ดารุมะสีส้ม ล้มแล้วลุก จัดทัพ ‘เลือดแท้’ พร้อมพลีชีพนิติสงคราม!
ในประเทศ
หลังจากเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าพรรคตกอยู่ในอาการ ‘เมาหมัด’ มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด ทิศทางลมเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับฟ้องคดี 44 ส.ส.อดีตพรรคก้าวไกล ไว้พิจารณา แต่จุดสำคัญที่ทำให้ค่ายสีส้มได้ต่อลมหายใจเฮือกใหญ่ คือการที่ศาล ‘ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่’ 10 ส.ส.ปัจจุบันของพรรคประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแม่ทัพอย่าง ‘เท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
อานิสงส์จากการรอดพ้นกิโยตีนชั่วคราวนี้เอง ที่ทำให้การประชุมใหญ่สามัญของพรรคประชาชนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2569 ไม่ได้เกิดแรงกระเพื่อมถึงขั้นพลิกโผเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคไปเป็น ‘อ.ต้น’ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ตามที่เคยมีกระแสข่าวลือหนาหูออกมาก่อนหน้านี้
แต่สิ่งที่น่าจับตาและสะท้อนนัยยะทางการเมืองของพรรคหลังจากนี้ได้ดีที่สุด คือโฉมหน้าของการจัดทัพกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ที่รอบนี้พรรคไม่ได้เน้นแค่ความประนีประนอม แต่เลือกที่จะดึงกลุ่ม ‘เลือดแท้’ ผู้มี DNA อุดมการณ์ระดับเข้มข้น และกอดคอร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นมากุมบังเหียน
ตั้งแต่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค, ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค, ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรค
แม้กองเชียร์จะพอเป่าปากโล่งอกได้บ้างที่อย่างน้อยในช่วง 1-2 ปีนี้ระหว่างที่รอศาลพิจารณาคดี เราก็ยังพอจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของ 10 ส.ส. พรรคประชาชน นอกจาก เท้ง กับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานกรรมการบริหารแล้ว ก็ยังมี ศิริกัญญา ตันสกุล, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, รังสิมันต์ โรม, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ที่ยังคงทำหน้าที่ในสภาต่อไปได้
แต่ก็ดีใจได้ไม่สุดเพราะในความเป็นจริงก็ต้องไม่ลืมว่า ‘คดียังไม่จบ’ และกิโยตีนก็ยังคงแกว่งอยู่เหนือหัว รอเวลาร่วงหล่นลงมาบั่นคอทางการเมืองได้ทุกเมื่อ ซึ่งโทษของมันไม่ใช่แค่การแจกใบแดงให้ไปพักข้างสนาม
แต่มันคือ ‘การประหารชีวิตทางการเมือง’ ตัดสิทธิกันแบบตลอดชีวิต
และที่เขย่าขวัญยิ่งกว่า คือมันอาจเป็นสารตั้งต้นที่ลุกลามไปสู่การยุบพรรคประชาชนซ้ำรอยเดิมอีกระลอก
และด้วยสภาวะแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้เอง ที่มันสะท้อนผ่านการจัดทัพ กก.บห. ชุดใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยรายชื่อระดับ ‘เลือดแท้’ ที่แต่ละคนก็อยู่กันมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
ซึ่งพอเห็นรายชื่อทั้ง พิจารณ์, ชุติมา, ณัฐวุฒิ และ สุทธวรรณ ที่แม้หลายคนในช่วงหลังจะไม่ได้ออกหน้าให้เห็นเป็นข่าว แต่ก็ตีความได้ไม่ยากเลยว่า นี่คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับแรงกระแทกขั้นสุด
เสมือนเป็นการสร้าง ‘กำแพงมนุษย์’ ที่พร้อมรับจบและพลีชีพทางการเมือง หากวันข้างหน้าคดี 44 ส.ส. เดินทางมาถึงจุดแตกหัก และศาลมีคำสั่งในทางลบจนลามไปถึงการยุบพรรคหรือตัดสิทธิ กก.บห. บุคคลเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเสียสละเป็น ‘หน่วยกล้าตาย’ เพื่อเป็นกันชนรักษาองคาพยพส่วนอื่นๆ ของพรรค
และปล่อยให้ ส.ส.แถวสองแถวสามยังสามารถเดินหน้าสานต่อเครื่องจักรสีส้มต่อไปได้
ถือเป็นการจัดทัพแบบเผื่อใจรับสถานการณ์เลวร้าย
“แนวทางของพรรคไม่ได้กำหนดโดยคน ไม่ได้เปลี่ยนจากศรายุทธิ์เป็นพิจารณ์แล้วแนวทางพรรคเปลี่ยนอันนี้ไม่ใช่ หรือถ้าสมมุติเปลี่ยนจากณัฐพงษ์เป็น อ.ต้น วีระยุทธ แนวทางพรรคจะเปลี่ยนไหมก็ไม่ใช่ เพราะว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลพรรคมีความเป็นสถาบันมากขึ้นหลังจากผ่านไป 8 ปี ซึ่งเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์มาแล้ว”
คือสิ่งที่ ‘ช่อ’ พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้าได้ออกมาย้ำผ่านให้สัมภาษณ์กับรายการ The Politics เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2569
แต่ทว่านอกเหนือจากที่พรรคส้มจะต้องเจอกับ ‘นิติสงคราม’ ที่จ้องจะเด็ดหัวแล้ว อีกหนึ่งแนวรบที่พรรคส้มต้องรับมืออย่างหนักหน่วงไม่แพ้กันก็คือ ‘สงครามข่าวสาร’ และการถูกสาดโคลนดิสเครดิต โดยเฉพาะวาทกรรมทำลายล้างเรื่อง ‘ดีลลับกับแกนนำพรรคสีน้ำเงิน’ ที่มีการปล่อยข่าวลือกันให้แซดว่าแกนนำพรรคแอบไปเจรจาซูเอี๋ยกับผู้มีอำนาจเพื่อขอต่อรองเรื่องคดีความ 44 ส.ส.
โดยในประเด็นนี้ ช่อ พรรณิการ์ ก็ได้ออกมาสวนกลับอย่างดุเดือดผ่านรายการ The Politics เช่นเดียวกัน โดยชี้ให้เห็นว่าข่าวลือมั่วซั่วเหล่านี้เป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ และ ‘ไม่แฟร์’ กับพรรค เป็นเพียงความจงใจสาดโคลนเพื่อทำลาย ‘ความน่าเชื่อถือ’ ซึ่งเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของพรรค และหวังผลให้มวลชนเกิดความสับสนและเสื่อมศรัทธาไปเอง ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะออกฤทธิ์เสียด้วยซ้ำ
โดยเธอได้มีการย้ำในรายการว่า “คนเราจะโกหกพกลมยังไงก็ได้ แล้วต้องให้พรรคประชาชนหาข้อพิสูจน์ว่าที่พูดไม่จริงเหรอ เรื่องมันก็ตลกเกินไป”
ที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้นคือวาทกรรมดีลลับที่ถูกเต้าขึ้นมา ยังทำหน้าที่เป็นตัวเบี่ยงประเด็นให้สังคมเลือกที่จะมองข้ามความวิปริตที่แท้จริงของเรื่องนี้ และไปให้ค่ากับละครน้ำเน่าทางการเมือง ทั้งที่แก่นของเรื่องนี้คือการที่ ส.ส. กำลังถูกจับขึ้นเขียงเตรียมประหารชีวิตทางการเมือง เพียงเพราะพวกเขาทำหน้าที่ ‘เข้าชื่อเสนอกฎหมาย’
ประเด็นนี้ ช่อ พรรณิการ์ ได้ขยี้เพื่อดึงสติสังคมให้เห็นภาพใหญ่ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่เรื่องชะตากรรมของพรรคส้ม หรือวิบากกรรมของ ส.ส. 44 คน แต่เรากำลังพูดถึง ‘การเซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยระบบรัฐสภา’ อย่างร้ายแรง การที่ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง แต่กลับถูกลากไปตีความด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม มันคือความย้อนแย้งที่รุนแรง
“แล้วจะมีเลือกตั้งไปทำไม ถ้าฝ่ายตุลาการสามารถมาก้ำเกินอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติว่าจะเสนอกฎหมายแบบไหนถึงจะกระทบหรือไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ อำนาจอำนาจอธิปไตยแบ่งใช้ 3 ฝ่าย ตอนนี้ฝ่ายตุลาการกำลังมาตัดสินว่าการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะเป็นเหตุให้ ส.ส. ผู้ทำหน้าที่ตามอำนาจของตัวเองนั้นต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดไปหรือไม่ นี่คือความร้ายแรง” พรรณิการ์กล่าว
เมื่อพรรคส้มต้องเผชิญหน้ากับศึกหนัก ทั้งนิติสงครามที่บิดเบี้ยวและการถูกสาดโคลนดิสเครดิต สิ่งที่สังคมและประชาชนนับล้านที่กากบาทเลือกพวกเขาเข้ามาคาดหวัง จึงไม่ใช่แค่การตีโพยตีพายในฐานะผู้ถูกรังแก แต่คือการต้องโต้กลับด้วย ‘ผลงาน’
โดยเฉพาะในจังหวะที่พรรคเพิ่งคว้าเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาดูแลได้ถึง 9 คณะ แม้จะน้อยกว่าสภารอบที่แล้ว แต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติที่พรรคส้มพอจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติฯ, กมธ.การสวัสดิการสังคม, กมธ.การคมนาคม, กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ, กมธ.การทหาร, กมธ.พัฒนาการเมือง, กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ, กมธ.กฎหมายฯ ไปจนถึง กมธ.กิจการศาลฯ
บวกกับยุทธศาสตร์ล่าสุดอย่างการประกาศตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีเงา’ เพื่อไล่บี้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแบบประกบติดตัวต่อตัว ชนิดหายใจรดต้นคอ นี่คืออาวุธหนักที่พรรคต้องงัดออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง ที่ชวนให้หวนนึกถึง ‘ตุ๊กตาดารุมะ’ สัญลักษณ์สำคัญที่โผล่มาให้เห็นในภาพยนตร์ Breaking the Cycle อำนาจ ศรัทธา อนาคต ที่บันทึกรอยต่อช่วงยุบพรรคอนาคตใหม่ลามมาถึงก้าวไกล
‘ดารุมะ’ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาไม้ธรรมดา แต่มันคือจิตวิญญาณของการไม่ยอมจำนน ที่ถูกออกแบบมาให้มีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ด้านล่าง เพื่อสื่อถึงสัจธรรมที่ว่า ‘ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดหน’ ไม่ว่าจะถูกผลักให้ล้มหน้าคะมำลงไปกี่ครั้ง มันก็จะเด้งตัวกลับขึ้นมาตั้งตระหง่านได้ใหม่อย่างรวดเร็วเสมอ
วันนี้ พรรคประชาชนเปรียบเสมือนดารุมะที่เพิ่งถูกผลักให้ล้มจากวิกฤตสารพัดทิศจนเกิดอาการเมาหมัด แต่จากนี้ไปคือช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า พวกเขาจะสามารถดีดตัวกลับขึ้นมายืนหยัดให้เร็วกว่าเดิมได้หรือไม่
