การระบาดระลอกที่สี่มาถึงแล้ว!!!

เราควรเรียกการระบาดของโคโรนาไวรัสในช่วงปลายพฤษภาคม เรื่อยมาจนถึงมิถุนายน ว่าการระบาดระลอกที่ 4

โดยตั้งหลักจากระลอกที่ 1 เมื่อสักมีนาคม 2563 เมื่อไวรัสตัวนี้มาจากจีน ผ่านมาทางน่านฟ้า และเข้ากระทบการท่องเที่ยว และกระจายโดยคลัสเตอร์หลักคือสนามมวย

ขณะที่ระลอกที่ 2เริ่มเมื่อประมาณพฤศจิกายน 2563 เมื่อไวรัสตัวนี้แพร่กระจายจากชายแดน แต่ยังยืนยันว่ามาจากจีน เข้ากระทบหัวเมืองแรงงานที่สำคัญ เช่น สมุทรสาคร ระยอง หรือทางภาคเหนือที่แรงงานที่ออกไปทำงานพม่ากลับมา และเริ่มมีการแพร่ระบาดจากบ่อน

ระลอกที่ 3น่าจะหมายถึงประมาณเมษายน 2564 ที่เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ที่มีคุณสมบัติการกระจายตัวอย่างรวดเร็ว และรู้จักกันในนามคลัสเตอร์ทองหล่อ จากนั้นกระจายไปสู่ชุมชน ตลาด แคมป์คนงาน คุก และโรงงาน และอีกส่วนหนึ่งพบว่าเป็นครั้งแรกที่มีการค้นหาเชิงรุกอย่างมาก

การระบาดในระลอกที่ 3 นั้นรุนแรงที่สุด ทั้งความเร็วในการติด และจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เราพบปัญหาเรื่องของยาต้านไวรัสที่มีจำกัด เราพบปัญหาการต้องตั้งโรงพยาบาลสนาม เราพบว่าโรงพยาบาลบางช่วงเวลานั้นปฏิเสธการตรวจเพราะเงื่อนไขทางกฏหมายที่ต้องรับผู้ป่วยรักษาทันทีเมื่อตรวจพบการติดเชื้อ

และที่ต้องย้ำคือการระบาดในระลอกสามนั้นตามมาด้วย เรื่องของวัคซีน ซึ่งมีการบริหารจัดการที่เต็มไปด้วยปัญหา เพราะมีคำถามว่าด้วยเรื่องของชนิดและประสิทธิภาพของวัคซีน การจัดซื้อและความเพียงพอของวัคซีน และเงื่อนไขการได้รับวัคซีนว่าใครควรได้ก่อน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมทั้งผลข้างเคียงและการเสียชีวิตภายหลังการฉีด

ขณะที่การระบาดระลอกที่ 4หมายถึงการที่เริ่มค้นพบการเข้ามาของสายพันธุ์อินเดีย ที่กระจายเร็วกว่าอังกฤษ ตามแคมป์คนงาน และพบการระบาดของสายพันธุ์แอฟริกาที่ชายแดนใต้และเริ่มเจอในกทม.แล้ว

ตอกย้ำด้วยมาตรการกึ่งล็อกดาวน์เมื่อปลายเดือนมิถุนายน

ทำไมต้องมองว่าเราเข้าสู่ระลอกที่ 4 ? : คำตอบก็คือ เรื่องการระบาดในระลอกนี้มีความซับซ้อน เพราะต้องช่วยกันพิจารณาว่ามันมีทั้งกรณีการติดเชื้อ การสกัดกั้นการระบาด มีกรณีของเตียงเต็ม และ โรงพยาบาลสนามเริ่มไม่พอ รวมทั้งความล่าช้าในการจัดหานำเข้าวัคซีน และการฉีดวัคซีน ที่เพิ่มทวีคูณจากระลอกที่ 3 และเริ่มมีการเสนอแนวคิดให้รักษาตัวที่บ้านกันแล้ว

ที่อธิบายแบบนี้ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันซับซ้อน แต่การพยายามเข้าใจว่ามันเป็นการระบาดระลอกที่ 4จะทำให้เราตั้งหลักได้อย่างชัดเจนว่าการระบาดระลอกนี้ซึ่งต่อเนื่องมาจากระลอกที่สาม มันเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาพร้อมกันหลายเรื่อง

