เชิงบันไดทำเนียบ : Hooyah ปลุกใจ SEAL รำลึก ‘จ่าแซม’ – ทบ. เศร้าสูญเสีย ‘3 ร้อยโท’

‘บิ๊กตู่’พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หลังทราบว่า ‘จ่าแซม’จ่าเอกสมาน กุนัน นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ (จบหลักสูตรซีล รุ่น30) สายเลือดนาวิกโยธิน วัย 38 ปี ที่ออกจากราชการไปดำรงตำแหน่ง จนท.ตระเวนระงับเหตุฝ่าย รปภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บ.ท่าอากาศยานไทย ได้อาสามาร่วมภารกิจ ที่ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ร่วมกับ ‘หน่วยซีล’ ชุดที่ 3 เมื่อ 29มิ.ย.61
.
โดยล่าสุด ‘จ่าแซม’ ได้รับภารกิจ 5 ก.ค. 61 ให้ลำเลียงขวดอากาศ จากโถง 3 ไปยังจุดต่างๆบริเวณสามแยกในถ้ำหลวง โดยเริ่มดำน้ำเมื่อเวลา 20.37 น.
.
เมื่อเสร็จภารกิจ ขณะดำน้ำกลับได้ ‘หมดสติในน้ำ’ คู่ดำน้ำได้ทำการปฐมพยาบาล (CPR) แต่ไม่ได้สติ จึงนำกลับมายังโถง 3 เพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง แต่ ‘จ่าแซม’ ก็ไม่ได้สติและเสียชีวิตลง เวลาประมาณ 01.00 น. จึงได้นำพาร่างออกมาถึงหน้าถ้ำ และส่งไปยัง ร.พ.ค่ายพญาเม็งรายมหาราช
.
ภายหลังได้มีการเปิดเผยคลิป ‘จ่าแซม’ ก่อนเดินทางขึ้นเครื่องบินไปปฏิบัติภารกิจ จากสนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ไปยัง จ.เชียงราย
.
“ขอให้โชคดีอยู่กับเรา พาน้องๆกลับบ้าน” จ่าเอกสมาน กล่าวท้ายคลิป
.
ต่อมา ‘บิ๊กป้อม’พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่า สาเหตุเสียชีวิตจากการเป็นลม อาจเพราะร่างกายไม่แข็งแรง แม้เป็นหน่วยซีลเก่า แต่ได้ลาออกไปอยู่การท่าอากาศยาน โดยคาดว่าหลังลาออกไปร่างกายอาจไม่ได้ฟิตหรือมีโรคใดหรือไม่ แต่ตนเชื่อว่า จ่าเอกสมาน มีเจตนาดีที่มาช่วยคน
.
ด้าน ‘บิ๊กน้อย’พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ตท.24 นายเรือรุ่น81 ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ในฐานะ ‘ผบ.หน่วยซีล’ ย้ำถึงความเข้มแข็งของ ‘มนุษยกบ-ซีล’ ที่ไม่มีเสียขวัญ
.
“เราไม่เสียขวัญ เพราะเราถูกฝึกมาให้ทำงานในภาวะความเสี่ยงตลอดเวลา เราจะยังเดินหน้าต่อไป ด้วยใจฮึกเหิม” พล.ร.ต.อาภากร กล่าว
.
ด้าน ‘ทหารรบพิเศษ’ อย่าง ‘บิ๊กเจี๊ยบ’พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ที่เป็นอดีต ‘ผบ.พลร่มป่าหวาย’ แสดงความเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น และทราบดีถึง ‘ความเสี่ยง’ ในภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่า ในถ้ำหลวง
.
“การโดดร่มและดำน้ำถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย การยึดถือกฎนิรภัยเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยืนยันได้ว่าทุกคนที่เข้าไปในถ้ำ มีความรู้ ความสามารถ แต่เราไม่รู้สถานการณ์ในขณะนั้น ว่าอะไรทำให้เกิดความพลาดพลั้ง” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว
.
โดย ‘บิ๊กเจี๊ยบ’ ได้กำชับ ‘ทหารรบพิเศษ’ ที่จบหลักสูตร Combat Diver และ ทหารเสือ ร.21 รอ. ที่เข้าร่วมภารกิจงถ้ำหลวง ในการสนับสนุน ‘หน่วยซีล’ ช่วยดำน้ำนำถังอากาศวางจุดต่างๆ การเดินภายนอกถ้ำ เพื่อสำรวจหาโพรงถ้ำ ให้ดูแลตนเองให้ดี ดูความพร้อมของร่างกาย แม้ใจพร้อม แต่ร่างกายต้องพร้อมด้วย
.
“การทำงานในภารกิจซ้ำๆ คนน้อย พื้นที่ห่างไกล เวลาพักผ่อนน้อย และสภาวะภายในถ้ำ ไม่ได้อยู่สบาย หลับนอนไม่สมบูรณ์ อาจส่งผลโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ผมได้ฝากเน้นย้ำไปยังกำลังพล เพียงแต่บางครั้ง ใจอยากจะช่วย และคิดว่าไหว ต้องเข้าใจอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

พร้อมกันนี้ พล.ร.ต.เชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ประชุมพิจารณาเพื่อขอพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ ให้กับ จ่าเอกสมาน เนื่องจาก จ่าเอกสมาน ไม่ใช้กำลังพลของกองทัพเรือแล้ว จึงไม่ได้สิทธิเหมือนกับกำลังพลที่สังกัดกองทัพเรือ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบสิทธิกำลังพลของกองทัพเรือ โดยกองทัพเรือจะพิจารณาในเรื่องของสิทธิด้านอื่นๆได้ว่าสามารถช่วยเหลืออะไรได้อีกหรือไม่
.
พร้อมกันนี้เกิดความสูญเสียฝขึ้นกับ ‘กองทัพบก’ เช่นกัน หลังเครื่องบิน U17 ตกที่ จ.แม่ฮ่องสอน ขณะบินลาดตระเวนแนวชายแดน ทำให้ ทบ. สูญเสีย ‘3 ร้อยโท’ ได้แก่ ร.ท.วโรฒน์ แปรงกระโทก นักบินกองพันบินที่ 21 ร.ท.ณฤพล พุกทอง นักบินกองพันบินที่ 21 และ ร.ท.เขมราช ดวงแก้ว รองผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17 ที่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

โดย พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมเผยสาเหตุว่ามาตากเครื่องยนต์ขัดข้อง ทำให้เสียการทรงตัว ซึ่งนักบินได้นำเครื่องลงทันที โดยต้องดูว่าเครื่องบินลาดตระเวนรุ่นที่ตกมีทั้งหมดกี่ลำ ซึ่งเท่าที่ตนทราบอายุการใช้งานมาแล้วกว่า 30 ปี
.
ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัย เปิดเผยว่า เหตุเกิดขึ้นระหว่างลาดตระเวณแนวชายแดน ตามแผนป้องกันชายแดน แม้ว่าสภาพอากาศดี แต่เครื่องยนต์ขัดข้อง โดยเครื่อง U17 ใช้งานมาตั้งแต่ปี2524 มีทั้งหมด 9 เครื่อง โดยตอนนี้ใช้บินเพียง 3 เครื่อง ที่ผ่านมามีการซ่อมบำรุงตลอด และที่ผ่านมาทั้ง 9 เครื่อง ก็ไม่พบปัญหาใดๆ ซึ่ง ศูนย์การบิน ทบ. ยืนยันมีการตรวจเช็คตามระยะเวลา
.
พร้อมสั่งการให้ ศูนย์การบิน ทบ. ตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งตนไม่ทราบใช้ระยะเวลาเท่าใด และต้องสอบถาม กำลังพลที่รอดชีวิต 1 คนด้วย
.
โดยผู้รอดชีวิต คือ จ.ส.อ.นัฐชนันท์ เขื่อนแก้ว มีอาการบาดเจ็บกระดูกหัก จนท.ลำเลียงนำส่งโรงพยาบาล อยู่ระหว่างการรักษาตัว
.
ด้าน ‘ผู้พันนิ่ม’พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. เปิดเผยว่า กองทัพบก ได้ปูนบำเหน็จ 7 ชั้น เลื่อนยศเป็น ‘พลตรี’ ให้กับ 3 นายทหาร ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และได้รับเงินช่วยเหลือตามสิทธิกำลังพลและครอบครัวต้องได้คนละ 1.6 – 1.9 ล้านบาท

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวแสดงความเสียใจเหตุที่มีผู้สูญเสียทั้ง 2 เหตุการณ์ พร้อมสั่งกองทัพดูแลปูนบำเหน็จกำลังพลดีที่สุด กำชับผู้ปฏิบัติงานระมัดระมัดความปลอดภัย เชื่อคนไทยสดุดีเกียรติคุณตลอดไป
.
จึงเป็น ‘ข่าวเศร้า’ ปลายสัปดาห์ ที่สร้างความเสียใจและสะเทือนใจไม่น้อยกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และผู้ที่ทราบข่าว การเสียชีวิตของ ‘จ่าแซม’ และ ‘3ร้อยโท’ ถือเป็นการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

สะท้อนว่า ‘สายเลือดทหาร’ เป็นสิ่งที่อยู่ในใจทหารเสมอ ไม่ว่าจะไปปฏิบัติภารกิจที่ใดหรืออยู่ที่ใด ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ประจำและภารกิจพิเศษ ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ
.
บทบาททหารและกองทัพในการทำงานเพื่อประชาชน ผ่าน ‘ภารกิจทางทหาร-กองทัพ’ จึงเป็น ‘เกียรติภูมิ’ ที่เป็นแบบอย่างให้กับ ‘ทหารรุ่นหลัง’ ได้เป็นอย่างดี
.
อีกสิ่งสำคัญ คือ การดูแลสวัสดิการต่างๆของกำลังพลทุกระดับอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกับทหารชั้นประทวน-พลทหาร เพราะพวกเขาถือเป็น ‘กล้ามเนื้อของกองทัพ’ หากขาดฟันเฟืองเหล่านี้ไป กองทัพในภาพรวมก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้
