วยการคอร์รัปชั่นของตำรวจ จนนำไปสู่การประท้วงของตำรวจขนานใหญ่เพื่อยืนยันว่าตำรวจไทยไม่คอร์รัปชั่น
“คนดีย์” เข้าวัดก็ต้องอวดประชันกัน ส่งไลน์ข้อความพระธรรมคำสอนเสมอๆ แม้ว่ามักจะขู่อาฆาตสาปแช่งให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองตายโหงตายห่าเสมอๆ ก็ตาม
ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐจะไม่มีการทุจริตปฏิบัติผิดพลาดเลย ตำรวจ ทหาร ราชการแทบทุกกรมกองก็ยังมีการคอร์รัปชั่นอยู่ แต่ข้อเท็จจริงทำนองนั้นคือความเป็นจริงแค่ชั่วครั้งคราว หรือเป็นเรื่องของปลาเน่าเพียงไม่กี่ตัว ไม่ใช่ภาพรวมของทั้งหมด เรียกรวมๆ ก็คือเป็น “ข้อยกเว้น” ของรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ
เราคงคิดว่าการรักษาภาพพจน์และต้องแก้ตัวไม่ให้ถูกฟ้องเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ ซึ่งก็คงจริง แต่ผมเห็นว่าไม่ใช่แค่นั้น การยืนยันรูปลักษณ์เช่นนั้นมีความหมายและสำคัญกว่าการปกป้องตัวเอง
การที่รัฐไทยทุ่มเทงบประมาณและเวลามหาศาลเพื่อให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้เป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทั้งที่มีนักโทษการเมืองและกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนจะจะโต้งๆ อยู่มากมายในประเทศไทย
กรณีทำนองนี้ไม่น่าจะใช่เพียงการรักษาภาพพจน์และไม่ต้องกังวลว่าใครจะฟ้องด้วย แต่รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ คุณสีหศักดิ์เองก็ยังทำโดยมิได้ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
ในปี 2560 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ โดยไม่มีทีท่าว่าคำประกาศของตนเป็นการดูหมิ่นสติปัญญาคนไทยและคนทั้งโลก
หากพยายามเข้าใจจากวัฒนธรรมไทย ผมเชื่อว่ารัฐและคนเหล่านั้นคงมีข้ออ้างให้กับตัวเองทำนองว่า …
นักโทษการเมือง การใช้ ม.112 อย่างมั่วซั่วและกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เป็นเพียง “ความเป็นจริงชั่วครั้งคราว” ซึ่งมิได้ลดทอน “ความจริงแท้” ว่าประเทศไทยมีกฎหมายมากมายเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
“รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ” สำคัญมากเพราะสะท้อนถึง “ความจริงแท้” หรือความจริงตามปทัสถาน (normative) ที่บุคคล องค์กร รวมทั้งรัฐก็รู้อยู่แก่ใจว่าควรจะเป็น แม้ว่าอาจจะขัดแย้งกับ “ความเป็นจริงชั่วครั้งคราว” ที่เราประสบพบเห็นรับรู้ได้ทุกวี่วันก็ได้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยอธิบายว่าเรื่องนี้มาจากพื้นฐานแนวคิดทางศาสนาเกี่ยวกับความจริงอมตะหรือเป็นอกาลิโก (transcendental truth) คือธรรมะในพุทธศาสนา เป็นความใฝ่ฝันหรือเป็นจุดหมายปลายทางที่บุคคล สถาบัน ชาติ (และอื่นๆ) ต่างมุ่งหมายจะไปให้ถึง
ส่วนสภาพตามข้อเท็จจริงที่เรารับรู้นั้นเป็นขั้นตอนที่ยังไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงบางส่วน ไม่ถาวร หรือเป็นสภาวะชั่วคราว และกำลังพัฒนาไปบนเส้นทางสู่ความจริงแท้ที่สมบูรณ์ตามปทัสถาน (normative truth) ซึ่งเป็นสิ่งพึงปรารถนา
