ศุภกร จันทร์ศรีสุริยะวงษ์ : “ชำนาญ จันทร์เรือง” จาก “นักคิด” สู่ “นักปฏิบัติ” กระจายอำนาจคืออนาคตใหม่

“การกระจายอำนาจคืออนาคตของประเทศไทย” นี่คือข้อความแนะนำตัว นายชำนาญ จันทร์เรือง อดีตนักวิชาการอิสระทั้งทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ บนจุลสาร เปิดตัว “พรรคอนาคตใหม่”
แม้จะอายุ 61 ปีแล้ว แต่ชำนาญยังคงอยู่ในหมวดหมู่ของ “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงช่วงวัย แต่หมายรวมถึง “ความคิด-อ่าน” ที่ยัง “ทันสมัย” และ “ก้าวหน้า” อยู่เสมอ
นอกจากบทบาททางวิชาการแล้ว เขายังเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตัวยง เคยเป็นประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ทั้งยังเคยคร่ำหวอดในสังกัด “กระทรวงคลองหลอด” มาก่อนด้วย

“คําว่าคนรุ่นใหม่ ต้องนิยามให้ดี มันไม่ใช่แค่คนอายุน้อยเท่านั้น เวลาไปออกทีวี มีคนถามว่า เป็นผู้อาวุโสทำไมไม่ปรามเขา ผมก็ตอบไปว่า ผมห้าวยิ่งกว่าเขาอีก แต่ก็รู้ว่ามีเส้นแบ่งอยู่ เวลาห้าวก็ไม่ได้โจมตีใครเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องหลักการ เรื่องนโยบาย”
ชำนาญเริ่มต้นบทสนทนาอย่างอารมณ์ดี เหมือนเคยชินที่จะต้องถูกถามในเรื่องนี้ ก่อนจะเปิดใจต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ มีพรรคการเมืองหลักหลายพรรคทาบทามให้มาร่วมงาน แต่ก็ไม่เอา ไม่รู้จะไปทำไม เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเหมือนเดิม แต่พอได้คุยกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพียง 2-3 ครั้ง ก็ตอบตกลงทันที
แน่นอนด้วยสถานะที่เป็นนักวิชาการ เมื่อลงสู่ “ถนนการเมือง” ก็ย่อมให้ถูกตั้งคำถามถึง “ความน่าเชื่อถือ” ที่อาจจะลดลง เขาตอบว่า การเมืองเป็นเรื่องปกติ ทั้งเรียนทั้งสอนเรื่องการเมืองมา ก็อยากรู้ความจริงเป็นอย่างไร ผิดตรงไหน ดีเสียอีก ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่กี่คนมาทำ “เกลียดตัวกินไข่” แบบนี้ไม่เอา อยากเห็นมันดีก็เข้ามาทำ เท่านั้นเอง
“เครดิตทางวิชาการจะลดลงตามสายตาคนอื่น ก็ไม่ได้ว่าอะไร ชีวิตมันต้องเลือก นักวิชาการที่เป็นการเมืองแล้วประสบความสำเร็จก็มีเยอะแยะไป ทฤษฎีอย่างเดียวไม่ปฏิบัติก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าปฏิบัติอย่างเดียวไม่มีทฤษฎีก็พัง” อดีตนักวิชาการอิสระกล่าวอย่างมั่นใจ
สิ่งที่ “จุดประกาย” ให้ชำนาญตัดสินใจ “ล่มหัวจมท้าย” ไปกับอนาคตใหม่อย่างไม่ลังเลคือ เรื่อง “การกระจายอำนาจ” ที่เขาเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โดยตรง เมื่อครั้งยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร จนกลายเป็นต้นแบบของแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” กระจายไปยัง 50 จังหวัด
ชำนาญเริ่มปูพื้นให้เข้าใจก่อนว่า การกระจายอำนาจเพื่อเพื่มอำนาจท้องถิ่นคือ สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination Rights) ต้องอย่าลืมว่า “ทุกตารางนิ้ว” ของประเทศไทย มีการปกครองท้องถิ่น ที่เขาเจ็บช้ำน้ำใจคือ อยู่ดีๆ ก็ถูกสั่งให้เอางบประมาณที่สะสมมา ไปทำ “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็น “ไทยเข้มแข็ง” หรือ “ไทยนิยม”
พร้อมยกตัวอย่างปัญหาที่สวนทางความต้องการกัน ระหว่าง “ส่วนกลาง” กับ “ส่วนท้องถิ่น” คือ “ไนท์ซาฟารี จ.เชียงใหม่” ที่จู่ๆ ก็โครมลงมา เอามาแย่งทรัพยากร แย่งน้ำ คนก็ไม่ได้ดู สวนสัตว์ก็มีอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการเลย สัตว์ก็ธรรมดา ไม่ได้พิlดารอะไร ซึ่งมัน “ท็อปดาวน์” บางทีคนในท้องถิ่นเขาไม่อยากได้
ด้าน “การจัดเก็บรายได้” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจุบันเก็บเองได้อยู่ไม่กี่อย่าง โดยมากก็เลือกเสียส่วนกลางกันหมด จะสะดวกในการวิ่งเต้นหรือระบบบัญชีอะไรก็แล้วแต่ แต่ท้องถิ่นไม่มีรายได้อะไร แทนที่เงินจะเข้าท้องถิ่นเอง เหมือนอย่าง VAT คนจนคนรวยเสียเท่ากัน แต่เข้ากรุงเทพฯ หมด แบ่งให้ท้องถิ่นแค่ 0.1
“กุนซือ” ด้านการกระจายอำนาจ จึงตั้งเป้าไว้ว่า หากอนาคตใหม่ได้เสียง ส.ส. อย่างน้อย 20 คน มีอำนาจในการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนฯ ได้ ก็จะทำการผลักดันในเรื่องนี้ทันที เพื่อแก้ไข จัดโครงสร้างเสียใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ
ระดับบน ฝ่ายบริหารให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่จำเป็นว่าจังหวัดไหนเจริญแล้วหรือยังไม่เจริญ จะเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนเดิมหรือไม่ก็แล้วแต่ ระดับล่าง เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น อบต. เป็นเทศบาลก็ว่าไป โดยทั้ง 2 ระดับให้แบ่งหน้าที่กันทำ ชั้นล่างใกล้ชิดกับชาวบ้าน ชั้นบนก็บริหารโครงการใหญ่
“ที่สำคัญคือ จะให้มีโครงสร้างของสภาพลเมือง คอยกำหนดวิสัยทัศน์ ตรวจสอบ ถ่วงดุล (Check and Balance) ฝ่ายบริหาร และสภาท้องถิ่น ให้เหมือนมี 3 เส้า คอยคานกัน ด้วยการใช้ฉันทามติ ไม่ต้องโหวต เพราะแม้จะมีการเลือกตรง แต่พอเข้าไปแล้ว อาจฮั้วกันได้ ขณะที่รัฐส่วนกลางก็จะยังดูแลเรื่องความมั่นคงทางทหาร การต่างประเทศ การเงินการคลัง และศาล เหมือนเดิม”

ถึงบรรทัดนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามทันทีว่า “การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่” จะเป็นไปได้หรือไม่ กับรัฐไทยที่เคยชินกับ “อำนาจรวมศูนย์” ที่มีกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลอยู่
อดีตปลัดอำเภอผู้นี้ กล่าวอย่างมีความหวังว่า กระทรวงมหาดไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น หรืออเมริกา ใหญ่เบ้อเริ่มเลย ทั้งที่เขาไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งมันล้าสมัย หมดยุคไปแล้ว เพิ่มขั้นตอนกันเปล่าๆ จะขออนุญาตทีต้องเจอขั้นตอนยาวเฟื้อยเลย
“และอย่าลืม เมื่อก่อนมหาดไทยก็เคยมีทั้งตำรวจ อัยการ แรงงาน ประชาสงเคราะห์ เยอะแยะไปหมด ถ้ากฎหมายผ่าน เขาจะทำได้ดีและทำได้ไวกว่าใครเพื่อนด้วยคำว่าฮิตาชิ ไม่เคยได้มาเพราะโชคช่วย”
อนาคตใหม่ถึงอยาก “เข้าสู่อำนาจรัฐ” เพราะการเปลี่ยนแปลงโดย “นิติรัฐ” ต้องมีอำนาจรัฐ มีกฎหมาย ผ่านผู้แทนของปวงชนชาวไทย ในรัฐสภา ถ้ากฎหมายออกมาแล้วก็ต้องทำตามนั้น “การกระจายอำนาจ” จึงเป็นไปได้
ชำนาญกล่าวทิ้งท้ายว่า อดีตนายกเทศมนตรีเมืองโคโลญจ์ เยอรมนี ท่านหนึ่ง เคยบอกว่า “No States without Cities” ซึ่ง state หมายถึง รัฐที่มีประชาธิปไตย city หมายถึงท้องถิ่น แปลว่า “ไม่มีรัฐใดจะเข้มแข็งโดยปราศจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง”
ก็เหมือนบ้านเราที่ประชาธิปไตยระดับชาติ “ล้มลุกคลุกคลาน” ก็เพราะท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง
