E-DUANG : กระบวนการ คิดใหม่ ทำใหม่ ศึกษากรอบ แล้วคิดนอกกรอบ

แม้ผลสะเทือนจากรัฐประหาร 2 ครั้งติดต่อกันใน 1 ทศวรรษ นั่นก็ คือ รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กับ รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ได้สยบความหาญกล้าในทางการเมืองลงไป
เกิดภาวะ”สงบราบคาบ”เข้ามาแทนที่ภาวะ”สงบเรียบร้อย”ใน สังคมไทย
แต่ภาวะ”สงบราบคาบ”ก็มิอาจดำรงอยู่อย่างเบ็ดเสร็จได้
จึงได้เกิดปรากฏการณ์ “ชู 3 นิ้ว” จึงเกิดปรากฏการณ์ “นัดกินแซนด์วิช” อ่านหนังสือ”1984″ จึงเกิดปรากฏการณ์ “คนอยากเลือกตั้ง”
เป็นเหมือน”หญ้า”ที่พยายามทะลุออกมาจากใต้ “ซีเมนต์”
อันกดทับเข้าลักษณะอย่างที่ “พี่หงา คาราวาน”สะท้อนออก
“คุกขังเขาได้ แต่หัวใจปรารถนา”
คำว่า “หัวใจปรารถนา” นี่แหละที่ทำให้เกิดคนอย่าง “เทียนวรรณ” ทำให้เกิดคนอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ทำให้เกิดคนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
บทสรุปของนักวิชาการก็ต้องว่า คนเหล่านี้มา”ก่อนกาล”
เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยมีนายทหาร นายตำรวจ เปล่งประกาศไม่ยอมอยู่ใน”คอก”อย่างเชื่องๆ
ต้องการสำแดงตนเป็น “คนนอกคอก”
เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยมีพรรคการเมืองเสนอสโลแกน”คิดใหม่ ทำใหม่” และเรียกร้องให้คนในสังคมพยายาม “คิดนอกกรอบ”เพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ให้กับสังคม
กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมก็เหมือนกันได้มีปรากฎการณ์ 2 ปรากฎการณ์วางเรียงอยู่เคียงข้างกัน
1 ต้องการให้นักการเมืองเข้าไปอยู่ใน”กรอบ”ที่ขีดเอาไว้
ขณะเดียวกัน 1 เกิดสภาพการณ์ที่นักการเมืองพยายามจะทะลุไปจาก”กรอบ”ที่ขีดวางโดยผู้มีอำนาจตามกระบวนท่า
การร่าง”รัฐธรรมนูญ”เพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมือง
การแยกแตกตัวจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคไทยรักษาชาติ เป็น พรรคประชาชาติ คือความพยายามในการคิดกระบวนท่าในการต่อสู้ตอบโต้
พรรคการเมืองและนักการเมืองจึงต้องเรียนรู้จาก”กรอบ”ที่กำหนดและจัดวางอยู่เบื้องหน้า
เรียนรู้เพื่อที่จะคิดนอกกรอบโดยไม่ผิดจากกรอบที่กำหนดแต่เป้าหมายยังเหมือนเดิม คือ ก้าวไปสู่ชัยชนะ
