ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
เห็นข่าวเรื่อง “พิมรี่พาย” ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่ไปช่วยแม่ขายทุเรียน
สมัยนั้น ทุเรียนขายเป็น “ลูก” ครับ
ไม่ได้ขายเป็น “กิโล”
และแหล่งรับซื้อขนาดใหญ่แบบ “ล้งจีน” ยังไม่มี
เพราะ “ทุเรียน” ยังขายในประเทศอย่างเดียว
มีแต่รถรับซื้อผลไม้ที่จะมาปักหลักที่ตลาดซื้อขายผลไม้
ตอนนั้นตลาดที่แม่ไปขายเป็นประจำ มีอยู่ 3 ตลาด คือ ตลาดเขาไร่ยา ตลาดเนินสูง และตลาดสามแยกปากแซง
“ป๋า” รับหน้าที่ทำสวน
“แม่” จะรับหน้าที่ขายผลไม้ เพราะต่อรองราคาเก่งกว่า
ผมและพี่น้องและเป็นผู้ติดตาม “แม่” ไปขายผลไม้
เราจะเข้าสวนตั้งแต่เช้า คนสวนจะเริ่มตัดทุเรียนทีละต้นไปเรื่อยๆ
ทุเรียนในยุคก่อน ไม่มีการตัดยอดคุมความสูงเหมือนวันนี้
แต่ละต้นสูงเด่นเป็นตระหง่าน สูงเป็นสิบเมตร
คนสวนจะขึ้นไปตัด อีกคนหนึ่งจะถือกระสอบรอรับอยู่ด้านล่าง พอทุเรียนหล่น คนที่อยู่ด้านล่างจะสะบัดกระสอบขึ้นมารับทุเรียน
หนามทุเรียนจะเกาะติดกระสอบแล้วค่อยๆ ไหลลงพื้น ทำให้ทุเรียนไม่ช้ำ
ผมและพี่น้องเริ่มหัดรับทุเรียนแบบนี้ตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้วิชานี้ก็ยังอยู่
คนสวนจะตัดไปเรื่อยๆ จนบ่ายแก่ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย
ถ้าไม่หมดก็ไว้ตัดวันพรุ่งนี้
เพราะเราต้องรีบไปขายที่ตลาดผลไม้ก่อน
ขืนรอจนเย็น ตลาดจะวาย
บ้านผมมีรถ 6 ล้อคันหนึ่ง ขนทุเรียนใส่เข่งขึ้นรถ
แม่นั่งข้างหน้า
ผมหรือพี่น้องที่ใครมีคิวเข้าสวนนั่งท้ายรถกับคนสวน
ตลาดแรกที่เราจะผ่านก่อน คือ ตลาดเขาไร่ยา
พอรถวิ่งใกล้ถึงตลาด จะมีคนรับซื้อผลไม้ยืนดักรออยู่ข้างถนน
คนขับจะชะลอรถช้าๆ
ถ้าเห็นว่าเป็นเงาะ มังคุด ลองกอง ฯลฯ เขาก็จะตะโกนถามเลยว่าขายโลละเท่าไร
หรือไม่ก็บอกราคารับซื้อ
ถ้าเราโอเคกับราคา เขาก็จะบอกว่าให้ไปที่ชั่งน้ำหนักที่รถคันไหน
มีบางคนกระโดดเกาะรถมาเลย เป็นกลยุทธ์ป้องกันคู่แข่ง
เจรจากันบนรถระหว่างที่จะไปจอดที่ตลาดผลไม้
ถ้าตกลงราคากันไม่ได้ เราก็จะจอดรถเพื่อรอคนซื้อรายอื่นเดินมาถามราคา
หากไม่มีใครเดินมา เราก็จะเดินไปหา
การซื้อขายผลไม้ในยุคนั้น ขึ้นอยู่กับ “ดีมานด์-ซัพพลาย” ในแต่ละวัน
ถ้า “รถซื้อ” เยอะ “รถขาย” น้อย”
เราจะได้ราคาดี
เพราะรถทุกคันต้องเดินทางคืนนั้นเลย
ถ้าหาของได้ไม่เต็มคัน ก็ไม่คุ้มกับค่าน้ำมัน
ดังนั้น ช่วงท้ายๆ ต่อให้ราคาสูงหน่อยก็ต้องซื้อ
สถานการณ์แบบนี้ “คนสวน” ได้เปรียบ
คนจะแย่งซื้อและเสนอราคาสูงๆ
แต่ส่วนใหญ่มักไม่เป็นเช่นนั้น
“ซัพพลาย” มักจะมากกว่า “ดีมานด์” อยู่เป็นประจำ
เราจะจอดรถที่ตลาดเขาไร่ยาพักหนึ่ง ถ้ายังขายไม่ได้ หรือโดนกดราคา
แม่ก็จะให้คนสวนขับรถไปตลาดเนินสูง หรือสามแยกปากแซง
เปลี่ยนที่ เผื่อว่าจะได้ราคาดีกว่าเดิม
แต่บางวันราคากลับต่ำกว่าเดิม
ถ้าเย็นมาก บางทีแม่ก็ตัดสินใจยอมขาย
หรือที่แย่ที่สุด คือ ไม่มีคนซื้อ
ถ้าเป็นเงาะ ลองกอง ฯลฯ ที่รอไม่ได้เพราะค้างคืนผิวจะไม่สวย แม่จะพยายามตื๊อคนขาย หรือลดราคาสุดสุด
แต่ “ทุเรียน” ยังรอได้
บางครั้ง เราก็ยอมขน “ทุเรียน” กลับไปไว้ที่บ้าน
เพื่อมาขายในวันรุ่งขึ้น
“ทุเรียน” สมัยนั้นขายเป็น “ลูก” ครับ
เวลาเขาหยิบทุเรียนออกจากเข่ง จะแบ่งเป็นไซซ์เลย
ลูกขนาดนี้อยู่กองนี้
ลูกเล็กหน่อยอยู่กองนี้
บางทีก็แบ่งเป็น 3-4 กอง
แล้วจะบอกราคาว่าแต่ละกองราคาเท่าไร
หน้าที่ของแม่กับผมจะต่อรองกับคนซื้อว่าลูกนี้ก็ใหญ่นะ น่าจะอยู่ในกองลูกใหญ่
คือ คนซื้อจะพยายามกดราคา ส่วนคนขายก็จะดันราคาขึ้น สำหรับคนซื้อ วิธีทำกำไรที่ง่ายที่สุด คือ ลูกที่ครึ่งๆ กลางๆ ว่าจะใหญ่หรือกลาง
ให้บอกว่ากลางไว้ก่อน
จากนั้นตอนเอาไปขาย ก็แปลงกายทุเรียน จาก “ลูกเล็ก” ตอนซื้อให้กลายเป็น “ลูกใหญ่” ตอนขาย
ตอนนี้ล้งจีนก็ยังใช้วิธีการแบบเดิม
ABCD ต้องดูกันดีๆ
เพราะแค่ลดสถานะจาก AB เป็น C ตอนซื้อ
แล้วไปดันขึ้นเป็น AB ตอนไปขายเมืองจีน
เขาจะได้เงินเพิ่มกิโลกรัมละ 30-40 บาทเลยนะครับ
ผมคุ้นชินกับการซื้อทุเรียนเป็นลูกมานาน จนวันหนึ่งการซื้อขายเปลี่ยนเป็นซื้อตามน้ำหนัก
ไม่แน่ใจว่าเพราะเมืองไทยเริ่มส่งออกทุเรียนไปเมืองจีนหรือเปล่า
มาตรฐานการซื้อขายจึงเปลี่ยนไปลง
ตอนนั้น ผมยังคิดเลยว่าชาวสวนรุ่นใหม่โชคดีจัง
ขายเป็น “กิโล”
เพราะช่วยขยับราคาทุเรียนขึ้นอย่างรวดเร็ว
จน “ทุเรียน” กลายเป็นผลไม้เศรษฐีของคนไทย
ราคาเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ เมื่อส่งออกไปจีนมากขึ้นประมาณ 20 ปีที่แล้ว
และเมื่อไทยทำ FTA กับจีน ยกเลิกภาษีการนำเข้าผักผลไม้
“ทุเรียน” ที่เคยแพงมากในจีน ราคาก็ขยับลดลงเพราะไม่ต้องเสียภาษี
คนจีนก็กินทุเรียนมากขึ้น
และขยายตัวอย่างแรงตอนที่เศรษฐกิจจีนก้าวกระโดดเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
ถาม ChatGPT ดูว่าราคาทุเรียนเริ่มราคาสูงขึ้นเมื่อไร
คำตอบก็คือ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา
แค่ 4 ปีเพิ่มเป็นเท่าตัว
จากกิโลกรัมละ 47 บาท เป็น 99 บาทในปี 2562
และจากนั้นก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักร้อยบาทขึ้นไปต่อกิโล
รสนิยมการกินทุเรียนของคนเมืองจันท์กับคนกรุงก็แตกต่างกัน
คนจันท์รุ่นเก่าจะกินทุเรียนแบบที่คนกรุงเรียกว่า “ปลาร้า”
คือ สุกจนเนื้อนิ่มเละ
เพราะรสชาติทุเรียนจะหวานมัน จัดจ้านที่สุด
ที่บ้านผมจะกินกับ “ข้าวเหนียวมูล” ที่คนส่วนใหญ่กินคู่กับมะม่วง
เรากินกับ “ทุเรียน” สุกจัดครับ
ก่อนหน้านี้จะกินคู่กับ “ชะนี” ไม่ใช่ “หมอนทอง” เพราะรสจัดกว่า
“ชะนี” จะมีหวาน 2 แบบ
คือ หวานมัน กับหวานขม
ผมชอบ “หวานขม”
เราจะตักข้าวเหนียวกิน แล้วตามด้วยทุเรียน
ข้าวเหนียวมูลจะดึงรสชาติทุเรียนที่หวานจัดลงนิดหนึ่ง
กลมกล่อมกำลังดี
สมัยเด็ก ผมชอบเอาทุเรียนสุกนิ่ม แกะแต่เนื้อ แล้วคลุกเคล้าขยำขยี้กับข้าวเหนียวให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ราดกะทิเข้าไปหน่อย
ก็คล้ายๆ กับข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน
แต่เป็นแบบ “แห้ง”
ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงคล้าย “ข้าวต้มทะเล” ที่ซดน้ำกับ “ข้าวต้มแห้ง”
เขียนไปเขียนมา เริ่มน้ำลายไหล 555
เดี๋ยวจะรีบไปบอกให้น้องส่งทุเรียนสุกๆ มาให้หน่อย
จะกินกับข้าวเหนียวมูลเพื่อย้อนอดีตวัยเด็ก
…วันวานยังผอมอยู่