เนื่องจากตอนระลอกที่ 3ตอนท้ายๆ สังคมไปให้ความสนใจกันแต่เรื่องวัคซีน จนลืมเรื่องการระบาด การตรวจ การจัดการรักษาไประยะหนึ่ง ดังนั้นแนวคิดการพยายามการระบาดให้เป็นรอบจะไม่ทำให้เราละเลยการมองปัญหาในทุกๆมิติและครบถ้วนทั้งกระบวนการ รวมไปถึงความเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องพบเจอ เพราะในระลอกที่ 3 นั้นระบบการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจยังไม่ออกมาเป็นระบบเท่าไหร่ ก็เข้าระลอกที่ 4 มาแล้ว

ต้องรอจนถึงการออกมาตรการปิดแคมป์คนงาน จึงทำให้เริ่มเห็นว่า การตรวจที่ครอบคลุมนั้นสำคัญ ทั้งที่มีการพูดเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่ระลอกที่ 1 แต่ทางผู้บริหารระบบสาธารณสุขปฏิเสธข้อเรียกเหล่านี้มาตลอด

เรื่องมันซับซ้อนเข้าไปอีกในช่วงนี้เพราะเริ่มเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามานั้น นอกจากไม่พอ และล่าช้ากว่าที่เคยแถลงไว้ ยังตรวจสอบความล่าช้าไม่ได้ ตามมาด้วยการโกหกเบี่ยงเบนประเด็นไปบ่อยๆ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องที่เริ่มยอมรับกันจนได้ว่าวัคซีนที่มีจัดการกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการตรวจเชื้อก็คือ การตรวจภูมิว่าหลังฉีดวัคซีนแล้ว ภูมิต้านทานเราเพียงพอที่จะห้องกัน หรือ แม้แต่บรรเทาเชื้อโควิดได้ไหม และ ได้ในสายพันธุ์ไหนบ้าง

แน่นอนว่าจะยืนกันตรงที่ว่ารักษาชีวิตทำให้ไม่ตาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่เราฉีดวัคซีนที่จัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ เราก็อาจจะเป็นพาหะนำเอาเชื้อเหล่านี้ไปแพร่สู่คนอื่นได้อยู่ดี มิพักต้องกล่าวถึงว่าจำนวนคนที่ฉีดวัคซีนแล้วในประเทศนี้มีไม่เกินร้อยละสิบของประชากร แปลว่ายังไม่ได้เกณฑ์ภูมิต้านทานหมู่ และยังไม่สามารถให้หลักประกันว่าทุกคนที่ฉีดนั้นจะสร้างหรือกระตุ้นภูมิได้

แม้ว่ามาตรการในระลอกนี้ในเรื่องของการปิดแคมป์คนงานและปิดการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก และมีความพยายามชดเชยให้ครึ่งหนึ่งของค่าจ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดกันก็คือในเมื่อสภาพของแคมป์คนงานนนั้นมันไม่ใช่พื้นที่ที่มีมาตรฐาน และมันไม่ได้ถูกสร้างไว้ให้พักอาศัยตลอดเวลา เพราะต้องออกไปทำงานในตอนกลางวัน ฉะนั้นเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะได้รับความสะดวกสบายอย่างเป็นระบบ เนื่องจากแคมป์คนงานมีลักษณะชั่วคราว (อาจจะยิ่งกว่าคุกที่มีโครงสร้างและมาตรฐานที่เป็นระบบกว่า) ยังไม่รวมถึงข้อห่วงกังวลว่าการหยุดงานนั้นทำได้ทันทีไหมในแง่ของวิศวกรรม เพราะบางเรื่องต้องทำให้เสร็จขึ้นตอนเสียก่อน

ประเด็นก็คือแค่การล็อกคนให้อยู่ในแคมป์ และช่วยเงินครึ่งหนึ่งยังไม่ได้ตั้งคำถามว่ามาตรฐานชีวิตของพวกเขาในแคมป์นั้นจะอยู่อย่างไร และใครบ้างเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ อย่าลืมว่าแคมป์คนงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตและสร้างความมั่งคั่งของสินทรัพย์อาคาร และเมือง ในแง่นี้คนงานในแคมป์และแคมป์คนงานจึงเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวอันเป็นนิรันดร์ในเมือง

