bg-single

มุมมอง ‘วีระกานต์’ ต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เชื่อพลังประชาชนยังอยู่ เปลี่ยนสังคมได้!

08.12.2017

“ธรรมดาของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีความอ่อนน้อมกับประชาชนอยู่แล้ว นี่คือปกติของการก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาลของ คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เข้ามาในรูปแบบของการเชื้อเชิญจากประชาชนก็อาจจะมีความทะนง เพราะฉะนั้น เราก็สังเกตดูว่าในไม่ช้าก็จะพบกับสภาพที่ท่านทนไม่ได้ จำไว้ว่าคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่มีความอดทน-ไม่มีความอ่อนน้อม เมื่อถึงที่สุดก็ตามสภาพที่เห็น”

คือคำพูดของ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. / และอดีต ส.ส. หลายสมัย และในฐานะคนภาคใต้คนหนึ่ง มองปรากฏการณ์ “อย่ามาส่งเสียงกับผม” จากตัวแทนประมง รวมถึงปัญหาผู้ชุมนุมคัดคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และกลุ่มผู้เดือดร้อนจากยางพารา หลัง ครม. ยกคณะลงภาคใต้

ทั้งหมดนี้ได้ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลในคราเดียว วีระกานต์มองว่าเป็นการสะสมปัญหาทีละเล็กละน้อยของรัฐบาล เมื่อมากขึ้นจนถึงที่สุด ก็ถึงวันที่ต้องระเบิดออกมา

“ความรู้สึกแรกหลังจากได้ดูคลิปนายกฯ เสียงดังใส่ประชาชน เราก็รู้สึกย่ำแย่ จริงๆ ผมพยายามที่จะไม่พูดถึง หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนายกฯ มาโดยตลอด เพราะต้องการจะปล่อยให้เขาได้ทำตามความสามารถเต็มที่ ไม่อยากจะขัดคอ แต่พอถึงเวลามันก็อดไม่ได้”

“ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันอีกนาน ที่น่าตกใจคือ “การว้าก” มันมาเกิดในระยะเวลาที่รัฐบาลเพิ่งจะประกาศวาระแห่งชาติเรื่องสิทธิมนุษยชนไปหยกๆ มันพังทันที จากที่พังอยู่แล้ว การที่ผู้นำพูดออกมาอย่างนี้มันล้มทุกอย่าง”

วีระกานต์ กล่าว

ทั้งหมดนี้ถือเป็นภาพลบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล แน่นอนคือความเห็นของวีระกานต์ และว่า “ไม่ว่าจะเป็นขวัญใจของคนมาจากไหน แปลว่าท่านกินบุญเก่าหมดแล้ว แล้วมันกำลังจะถึงจุดที่ทหารก็คิดเหมือนกับคนทั้งหลาย ระยะแรกๆ ก็โชว์ฟอร์มดีก็มีความพึงพอใจจากประชาชน แต่พอนานๆ เข้าก็รู้สึกอับอาย การที่ผู้นำทำได้อย่างแย่ขนาดนี้”

“เวลานี้คงจะมีคำถามในวงการทหาร ว่าทหารเราถูกเข้าใจผิดไปเพราะผู้นำหรือไม่? และถ้าหากมีความคิดเกิดขึ้นเช่นนี้แล้วก็คงจะต้องคิดกันต่อไปว่า จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างไร?”

“แต่ผมว่าบุคลิกส่วนตัวของพลเอกประยุทธ์เป็นปัญหามาก ผมเห็นว่าที่ท่านทำมาตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่า จนมาถึงช่วงปีสุดท้าย มันเป็นลักษณะของคนที่จะต้องอาศัยการแพทย์เข้ามาดูแลแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าสภาพจิตของท่านปกติดีหรือไม่ แต่ผมว่าเป็นอันตรายมาก เพราะหลายครั้งสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ทำเหลือวิสัยที่จะทน และประชาชนเองก็คงเหลือวิสัยที่จะทน”

“แต่ในเมื่อต่อมามีการขอโทษ ก็เป็นหนึ่งวิธีที่ดีที่จะช่วยบรรเทาได้ แต่อย่าลืมว่าต้องมองในระยะยาว เพราะที่ผ่านมา นายกฯ มีลักษณะแบบนี้หลายครั้งหลายหน แต่คนไม่กล้าพูด ผมอยากย้ำว่าคนจำนวนไม่น้อยเขามีความอดทนที่จำกัด พอมีคนกล้าเสียงดังกับท่านนายกฯ ขึ้นมาก็จะมีคนที่สองคนที่สาม หรืออีกเป็นสิบเป็นร้อยคนตามมา”

ส่วนที่ปัญหาราคายาง, ปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหิน, ปัญหาประมง ที่ดูเหมือนว่าถาโถมมาพร้อมๆ กัน วีระกานต์บอกว่า “จริงๆ มันก็เป็นปัญหาเดิมที่สะสมมานาน ชาวบ้านพยายามแสดงออกมาตลอด ตอนที่ผมลงไปภาคใต้ผมก็งงมาก ที่เห็นป้ายเต็มไปหมดติดทั่วตำบลทุกหมู่บ้านในเรื่องคัดค้านโรงไฟฟ้าและปัญหายาง ส่วนเรื่องของประมงมีคนพูดจากันมากในพื้นที่ว่ามีปัญหา”

“แต่ที่มันเงียบมาตลอดเป็นเพราะรัฐบาลมีความสามารถในการระงับไม่ให้เกิดการชุมนุม ไม่ให้มีการปะทุขึ้น แต่ละปัญหาแทนที่จะคลี่คลายปัญหากลับเจอคำพูดของนายกฯที่กระแทกจิตใจ ในการตอบคำถามหลายครั้งเป็นสิ่งที่สะสมมายาวนานทำให้เวลาที่ นายกฯ ลงพื้นที่จึงเป็นช่วงที่พอดีที่ให้คนกลุ่มเหล่านี้แสดงความคิดความอ่าน และมองว่าที่ผ่านมารัฐบาลคงมีการประเมินแล้ว แต่คงประมาทไปหน่อย ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้ที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งก็จะต้องอยู่ในสถานะแบบนี้ คือประเมินประชาชนต่ำไป”

“ต้องบอกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกของคนใต้จริงๆ อย่าได้สงสัยเลย มองดูลึกๆ คนใต้มีความเจ็บช้ำน้ำใจอันเนื่องมาจากความผิดหวังเนื่องจากตัวไปเชิญเขามา จริงอย่างที่ว่าคือเป่านกหวีดให้เขาเข้ามาบริหารประเทศ โดยตั้งความหวังว่ามันจะต้องดีอย่างนั้นอย่างนี้แต่แล้วก็ไม่ได้ดีขึ้น ก็มาถึงขั้นทวงกัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับแสลงหู ผู้นำไม่เคยพูดจาไพเราะกับประชาชน ทั้งหมดทั้งมวลก็มาเจอครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่แตกหัก บรรยากาศที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น”

วีระกานต์ กล่าว

“ผมยืนยันได้ว่าม็อบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการจัดตั้ง และเป็นกลุ่มที่บริสุทธิ์ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ จำต้องเผชิญกับปัญหามาอย่างยาวนาน ผมยืนยันได้ เขาคงอดทนครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงขีดสุดจริงๆ ทำให้มาถึงจุดนี้” วีระกานต์กล่าวย้ำ

“แม้ที่ผ่านมาภาพและท่าทีของพลเอกประยุทธ์ไม่แตกต่างกับนักการเมืองเท่าไหร่ หลายครั้งที่เหมือนจะได้ใจจากประชาชน แต่ด้วยท่าทีของนายกฯ เองก็ทำให้สถานการณ์ดูแย่ลงไป นี่เป็นเรื่องที่เรามองแล้วให้รู้สึกเห็นใจไม่ได้ และให้อภัยไม่ได้ด้วยเพราะว่าสิ่งที่การแสดงความเป็นวีรบุรุษของนายกฯ มาแต่เก่าก่อน ดันแสดงไว้มาก ให้ความหวังกับประชาชนไว้มาก”

“ทีนี้ประชาชนมีความจำกัดในเรื่องของความอดทน ชาวสวนยางจะถูกจะผิดไม่รู้แต่เมื่อเขาปลูกยางมาแล้ว เขาทำมาหากินกับยางมาตลอดชีวิตหลายช่วงอายุ มาเจอกับปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ได้ จะฝากอนาคตกันไว้ก็ไม่ได้ ผมไม่อยากจะไปประณามคุณประยุทธ์ แต่ผมมองว่าแกจะต้อง “ศึกษาชีวิตของคนไทยให้มากกว่านี้” “ต้องรู้จักคนไทยให้มากกว่านี้” ผมรู้สึกว่าเขารู้จักคนไทยน้อยมาก ความเป็นข้าวใหม่ปลามันของท่านมันหมดแล้ว มาถึงวันนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ยืดยาวพอสมควร เขาควรต้องเข้าใจและรู้จักประชาชนจริงๆ ว่าเขามีความรู้สึกและต้องการอะไร”

“สำหรับสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ได้เดินมาบอกกล่าวกับผม เขาเข้ามาพูดแบบคนที่ผิดหวัง ว่ารู้สึกตัวแล้วว่าได้ทำอะไรลงไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในการที่ไปเรียกร้องให้เขาเข้ามา ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ ตอนแรกๆ เขาก็รู้สึกอายๆ ไม่กล้ารับ แต่พอสถานการณ์เริ่มหนักขึ้นๆ เขาก็กล้าเดินมาพูดแบบเปิดอก”

วีระกานต์กล่าวถึงท่าทีของ กปปส. ว่า ก็มีการออกมาพูดบ้าง แต่ถือว่าออกสื่อน้อย โดยมากมีการพูดโดยตรงระหว่าง กปปส. กับ นปช. ว่าพวกเราถ้าจะต้องมารวมตัวกันแล้วนะ รวมตัวกันสู้กับรัฐบาลทหาร เพราะเขาถูกผลักออกมาอยู่อีกโลกหนึ่งหลังจากไปเชิญเขามา นี่คือสิ่งที่ กปปส. ระบายความทุกข์ออกมาให้ผมฟัง

“ส่วนความคิดเห็นต่อสูตรการผสมพรรค ปชป.+พท. ผมมองแล้วว่ายังเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากฝ่ายการเมืองที่น่าตำหนิ ดันละทิ้งปัญหาของประชาชน ปล่อยให้ประชาชนต่อสู้ตามยถากรรม ปัญหามีมาตั้งนานแล้วควรจะคิดทันและนักการเมืองควรลดทิฐิลง”

“การพูดคุยของสองพรรคที่แลกเปลี่ยนความเห็นกันสัปดาห์ก่อนนั้นผมมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่นักการเมืองอาจสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน”

“แต่แล้วข้ามวันก็แปรเปลี่ยนไป ทำให้เห็นว่านักการเมืองยังมีทิฐิอยู่ ซึ่งธรรมชาติของคนที่เป็นนักการเมืองถ้าเห็นประชาชนเดือดร้อนมันจะต้องลืมทุกอย่างและต้องเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นอันดับแรก ต้องนึกถึงประชาชน ผมก็งงทำไมนักการเมืองจะต้องมีเล่ห์กันขนาดนั้น ทำไมไม่พูดจากันถึงความเป็นจริง ว่าอะไรคือปัญหาหลักของประเทศ แล้วจะเป็นนักการเมืองไปทำไม ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ดันจะต้องเข้ามาสวมหน้ากากพูดจากัน”

สุดท้าย วีระกานต์ยังมองว่า “พลังของประชาชนยังคงอยู่” ยังไม่ไปไหน อาจจะแค่กลัว อาจสลบไปเพียงระยะเวลาหนึ่ง เพราะถูกกดไว้ด้วยกฎหมายและหลายๆ ปัจจัย แต่เมื่อยาวนานจนทนไม่ไหว ขีดจำกัดของการทนมันหมด ก็ถึงเวลาระเบิดออก และพลังของประชาชนนี่เองที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมได้”

“ผมยังเชื่อมั่นพลังตรงนี้อยู่ ตราบใดที่ยังมีความเดือดร้อนประชาชนไม่มีอันจะกิน ก็ไม่มีอำนาจใดมากดไว้ได้ ผมก็เฝ้ามองอยู่ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ถึงวันนั้นผมจะเฝ้าดูในฐานะนักสังเกตการณ์ที่ดีและไม่ทำอะไรที่เกินเลย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)