bg-single

มลพิษฝุ่นละออง : เมื่อฝุ่น PM 2.5 กลับมา เราเรียนรู้รับมือได้แค่ไหน ทางแก้อยู่ตรงไหน?

27.01.2019

“ฝุ่นควัน PM 2.5” กลายเป็นปัญหาที่เมืองใหญ่ในไทยเจอตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งฝุ่นควันที่ก่อตัวจนเป็นหมอกใหญ่ปกคลุมนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว จนกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน และปีนี้ปัญหาดังกล่าวก็กลับมาอีกครั้ง

แม้ครั้งนี้จะมีการตอบสนองจากภาครัฐที่พยายามแก้ไขและสื่อสารกับประชาชนในการขอความร่วมมือหรือเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ชีวิตท่ามกลางฝุ่นควัน

แต่จนถึงตอนนี้ ประชาชนตื่นตัวและเรียนรู้อยู่กับสภาพอากาศที่รอบตัวเต็มไปด้วยฝุ่นควันมากแค่ไหน

 

รู้จัก “PM 2.5” มฤตยูเงียบที่มนุษย์ก่อขึ้นเอง?

PM (Particulate Matter) คือสสารที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศซึ่งอยู่ในรูปของแข็งหรือของเหลวที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

การเกิดขึ้นของสสารนี้มีทั้งเกิดตามธรรมชาติ เช่น เถ้าจากขี้เถ้าภูเขาไฟที่พวยพุ่งออกมาหรือไฟป่า และเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาในที่โล่งอย่างเผาไร่เลื่อนลอย การเผาไหม้ของพลังงานฟอสซิลโดยเฉพาะจากการปล่อยไอเสียจากยานพาหนะ การเผาไหม้จากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า

ส่วน PM 2.5 คือสสารฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ แต่ที่ทำให้ PM 2.5 เป็นภัยต่อมนุษย์คือ สสารนี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไม่ว่าอาการคันตาจากการเข้าผ่านทางตา หรือระคายเคืองจมูกจนเกิดอาการน้ำมูกไหล หากหายใจเข้าไป เกิดอาการเจ็บคอ และสสารนี้ยังไหลเข้าสู่ปอด ทําให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด หรืออาจทำให้เกิดโรคหัวใจหรือมะเร็งได้

ตลอดหลายสัปดาห์เป็นต้นมา ค่า AQI (Air Quality Index) หรือค่าคุณภาพอากาศที่มนุษย์หายใจ ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และมีค่าปานกลางในบางช่วง ไม่ว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือนครราชสีมา

ที่น่าสังเกตคือ จากการตรวจข้อมูลคุณภาพอากาศในพื้นที่เมืองใหญ่ช่วงสิ้นปี 2561 จนถึงปีใหม่ 2562 พบว่าค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แล้วค่อยเพิ่มสูงขึ้นหลังพ้นปีใหม่ นั้นทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าปริมาณรถยนต์เปรียบเทียบช่วงเทศกาลและช่วงวันปกติ มีความสัมพันธ์กับปริมาณฝุ่น PM 2.5 (รวมถึงฝุ่นอื่นๆ) และคุณภาพอากาศในพื้นที่

กิจกรรมในเมืองใหญ่อาจกำลังสร้างปัญหาและบั่นทอนสุขภาพต่อผู้อยู่อาศัยในเมืองเสียเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหาที่ก่อขึ้นมาไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่อย่างไร

 

ประชาชนต้องป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี

หน่วยงานรัฐตอบสนองต่อปัญหานี้โดยการตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น และลดปริมาณฝุ่นด้วยการฉีดน้ำไปยังชั้นบรรยากาศ

ซึ่งนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการฉีดน้ำเพื่อลดปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ว่า ตามหลักวิทยาศาสตร์โมเลกุลน้ำมีขนาดใหญ่กว่าโมเลกุลฝุ่น PM 2.5 ทำให้ฝุ่นไม่สามารถจับตัวกับน้ำได้ แต่ขณะเดียวกันเมื่อฉีดน้ำทำให้พื้นถนนหรือบริเวณดังกล่าวมีความชื้น เมื่อเจอกับความร้อนก็จะกลายเป็นไอน้ำที่สามารถจับตัวฝุ่น PM 2.5 ได้ ดังนั้น การฉีดน้ำก็ถือว่าช่วยบรรเทาลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ไปได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวีว่า การฉีดน้ำขึ้นฟ้าไม่ได้ช่วยทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจมีผลในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น เนื่องจากขนาดของหยดน้ำจะต้องสัมพันธ์กับขนาดของฝุ่นละอองด้วย จึงจะสามารถดักจับฝุ่นละอองให้ตกลงพื้นได้

ส่วนประชาชนที่รับข่าวสารหรือเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันด้วยตัวเอง เริ่มซื้อหาหน้ากากมาใช้เพื่อป้องกัน PM 2.5 แล้ว แม้ว่าส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่สวมหน้ากาก ขณะที่ผู้สวมหน้ากากก็มีจำนวนหนึ่งที่สวมใส่หน้ากากอนามัย

ด้านบริษัท พี ทู เจ ซินดิเคท จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย 3M อย่างเป็นทางการ กล่าวว่า การเลือกใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นจะต้องเลือกหน้ากากกรองอากาศ (Respirator) เท่านั้น ไม่ควรเลือกใช้หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) เพราะวัตถุประสงค์ต่างกัน

โดยการใช้งานหน้ากากกรองอากาศถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดการรับสัมผัสสารปนเปื้อนในอากาศ เช่น ฝุ่นละอองอนุภาคก๊าซ หรือไอระเหย ซึ่งหน้ากากกรองอากาศจะช่วยลดการรับสัมผัสอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 100 ไมครอน (100 mm)

ผิดกับหน้ากากอนามัยถูกออกแบบมาเพื่อใช้ป้องกันการปนเปื้อนอนุภาคขนาดใหญ่ เช่น น้ำลาย น้ำมูกของผู้สวมใส่ไปยังบรรยากาศโดยรอบ และช่วยลดความเสี่ยงจากการกระเด็นของสารคัดหลั่งหรือเลือดเข้าสู่ปากและจมูกผู้สวมใส่

ความแนบกระชับกับใบหน้าก็เป็นอีกความแตกต่างของหน้ากากกรองอากาศ เพราะหน้ากากกรองอากาศถูกออกแบบให้กระชับเข้ากับใบหน้าผู้สวมใส่และหายใจเข้าให้อากาศผ่านชั้นกรองหน้ากากเท่านั้นโดยไม่มีการรั่วจากทางอื่น แต่หน้ากากอนามัยไม่เพียงพอทั้งในประสิทธิภาพการกรองหรือความแนบกระชับที่เหมาะสม แม้แต่การใช้กระดาษชำระซ้อน 2 ชั้นในหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากที่เป็นผ้า ก็ไม่สามารถป้องกันฝุ่นได้จริง

“วิธีการที่ดีที่สุดที่จะลดการรับฝุ่นละอองคือการอยู่ในอาคารหรือพื้นที่ที่สะอาด งดเว้นกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากต้องออกไปทำกิจกรรมข้างนอกก็ต้องสวมหน้ากากกรองอากาศ โดยควรเลือกหน้ากากที่มีมาตรฐานรับรองและสวมหน้ากากที่ถูกชนิดและถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต ทั้งนี้ ในส่วนมาตรฐานนั้น มีตั้งแต่มาตรฐานสหรัฐอเมริกาอย่าง NIOSH Standard, NIOSH 42 CFR 84 ส่วนมาตรฐานยุโรปจะเป็น European Standard, EN 149 และมาตรฐานออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ AS/NZS 1761 โดยในขณะนี้เราเห็นหน้ากากกรองอากาศที่เป็นประเภท N95 จำหน่ายแล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานสหรัฐ โดย N แทนอนุภาคประเภทไม่เปื้อนน้ำมัน ส่วน 95 คือประสิทธิภาพในการกรองอยู่ที่ 95% และควรเปลี่ยนหน้ากากเมื่อเริ่มหายใจอึดอัด หน้ากากสกปรกหรือชำรุดเสียหาย”

บริษัท พี ทู เจ ซินดิเคท จำกัด กล่าว

 

นานาทัศนะทางแก้

ปัญหาฝุ่นควันกลายเป็นตัวสะท้อนถึงความสามารถและประสิทธิภาพของโครงสร้างประเทศที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนว่าจะช่วยลดหรือบรรเทาลงได้มากแค่ไหน ซึ่งตลอดช่วงที่เกิดขึ้นปัญหานี้ รัฐบาลไทยได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ แก้ไข ไม่ว่าการฉีดน้ำหรือการส่งเครื่องบินทำฝนเทียม รวมถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมการปล่อยควันดำทั้งจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม

พรรคการเมืองเองก็มองปัญหานี้และเสนอทางแก้ด้วยเช่นกัน

โดยพรรคเพื่อไทยเสนอเป็นระยะสั้น 11 ข้อ เช่น ลดการใช้รถยนต์ประเภทเครื่องยนต์ดีเซล, ควบคุมการขนส่งที่ทำให้เกิดฝุ่น การปิดโรงเรียนในจุดวิกฤต และแนวทางระยะยาว 5 ข้อ ตัวอย่างเช่น ใช้นโยบายรถยนต์ที่ส่งเสริมรถพลังงานไฟฟ้าแทนพลังงานฟอสซิล ดำเนินโครงการก่อสร้างตามกระบวนการ IEA อย่างเคร่งครัด การทำนโยบายสีเขียวทุกด้าน เป็นต้น

ทางพรรคไทยรักษาชาติ โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ ได้เสนอ 4 แนวทางคือ

1. ส่งเสริมและจูงใจให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ให้ถึงจำนวน 50% ภายใน 10 ปี

2. ไม่เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและไม่สร้างเพิ่ม

3. ควบคุมการก่อสร้างในภาคเอกชนและภาครัฐ

และ 4. ตรวจสอบโรงงานต่างๆ รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

แม้แต่บุคคลที่ไทยต้องการตัวมากที่สุดก็พูดถึงเรื่องนี้ด้วย โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ Good Monday ซึ่งเป็นตอนที่ 2 โดยชี้ว่า การแก้ปัญหาระยะยาวนอกจากปัญหารถปริมาณมาก รถดีเซลแล้ว ยังต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นในไทย รวมถึงลดการเผาชีวมวลแทนที่ให้กลายเป็นปุ๋ย

ทั้งนี้ ดร.ทักษิณกล่าวโดยอ้างถึงหนังสือเก่าอย่าง “คลื่นลูกที่สาม” ว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดี เรื่องสุขภาพก็ดี ได้ถูกเขียนเตือนและมองว่าเป็นปัญหา แล้วผู้คนจะมองเห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ ก็เป็นจริงหมด เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกคนลองดูว่าอนาคตโลกจะไปทางไหน แล้วประเทศไทยเราเนี่ยจะรับมือยังไง ไม่ว่าเรื่องของการสาธารณสุข สังคม แม้กระทั่งเรื่องของศิลปวัฒนธรรม

และรวมทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกทั้งหลายมันกำลังเข้ามา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)