ในกรณีของชุมชนนั้น ในระลอกนี้เราพบว่ามีผลกระทบเป็นอย่างมาก และอย่าลืมว่าพวกเขาไม่ใช่จุดตั้งต้นของปัญหา เพราะว่าพวกเขานั้นได้รับเชื้อมาจากสถานที่ที่เขาทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ และเขาจำต้องออกไปทำงาน เพราะไม่มีการชดเชยอะไรให้เขา อีกทั้งสภาพการอยู่อาศัยของเขาไม่เอื้อให้การยุติการระบาดทำได้ ตามวาทกรรมอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เพราะระลอกที่สามต่อกับสี่นี้พวกเขาก็กระทบทางเศรษฐกิจหนัก และในคำสั่งของศบค.ในระลอกนี้ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับชุมชนเป้นพิเศษแต่อย่างใด

และ “ระบบนิเวศ” ของชุมชนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายที่จะทำให้เขาปลอดภัย เพราะอีกส่วนที่มักอยู่ใกล้กับชุมชนคือตลาดสด ที่เป็นพื้นที่สำคัญต่อการระบาด ซึ่งก็ยังไม่ได้เพิ่มมาตรการอะไรที่เป้นเรื่องเป็นราวในส่วนนนี้ นอกจากเจอก็ปิดแล้วล้างแล้วเปิดไปเป็นระยะ ไม่ตรวจก็ไม่เจอ

สิ่งที่เราไม่ได้พูดกันเลยก็คือ “หวย” ไปตกที่การห้ามนั่งทานอาหารที่ร้านเช่นเคย ทั้งที่สำคัญและไม่เคยจัดการเลยคือการจัดระบบการซื้อของจับจ่ายใช้สอยมิพักต้องกล่าวถึงเรื่องของร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าที่คำสั่งรอบใหม่ไม่แตะอะไรเลย

ลองกลับไปดูเงื่อนไขของการแก้ปัญหาของอู่ฮั่นและจีนในระลอกแรก ส่วนหนึ่งของการล็อกดาวน์นั้นไม่ใช่แค่จำกัดการเคลื่อนไหวด้วยการเดินทางด้วยรถยนต์

แต่เป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวในละแวกบ้านและชุมชน โดยการไม่ให้ออกจากบ้าน และ กำหนดการออกจากบ้านตามเงื่อนเวลา เพื่อลดความหนาแน่น

นั่นแปลว่าเรื่องนี้เราไม่เคยคิดกันเลย ว่าการเดินทางที่สำคัญคือการเดินทางในละแวกบ้าน และการลดความหนาแน่นของสถานที่ที่คนจะไปซื้อของหรือรับประทานอาหารนั้น มันจะสำเร็จได้ต้องจัดการที่ต้นทางด้วย คือต้องล็อกไม่ให้ออกจากบ้าน หรือให้ออกตามเวลาและให้อยู่ในพื้นที่หนาแน่นในเวลาที่จำกัด

ไม่ใช่การจัดการแบบเหมารวม และเน้นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เช่นใช้คำว่าให้เคลื่อนย้ายตามความจำเป็น และเหมือนจะเน้นแต่เรื่องแรงงานเป็นหลัก ทั้งที่ไม่ได้พิจารณาว่าจำนวนของคนที่อยู่ตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่เต็มไม่ใช่แค่แคมป์แรงงานเท่านั้น

มาตรการกักตัว 14 วัน ก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรได้ในความเป็นจริงในกรณีของการกลับภูมิลำเนา เพราะการกักตัวเป็นไปได้ยาก

และที่กล่าวมาทั้งหมด มาตรการชดเชยยังไม่ออกมาเพื่อความมั่นใจของประชาชนอย่างเป็นระบบเลย ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะออกมาตรการด้านการห้ามก่อน ส่วนการชดเชยใช้เวลาตามมาและมักจะเต็มไปด้วยปัญหาของความทั่วถึง และความเพียงพอ