ความจริงชั่วครั้งคราวเป็น “ข้อยกเว้น” ที่เบี่ยงเบนไปจากความจริงแท้ สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุสองประการหลัก คือ
หนึ่ง คนยังไม่บรรลุธรรม ยังดีไม่พอ สุจริตไม่พอ ยังไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมพอ ประเทศไทยยังไม่สมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็น ยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว
เราหลีกเลี่ยงภาวะ “ยังไม่…” เหล่านี้ไม่ได้ ห้ามไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ แต่ควรถือว่าเป็นข้อยกเว้นของความจริงแท้
สอง เนื่องจากข้อหนึ่ง รัฐจึงจำเป็นต้องทำสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากความสมบูรณ์แบบหรือความจริงแท้เป็นครั้งคราว เพื่อกำจัดและจำกัดความยังไม่สมบูรณ์เหล่านั้น
เช่น กองทัพและชนชั้นนำอำมาตย์จำเป็นต้องทำรัฐประหารเป็นครั้งคราว เพื่อหยุดยั้งความเละเทะของนักการเมือง เพื่อรีเซ็ตให้ประเทศเดินต่อสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
รัฐ กองทัพ จำเป็นต้องใช้อำนาจเข้าปราบปราม เพื่อขจัดความไม่สงบและภัยคุกคามศีลธรรมอันดีของประชาชน
กฎหมายไทยมีตัวบทหลักที่สวยหรูได้มาตรฐาน เอาไปอวดประเทศไหนในโลกก็ได้ทั้งนั้น แต่รัฐจำเป็นต้องใช้ “ข้อยกเว้น” ตามกฎหมายเป็นประจำ จำเป็นต้องงดใช้กฎหมายปกติ จำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษจัดการกับภัยต่อความมั่นคง
กฎหมายอาญาหมวดว่าด้วยความมั่นคงในราชอาณาจักรและพระมหากษัตริย์ ก็จัดว่าเป็นข้อยกเว้นที่มีอยู่ในกฎหมายปกติ ดังจะเห็นได้จากการตีความครอบคลุมเกินกฎหมายอาญาปกติ ใครๆ ก็ฟ้องได้ ขอประกันก็ไม่ได้ แถมใช้กระบวนการพิจารณาคดีลับ เรียกเอกสารก็ยาก จำเลยถูกตัดพยาน ฯลฯ
ทั้งหลายเหล่านี้ละเมิดสิทธิตามกฎหมายปกติและละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น แต่ก็จำเป็นต้องเบี่ยงเบนไปจากความสมบูรณ์แบบตามอุดมคติ
ไทยจึงไปรณรงค์ในสหประชาชาติ โดยอวดว่าแท้ที่จริงนั้น ประเทศไทยสนับสนุนสิทธิมนุษยชนเต็มที่ โดยชี้ให้ดูตัวบทกฎหมายหลัก
แต่ไม่ได้บอกชาวโลกว่าในประเทศไทยใช้ข้อยกเว้นอยู่เป็นประจำถึงขนาดที่สภาวะยกเว้นแทบจะเป็นสภาวะปกติ
แม้แต่วรรณกรรม ภาพยนตร์ งานศิลปะ ก็ไม่สามารถละเมิดรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบได้ ไม่งั้นกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวต้องชี้แจง ต้องขอโทษ หรือฟ้องร้องกันยกใหญ่
ด้วยเหตุนี้ หลายคนเห็นว่าสังคมไทยดัดจริต หน้าไหว้หลังหลอก พูดอย่างทำอย่าง มือถือสากปากถือศีล หลายคนเรียกว่า สร้างภาพพจน์
แต่เป็นเพราะรัฐ องค์กรและคนที่มีอำนาจนั้น มีวัฒนธรรมที่เห็นว่ารูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบคือความจริงแท้ที่ต้องยืนยัน ส่วนความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงนั้นล้วนเป็นเรื่องชั่วครั้งคราว
พวกเขามีไวยากรณ์ในการนิยามความจริงต่างไปจากเราๆ เพราะเป็นไวยากรณ์ตามวัฒนธรรมของผู้มีอำนาจ
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการสร้างภาพพจน์ หรือ “หน้า” กับการยืนยันรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบอยู่ตรงไหน?
การสร้างภาพพจน์ต้องแคร์สาธารณชน ต้องทำให้ดูดีในสายตาสาธารณชน แต่การยืนยันรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบนั้นอาจขัดหูขัดตาสาธารณชนอย่างยิ่ง ก็ยังจำเป็นต้องทำ
ในทุกกรณีที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าขัดหูขัดตาประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่หน่วยราชการและรัฐก็ยังต้องยืนยันรูปลักษณ์เป็นทางการเช่นนั้นอยู่ดี โดยไม่แคร์ว่าจะยิ่งทำให้เสียภาพพจน์หนักเข้าไปอีก
ฝรั่งผู้รู้เกี่ยวกับประเทศไทยหลายคนเคยตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้ไว้ว่า รูปโฉมที่ดูดีหรือชื่อเสียงในบริบทวัฒนธรรมไทยนั้น ต่างไปจาก image เพราะ “ภาพพจน์” และ “หน้า” แบบไทยๆ ผูกกับอำนาจ
Peter A. Jackson เสนอว่า ภาพลักษณ์คือรูปแบบหนึ่งของอำนาจโดยเฉพาะอำนาจในพื้นที่สาธารณะ เมื่อการแสดงออกหรือการถ่ายทอดภาพลักษณ์ไม่สอดคล้องรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ก็จะกระทบกระเทือนอำนาจไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจ (ตักเตือน ข่มขู่ จับกุม ฟ้องร้อง ฯลฯ) ไปขจัดรูปลักษณ์อันไม่พึงปรารถนาดังกล่าวให้พ้นไปจากพื้นที่สาธารณะ ระบอบอำนาจที่มากับรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ จึงมีส่วนเป็นเงื่อนไขกำหนดว่าเราสามารถพูดอะไรได้และไม่ได้ในพื้นที่สาธารณะ (ดูบทความของเขา “The Thai Regime of Images,” Sojourn, 19, 2, pp.181-218)
เราท่านอาจจะถือว่าการเสนอภาพลักษณ์ที่ชำระล้างจนสวยหรูหรือภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ การยกยอปอปั้นจนเว่อร์นั้น เป็นสิ่งผิวเผินและดูถูกสติปัญญาของเราเกินไป บางครั้งพฤติกรรมเช่นนั้นน่าขยะแขยงด้วยซ้ำไป
แต่ “การบริหารรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ” เป็นศิลปะแห่งรัฐของไทย (Thai statecraft) อย่างหนึ่ง
เช่น ต้องบอกว่าสภาพตามข้อเท็จจริงที่เรารับรู้นั้นล้วนเป็นความจริงที่น้อยกว่า จริงบางส่วน หรือจริงชั่วคราว จึงไม่ควรเข้าใจผิดว่าเป็นความจริงแท้ที่เชื่อถือได้
จะต้องเลือกสาระและเวลาให้เหมาะสมในการยืนยันรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ขัดกับสายตาประชาชนจนเกินไป
รวมถึงอาจยอมรับข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริงๆ ได้ในการคุยกันส่วนตัว แต่ต้องไม่ใช่ในพื้นที่สาธารณะ
(เหล่านี้เป็นศิลปะที่โฆษกรัฐบาลและหน่วยราชการทุกแห่งพยายามทำ)
ในสังคมที่รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบชนิดนี้มีอิทธิพลครอบงำ ผู้คนมักเชื่อตามความรู้ประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความสมบูรณ์แบบของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่มองให้ทะลุว่ารูปลักษณ์เช่นนั้นเป็นเพียงแค่ขนบที่ต้องเขียนแบบนั้น เขียนตามที่เป็นจริงไม่ได้เพราะละเมิดขนบ
รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบเป็นขนบอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ว่าจะเขียนอะไรได้และไม่ได้
คนอ่านพึงรู้ข้อนี้เพื่อใช้วิจารณญาณว่าอะไรเชื่อได้หรือไม่ได้ อะไรเป็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ อะไรเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือกว่า
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบในวัฒนธรรมไทยตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ กำลังเผชิญกับการปะทะโต้แย้งจากความคิดทางโลกสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริงตามที่ประสบพบเห็นเป็นด้านหลัก
ตามทัศนะอย่างหลังนั้น ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและควรจะพยายามไปให้ถึง แต่ถ้าหากเอามาทดแทนความเป็นจริงตามที่ประสบพบเห็น หรือถือเอาว่าเป็นความจริงเชิงประจักษ์สำหรับการบริหารงานของรัฐหรือสำหรับการปฏิบัติใดๆ ก็ตาม ย่อมกลายเป็นการหลอกตัวเองและหลอกลวงผู้อื่น
ทัศนะสมัยใหม่เช่นนี้จึงเห็นว่าการอวดอ้างยืนยันรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของรัฐและหน่วยราชการ คือหน้าไหว้หลังหลอก พูดอย่างทำอย่าง มือถือสากปากถือศีล
วัฒนธรรมสองอย่างที่กระทบกระทั่งกันเช่นนี้ เป็นอีกปรากฏการณ์ซึ่งพบได้เป็นปกติประจำวันในสังคมไทยปัจจุบัน
“การบริหารรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ” จึงยิ่งยากขึ้นทุกที
