bg-single

ศธ.ตีปี๊บ ยกเลิก ร.ร.สีขาว เฟสแรกลดภาระครู โจทย์หิน ‘รมต.ศธ.’

21.06.2026

| การศึกษา

การยกเลิก “โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข” ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถือเป็นการตีปี๊บเริ่มต้นขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูอย่างเป็นทางการ

หลังนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นโยบายหลักข้อแรก คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ช่วยแบ่งเบาภาระงานเอกสารธุรการ ยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อน และปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารโดยเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียน เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ รมต.ศธ.ได้ยกเลิก 7 โครงการ/กิจกรรมประเมินที่ซ้ำซ้อน ดังนี้

กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา,

กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4-5 ดาว,

โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามกรอบประเมินระดับนานาชาติฯ,

โครงการยกระดับ OBEC Channel,

โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สู่ห้องเรียน,

โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยโรงเรียน

และโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข

พร้อมระบุว่า การดำเนินการทั้งหมดถือเป็นเพียงเฟสแรก ของการเดินหน้าคืนครูให้ห้องเรียน

ที่ผ่านมา “โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข” แม้จะมีวัตถุประสงค์ที่ดีในการดูแลเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีขั้นตอนและภารกิจด้านงานเอกสารจำนวนมาก ทำให้ครูต้องเสียเวลาไปกับการทำประเมินจัดทำรูปเล่มโครงการ แทนที่จะได้ใช้เวลาดังกล่าวไปพัฒนาการเรียนการสอนและดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มศักยภาพ

ล่าสุด ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำว่า การยกเลิกโครงการนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลละเลยปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

แต่เป็นการปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัยขึ้น ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการรายงานผลและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ไม่สร้างภาระผูกพันเชิงธุรการแก่ครูอีกต่อไป

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่ ศธ.กำหนดไว้ถึง 37.6%

ภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง, อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง, อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง, อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง และอันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง

ขณะที่งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทางที่โรงเรียนควรมีคือ นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ), ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่), งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ)

นอกจากนี้ งานวิจัยมองว่า ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% สมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน

นายสมพงษ์ จิตระดับ

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา มองว่า การยกเลิกโครงการต่างๆ เพื่อลดภาระงานเอกสาร ให้ครูได้มีเวลาอยู่ในห้องเรียนนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จำนวนมากพยายามเดินหน้านโยบายลดภาระครู แต่ไม่เคยทำสำเร็จ นอกจากนี้ งานเอกสารยังไม่ลดลง

เมื่อมาถึง ศธ. ภายใต้การนำของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เดินหน้าลดภาระครู โดยนำร่องยกเลิก 7 โครงการ จาก 50 โครงการ การดำเนินนโยบายนี้มีกระแสเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายคนมองว่าปัจจุบันปัญหายาเสพติดยังมีอยู่ในโรงเรียนและชุมชน

อย่างไรก็ตาม 50 โครงการที่สร้างภาระให้ครู เกือบครึ่งหนึ่งมาจากกระทรวงอื่น โดยมอบภารกิจให้ครูทำรายงาน ทำเอกสาร และอีกครึ่งหนึ่งมาจากหน่วยงานต่างๆ ของ ศธ. สาเหตุที่หลายหน่วยงานมอบงานให้โรงเรียน เพราะมองว่าโรงเรียนคือสถานศึกษาที่มีหน้าที่อบรม สั่งสอน ให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่กลับลืมไปว่าเรากำลังทำให้ครูที่มีหน้าที่สอนนักเรียน ต้องไปทำหน้าที่ของหน่วยงานกระทรวงอื่น จนทำให้ครูอยู่ในภาวะน้ำท่วมปากมายาวนาน ก้มหน้าก้มตาทำเอกสารให้ส่วนกลาง โดยโครงการหนึ่งต้องทำเอกสารมากกว่า 200 แผ่น ทำให้รับภาระทำเอกสารกว่า 50 โครงการ จนไม่มีเวลาอยู่ในห้องเรียน ทำหน้าที่สอนหนังสือมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจผิดที่โยนภาระงานให้ครู เช่น โครงการสถานศึกษาสีขาว เป็นงานที่ให้ครูเก็บข้อมูล เขียนรายงานผล ทำเอกสารมากมาย ซึ่งแทบไม่เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดเลย

ดังนั้น งานที่กระทรวงและหน่วยงานอื่นมอบหมายให้ครูทำนั้น มาจากค่านิยมและความเข้าใจที่ผิด ทำให้เกิดการเทงานสู่ระบบโรงเรียน เช่น โครงการสถานศึกษาสีขาว ควรจะทำ “ชุมชนสีขาว” หรือไม่ เพราะถ้าชุมชนรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยยาเสพติด เต็มไปด้วยคนติดยา จะทำให้โรงเรียนเป็น “โรงเรียนสีขาว” ได้อย่างไร

สิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงเรียน ปัญหาในชุมชน ใครเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ เราจึงเห็นปัญหาคนป่วย เสพยาบ้า บุกเข้าไปทำร้ายผู้บริหาร ครู และนักเรียน มองว่าชุมชนต้องเป็นสีขาว มากกว่าโรงเรียนสีขาว และกระทรวงที่ต้องเข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าวคือ กระทรวงมหาดไทย (มท.) และตำรวจมากกว่า แต่กลับโยนให้โรงเรียนทำหน้าที่ตามลำพัง

กลายเป็นนโยบายผิดฝาผิดตัว จนเกิดค่านิยมไม่ถูกต้อง เกิดการเทงานให้ครู

“เมื่อ ศธ.ดำเนินการลดภาระงานครู โดยเริ่มจากการยกเลิก 7 โครงการ หากมองดูจะพบว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ไม่จำเป็นต้องทำ จึงขอให้รัฐบาล และ ศธ. ปลดภาระงานเอกสารครู โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1. ถ้า ศธ.อยากลดภาระงานครู ควรทำ KPI ร่วมกันกับหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวง และการทำรายงานควรทำเอกสารสรุปไม่เกิน 3-5 แผ่น โดยใช้ KPI เหล่านั้นวัดและประเมินผล พร้อมเอาไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ได้จริง 2. ปรับโครงการโรงเรียนสีขาว เป็นโครงการชุมชนสีขาว โดยให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินการ เพราะปัญหายาเสพติดยังคงมีอยู่ 3. อยากให้รัฐบาลสังคายนา 50 โครงการ โดยพิจารณาว่าจำเป็นที่จะต้องทำมากน้อยแค่ไหน อันไหนลดได้ให้ลด โครงการไหนเลิกได้ให้เลิก เพื่อให้ครูกลับไปสอนนักเรียน” นายสมพงษ์กล่าว

นโยบายลดภาระครู ถูกหยิบยกมาเป็นโยบายหลักในหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่เคยทำสำเร็จ หวังว่าครั้งนี้รัฐบาลจะลดภาระครูสำเร็จ อย่าให้เป็นนโยบายที่มากับปากและหายไปพร้อมๆ กับรัฐบาล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)