เรื่องเหล่านี้ทำไมต้องพูดกัน ก็เพราะว่ารัฐบาลมีเงินกู้ใหม่มาอีกรอบ แต่แผนการต่างๆ ยังไม่เป็นที่เปิดเผยในความชัดเจน และการเปิดเผยออกมาในสองวันแรกก็ไม่ได้ทำให้คนพอใจกับการชดเชยเยียวยาเอาเสียเลย

หมายความว่า ในด้านหนึ่งวัคซีนไม่พอ และที่มีก็มีแผนที่ปรับไปมาตามแรงกดดัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีเงินที่เตรียมเอาไว้ แต่ยังไม่มีแผนที่ประชาชนจะอุ่นใจว่าการใช้จ่ายเงินจะประคองสถานการณ์และพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ หากดูจากการใช้จ่ายในเงินก้อนที่แล้ว และแผนที่ออกมาในรอบนี้ ที่ดูคนจะไม่ค่อยมีส่วนร่วมมากเท่าไหร่

ลองมาดูในกรณีของอิสราเอลที่เป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมที่สุดประเทศหนึ่ง และฉีดระดับไฟเซอร์ แต่สุดท้ายไวรัสอินเดียก็เข้าไปได้ (ตอนแรกอิสราเอลส่งความช่วยเหลือไปที่อินเดียด้วยซ้ำ) และก็ยังพบว่าเริ่มมีการติดเชื้อในประชากรบางส่วนและตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว และคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนซึ่งมีจำนวนเหลือน้อยเต็มที แต่ก็พบว่าจัดการยากกว่าไวรัสสายพันธุ์เก่าๆ และเริ่มแพร่ไปในคนแก่และกลุ่มเสี่ยงทางสุขภาวะต่างๆ

ในกรณีของอังกฤษเองมีการค้นพบกรณีที่ติดเชื้อจากสายพันธุ์อินเดีย และเสียชีวิต ตัวเลขชี้ว่า 117 คน ที่เสียชีวิตนั้น 50 คน ฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่คนที่ตายจะอายุมากกว่า 50 แต่เขาก็ยังชี้ว่า ถ้าไมฉีดวัคซีนเลย คนเหล่านี้น่าจะไม่รอดสักคน (“Delta Coronavirus Variant Prompts Limits in Australia, Israel, as India Warns of New Mutation”. Wall Street Journal. 25 June 21) แต่ตรงนี้ต้องไม่อธิบายว่าตายกันเยอะ เพราะตัวเลขคนเสียชีวิตนั้นยังไม่ได้มาก และแม้ว่าในคนที่เสียชีวิตจะฉีดวัคซีน แต่ก็ย่อมมีคนที่ไม่ได้เจ็บป่วยขั้นเสียชีวิตอีกมาก

ทั้งนี้ยังไม่นับว่าหลายประเทศทั้งเริ่มการควบคุมการระบาดอีกครั้ง อย่างออสเตรเลีย หรือเลื่อนการเปิดประเทศต่อไปอีกเดือนหนึ่งอย่างอิสราเอล

ข่าวร้ายต่อไปคือมีการค้นพบอีกสายพันธุ์หนึ่งในอืนเดียต่อจากตัวเดิมคือ Delta + เข้าไปอีก

ขณะที่ประเทศไทยนั้น 120 วัน คงยังไม่ได้เริ่มนับกันแล้วครับ

และเรายังเป็นประเทศที่ความคลุมเครือ ข้อแก้ตัวและการโทษประชาชน มีมากกว่าวัคซีนและบริการสาธารณสุขเช่นเคยครับ

หมายเหตุ – พยายามไม่เรียกว่าไวรัสเดลต้า เพราะอาจจะยังเกิดความสับสนในช่วงแรก ไม่ได้มุ่งหมายกล่าวหาประเทศใด เพียงแต่เรียกชื่อตามข้อเท็จจริง คาดว่าต่อไปการเข้าใจไวรัสเดลต้าแทนคำว่าสายพันธุ์อินเดียคงชัดเจนขึ้นครับ

คลิกอ่านบทความสถานการณ์โควิดอื่นๆของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน EMPOWERING THAILAND 2021 ฉายภาพลงทุน 4 มิติ-ดันไทย ‘เสือศก.’
บทความถัดไปข้อเสนอผันเงินกู้ห้าแสนล้านบาท ให้ชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการ