
แม้ “หนี” จะได้รับการบรรจุไว้ใน 36 กลยุทธ์ แต่การ”ไม่หนี”กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม
กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงน่าศึกษา
นับแต่มีการรุกไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังรัฐประหารเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2557 เป้าหมายในลักษณะ “ยุทธศาสตร์” คืออะไร
ตอบได้เลยว่า ต้องการให้ “หนี”
นั่นก็คือ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกที่จะหนีแบบ “พี่” ทุกอย่างก็ “เรียบโร้ย”
กลายเป็น “อีหล่า ตุรัดตุเหร่” ในที่สุด
ที่กลายเป็น “ประเด็น” ที่กลายเป็น “ปัญหา” กระทั่งถึงวันที่ 25 สิงหาคม เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ยอม “หนี”
ลองย้อนกลับไปดูกระแสบีบรัด กดดัน ตลอด 2 รายทางนับแต่ปลายปี 2557 เรื่อยมาจนถึงก่อนเดือนสิงหาคม 2560
ก็จะ “ประจักษ์” ในความเป็นจริง
ถามว่าใครเป็นผู้ “ปล่อยข่าว” ในเรื่องมี “เครื่องบิน” จอดรอระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเชียงใหม่
คำตอบก็คือ เป็น “สนช.” เจ้าเก่า
สนช.เจ้าเก่าขาประจำที่เพิ่ง “ปล่อยข่าว” ในเรื่องเงินค่าจ้างคนที่เดินทางมาหน้าศาลรายละ 1,500 บาท
ถามว่าเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายมีอะไรเกิดขึ้น
คำตอบก็คือ มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ถ่ายรูปแม้กระทั่งเวลาเข้า “ห้องน้ำ”
เป้าหมายก็คือ กดดัน ให้อยู่ยาก
เมื่อมีการถอดถอน และนำเรื่องเข้าดำเนินคดีในศาลนับแต่ปี 2558 เป็นต้นมา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยืนหยัดอย่างมั่นคง
การพิจารณาที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 จำนวน 16 นัด ก็ปรากฏตัวที่ศาลอย่างเสมอต้น เสมอปลาย
บางครั้งอาจมี “หยาด” น้ำเอ่ออยู่ใน “เบ้าตา”
บางครั้งบางโอกาสอาจสะเทือนใจถึงกับปล่อยเสียงร้องออกมาเหมือนกับที่เห็น ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ แต่ก็ยังรักษาหลักการ “ไม่หนี” อย่างแน่วแน่
ไม่ว่า “ผล” จะออกมาอย่างไรก็ “ไม่หนี”
