bg-single

นงนุช สิงหเดชะ/”ทรัมป์” กู่ไม่กลับ ยกระดับเปิดศึกสื่อขั้น “ดิบเถื่อน”

17.07.2017

บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ

“ทรัมป์” กู่ไม่กลับ ยกระดับเปิดศึกสื่อขั้น “ดิบเถื่อน”

อาจเป็นไปได้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะสร้างมาตรฐานใหม่ในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพียงแต่ว่ามาตรฐานนั้นจะต่ำกว่าระดับที่เคยปฏิบัติกันมาเป็นอย่างมาก

เมื่อล่าสุดนี้เขายกระดับการโจมตีสื่อมวลชนไปถึงขั้น “ดิบเถื่อน” หยาบคาย จนเรียกเสียงประณามจากบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน

สัปดาห์ก่อน ทรัมป์ปล่อยคลิปวิดีโอตัดต่อผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อโจมตีซีเอ็นเอ็น

คลิปนั้นเป็นภาพที่ทรัมป์กำลังปล้ำกับชายคนหนึ่ง โดยใส่โลโก้ซีเอ็นเอ็นไว้บนศีรษะของชายที่ถูกทรัมป์ล็อกคอแล้วกดลงกับพื้น ชกที่ศีรษะแล้วเดินจากไป ซึ่งเป็นนัยแสดงว่าทรัมป์กำลังเล่นงานซีเอ็นเอ็น (และเป็นฝ่ายชนะ)

https://twitter.com/TXrednation/status/886576083709169664

ภาพดังกล่าวของจริงเป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2007 ซึ่งทรัมป์เป็นแขกรับเชิญไปออกรายการมวยปล้ำอาชีพของสหรัฐตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นเซเลบในวงการทีวี จากนั้นทรัมป์ก็นำมาตัดต่อเพื่อโจมตีซีเอ็นเอ็น

ทรัมป์เป็นไม้เบื่อไม้เบากับซีเอ็นเอ็นมาตั้งแต่แรกจากการเสนอข่าววิพากษ์วิจารณ์เขา ทำให้ซีเอ็นเอ็นตกเป็นเป้าโจมตีอย่างต่อเนื่องทั้งผ่านทวิตเตอร์และอื่นๆ

เขามักเรียกซีเอ็นเอ็นว่า FraudNewsCNN หรือไม่ก็ FNN ซึ่งหมายถึงสถานีข่าวปลอมนั่นเอง

ด้านซีเอ็นเอ็นออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “เป็นพฤติกรรมของเยาวชน ซึ่งต่ำกว่าเกียรติศักดิ์ศรีของทำเนียบประธานาธิบดีของเขามาก…มันเป็นวันที่เศร้าเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐกระตุ้นให้ใช้ความรุนแรงกับนักข่าว”

ซีเอ็นเอ็นหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า toddler หรือเด็กอมมือหัดเดินกับทรัมป์ แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า juvenile (เยาวชน) แทน

ส่วนบรรดา ส.ส. และ ส.ว. จากพรรคเดโมแครตรวมทั้งบางส่วนจากรีพับลิกัน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ประณามว่าการกระทำของทรัมป์ดิบเถื่อนและไม่มีความเป็นประธานาธิบดีพร้อมกับปกป้องความเป็นอิสระของสื่อในประเทศประชาธิปไตยอย่างอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันประกาศอิสรภาพสหรัฐเช่นนี้

ไม่เพียงแต่เปิดศึกกับซีเอ็นเอ็นเท่านั้น แต่ทรัมป์ยังโจมตีสื่อหลักๆ ดังๆ ของสหรัฐเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวอชิงตันโพสต์ นิวยอร์กไทม์ซึ่งนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐเพื่อให้ทรัมป์ชนะ ซึ่งทรัมป์หรือคนใกล้ชิดอาจรู้เห็นเป็นใจ

ก่อนหน้าจะปล่อยคลิปดังกล่าวโจมตีซีเอ็นเอ็นไม่กี่วัน ทรัมป์ยังได้ทวีตข้อความด่า โจ สการ์โบโรห์ และ มิก้า เบรซินสกี สองพิธีกรรายการ “มอร์นิ่ง โจ” ทางสถานีโทรทัศน์ MSNBC โดยเรียกโจว่า (ไอ้) บ้าโจ และ (นัง) โง่มิก้า ซึ่งในครั้งนั้นก็ทำให้ทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตออกมาประณามทรัมป์อย่างรุนแรงไปรอบหนึ่งแล้ว

และวันต่อมาพิธีกรทั้งสองคนได้ตั้งคำถามในรายการของพวกเขาว่าทรัมป์เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีหรือไม่

กับวอชิงตันโพสต์ซึ่งเกาะติดเรื่องรัสเซียต่อเนื่องนั้น เคยถูกทรัมป์สั่งห้ามไม่ให้ไปทำข่าวเกี่ยวกับเขา

ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งแล้วที่ทรัมป์มักกล่าวหาสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเป็นพวกเสนอข่าวเท็จ โดยที่เขาไม่ได้แสดงหลักฐานอะไรยืนยัน

และบ่อยครั้งเขามักกระตุ้นให้ประชาชนผู้สนับสนุนเขามองสื่อเป็นศัตรู โดยเขาถึงกับพูดว่า “สื่อเป็นศัตรูของชาวอเมริกัน”

ซึ่งฟังแล้วก็น่าอึ้งเพราะในประเทศประชาธิปไตยนั้น หนึ่งในเสาหลักของความเป็นประชาธิปไตยก็คือเสรีภาพสื่อ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส จึงมักพูดกันว่าการปิดปากสื่อคือการปิดปากประชาชน

การกระตุ้นเร้าให้ประชาชนที่สนับสนุนเขาเกลียดชังสื่อของทรัมป์ได้ผล เพราะเมื่อใดก็ตามที่สื่อที่ตกเป็นเป้าโจมตีไปทำข่าวทรัมป์จะถูกผู้สนับสนุนทรัมป์ตะโกนเรียกชื่อตามที่ทรัมป์เรียกหรือไม่ก็โห่ฮาป่า

พฤติกรรมล่าสุดของทรัมป์ได้ก่อให้เกิดคำถามอีกครั้งว่าทรัมป์มีสภาพจิตผิดปกติหรือไม่

และแน่นอนความกังวลใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งคือเสรีภาพสื่อในยุคทรัมป์จะเสื่อมทรามลง

นักวิชาการอเมริกันระบุว่าการกระทำของทรัมป์ต่ำกว่ามารยาทที่ควรปฏิบัติของคนที่เป็นประธานาธิบดีในการตอบโต้สื่อที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูและก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศนี้ เพราะแม้แต่อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (รีพับลิกัน) ที่แม้จะรู้สึกว่าถูกสื่อปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่นิกสันก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยวิธีที่กระตุ้นเร้าให้ประชาชนเกลียดชังสื่อ

แต่แน่นอนคนรอบตัวทรัมป์และทีมงานที่ทำเนียบขาวต่างออกมาปกป้องทรัมป์ว่าทำถูกต้องแล้ว เพราะเป็นสิทธิและไม่เห็นว่าวิดีโอนั้นกระตุ้นให้ใช้ความรุนแรงกับสื่อแต่ประการใด บางคนก็เอาใจทรัมป์จนถึงกับอ้างคำพูดของ เมลาเนีย ทรัมป์ ในอดีตว่า สามีของเธอนั้นถ้าถูกสื่อวิจารณ์เขาจะตอบโต้กลับเป็น 10 เท่าซึ่งเป็นเรื่องปกติ

การนิยมใช้โซเชียลมีเดียอย่างพร่ำเพรื่อไม่กลั่นกรอง โดยเฉพาะใช้โจมตีสื่อนั้น เป็นประเด็นหนึ่งที่ทรัมป์ถูกทั้งสื่อและ ส.ส. ด้วยกันถามถึงความเหมาะสม แต่ทรัมป์อ้างว่าเขามีสิทธิใช้เพราะเป็นประธานาธิบดีสมัยใหม่

ฟังแล้วดูย้อนแย้งเพราะในขณะที่อ้างว่าเป็นประธานาธิบดีสมัยใหม่ แต่แนวคิดของเขาเกี่ยวกับสื่อกลับล้าสมัยยิ่งกว่าประธานาธิบดีคนไหนๆ ในประวัติศาสตร์อเมริกัน

และดูเหมือนไม่รู้กระทั่งว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อบัญญัติไว้ว่าอย่างไร

ไม่รู้แม้กระทั่งว่าคนที่เป็นประธานาธิบดีตามระบอบประชาธิปไตยย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้

ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเสียเวลาและทุ่มพละกำลังให้กับการตอบโต้สื่อรายวันมากกว่าจะมุ่งสมาธิทำงาน เพราะเขาตอบโต้พร่ำเพรื่อทุกเม็ดจนคล้ายกับว่าใครจะวิจารณ์อะไรไม่ได้เลย และส่วนใหญ่เขาก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงหักล้างข้อมูลของสื่อได้

ไม่ผิดที่ผู้นำประเทศจะมีสิทธิชี้แจงหากว่าสื่อนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนผิดพลาด แต่จะต้องไม่ใช่การใช้อารมณ์และหยาบคาย หากแต่ต้องตอบโต้อย่างมืออาชีพ คือตอบโต้ด้วยข้อมูลหลักฐาน

ด้วยพฤติกรรมแบบเด็กๆ เช่นนี้ นอกจากจะทำให้คนอเมริกันที่ไม่ได้เลือกเขารู้สึกขาดความเชื่อมั่นว่าเขาจะพาประเทศก้าวเดินไปได้อย่างที่ถูกที่ควรและมีศักดิ์ศรี มีมาตรฐานของความเป็นชาติมหาอำนาจเบอร์ 1 ได้หรือไม่แล้ว แม้แต่ชาวโลกก็ยังต้องใจหายใจคว่ำกับความไม่อยู่กับร่องกับรอย เชื่อถืออะไรไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการค้า เศรษฐกิจโลกให้ปั่นป่วนไปด้วย

ทรัมป์ทำให้โลกตกอยู่ในความเครียดมากกว่า คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเสียอีก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)