bg-single

อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937): ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (จบ)

01.12.2025


โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง


อ่าน อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) : ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (1)
อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937): ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน ( 2)

บทวิเคราะห์และบทเรียน

ข้อที่หนึ่ง เกาะที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่เกือบ 500 กม. (แนวเดียวกับกรุงโรม) ทั้งแห้งแล้งและขาดการพัฒนาจากรัฐย่อมทำให้ชีวิตชาวนายากลำบาก ชีวิตกรรมกรเหมืองแร่ก็คงไม่ต่างกัน ไม่แปลกที่สภาพเลวร้ายนั้นทำให้ผู้คนบนเกาะที่รับรู้ความเจริญบนแผ่นดินใหญ่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง เกิดแนวคิดภูมิภาคนิยมและอยากแยกประเทศ (Regionalism & Separatism)

ไหนเลยที่กรัมชี่จะไม่รับรู้เรื่องเหล่านั้น

ด้วยระดับสติปัญญาที่ดีเยี่ยมและจิตใจเพื่อส่วนรวม กรัมชี่ จึงตระหนักในความทุกข์ยากของผู้คนและความยากจนของแผ่นดิน

ยิ่งพี่ชายเข้าร่วมกิจการการเมือง และเล่าประเด็นปัญหาของสังคมและการเมืองให้น้องฟัง และยังชวนพาเข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่างด้วย กรัมชี่ก็ยิ่งตื่นตัวทางการเมืองมากตั้งแต่นั้น

ข้อที่สอง ขอบฟ้าความรู้และความคิดยิ่งกว้างใหญ่ เมื่อกรัมชี่สอบได้ทุนมาเรียนที่ ม.ตูริน ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่เข้ามาจากฝรั่งเศสและเยอรมนี จนตูรินกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงงานมาก แรงงานหลั่งไหลเข้ามา รวมทั้งจากเกาะซาร์ดิเนีย

จากความรู้เรื่องภาษาศาสตร์ที่เขาสนใจแต่แรก ขยายไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม กระแสความคิดใหม่ๆ ทางการเมืองโดยเฉพาะสังคมนิยมยิ่งเข้มข้น
ขณะที่การต่อสู้ของขบวนกรรมกรชาวนาที่รัสเซียก็ร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ ก็ยิ่งทำให้ขบวนการต่อสู้ของกรรมกรในอิตาลียิ่งร้อนแรงตาม

ข้อที่สาม ในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนแบบสหวิทยาการของกรัมชี่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองรอบมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตั้งแต่หลังชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยมที่รัสเซีย แต่ด้วยทุนเรียนที่ไม่มากนัก สุขภาพก็ไม่ดี สถานการณ์บ้านเมืองก็เข้มข้น หลัง 3 ปีเศษในมหาวิทยาลัย ในที่สุด กรัมชี่ก็ตัดสินใจยุติการเรียน และหันมาทำงานการเมืองอย่างเต็มที่

ข้อที่สี่ ในสถานการณ์ปฏิวัติที่เข้มข้นจากสหภาพโซเวียตถึงอิตาลีช่วงปี 1917-1920 กรัมชี่ทำงานการเมืองสำคัญอย่างน้อย 3 อย่างในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ

1. เขาสังเกตเห็นท่วงทำนองการทำงานแบบข้าราชการของพรรคสังคมนิยมที่เขาเป็นกรรมการกลาง ปล่อยให้ปัญหาคุณภาพชีวิตอยู่ในมือของสหภาพแรงงาน แทนที่พรรคจะรับมาทำเอง และมีทัศนะแบบกลไกคือคิดว่าโลกจะพัฒนาไปข้างหน้าตามกฎอยู่แล้ว

2. กรัมชี่มองเห็นบทบาทของกรรมกรในการปฏิวัติสังคมนิยมที่สหภาพโซเวียต และได้เห็นแนวคิดว่าด้วยเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพที่เลนินเสนอ เขาได้พบว่าแนวคิดสภาโรงงาน (Factory Council)เหมาะสมกว่า นั่นคือ การใช้สภาโรงงานที่เกิดจากการเลือกผู้แทนกรรมกรจากแผนกต่างๆ มาทำงานบริหารแบบประชาธิปไตย และดึงเอาฝ่ายผู้ใช้แรงงานประเภทอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

และ 3. เมื่อกรัมชี่สรุปได้ว่า การทำงานของฝ่ายสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์มีความล่าช้า จึงทำให้ฝ่ายฟาสซิสต์ ฉวยโอกาสนั้นเร่งสร้างความนิยม เข้ายึดอำนาจรัฐและแผ่ฐานกำลังออกไป

การที่รัฐบาลฟาสซิสต์จับกุม บอร์ดีก้า เลขาธิการพรรคคอมฯ ในช่วงต้นปี 1923 และเข้าจับกุม กรัมชี่-เลขาธิการพรรคคอมฯ คนต่อไปในช่วงปลายปี 1926 สะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายอำนาจนิยมนั้น ฝ่ายประชาธิปไตยไม่อาจทำงานแบบประมาทฝ่ายตรงข้าม และขาดความระมัดระวังได้เลย

ข้อที่ห้า แต่นักปฏิวัตินักสู้คนแกร่งจากซาร์ดิเนียมีหรือจะยอมแพ้ ในห้องขัง เขาร้องขอทั้งหนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสาร และร้องขอปากกาและกระดาษ เพื่อบันทึกความคิดของตน แม้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำจะปรามาสว่า “20 ปีในห้องขัง มันจะเขียนได้สักกี่หน้ากัน?”

กรัมชี่ใช้เวลา 10 ปีเศษที่อยู่ในห้องขัง พร้อมกับอาการป่วยเป็นระยะๆ และสุขภาพที่ทรุดโทรมลงเป็นลำดับ ด้วยการขบคิดถึงสิ่งที่ได้อ่าน เล่าเรียน และร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา จากชั้นมัธยมจนถึงปีที่เขาถูกจับกุมรวม 16 ปี (1910-1926)

แล้วก็นั่งลงเขียนๆๆ ประเด็นต่างๆ ในทางความคิดและบทสรุปเกี่ยวกับปัญหาและประเด็นเหล่านั้นในช่วง 6 ปี (1929-1935) เมื่อได้รับปากกาและกระดาษ และสุขภาพยังอนุญาตให้คิดและเขียนได้ ดังปรากฏในหนังสือ “บันทึกในคุก” (the Prison Notebooks)

ผลงานจำนวน 3 พันหน้าครอบคลุมประเด็นกว้างขวางมาก เช่น ประวัติศาสตร์อิตาลี ลัทธิชาตินิยม ลัทธิฟาสซิสต์ และอธิบายแนวคิดต่างๆ เช่น สภาโรงงาน, อำนาจนำ, แนวคิดประชาสังคม, ปัญญาชน, รัฐแบบองค์รวม (Integral state), การปฏิวัติเงียบ (Passive Revolution), แนวคิดสงครามยึดตำแหน่ง (War of Position) และสงครามการเคลื่อนไหว (War of Manoeuvre) และแนวคิดปัจจัยเศรษฐกิจกำหนดนิยม

โดยพื้นฐาน ความคิดเห็นของกรัมชี่สนับสนุนแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์ และได้นำเอาแนวคิดหลายประเด็นมาพัฒนาเพิ่มเติม แต่มิใช่ความเห็นที่ขัดแย้งกับลัทธิมาร์กซ์ ด้วยเหตุนั้น กรัมชี่จึงเป็นผู้ที่ได้ดำเนินรอยตามความคิดและการศึกษาค้นคว้าของมาร์กซ์และเองเกลส์ อย่างจริงจังยิ่ง” ดังที่อัลตูแซร์ ได้สรุปไว้

กล่าวในแง่นั้น ก็จะเห็นได้ว่า แม้ว่าร่างกายของกรัมชี่ถูกกักขัง ไม่อาจออกมาพบปะ, ทำงานและต่อสู้ร่วมกับนักสู้คนอื่นๆ แต่ผลงานทางความคิดที่เขาสร้างไว้ 6 ปี ก็คือการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของเขา กลายเป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ มีผลสะเทือนอย่างกว้างขวางต่อวงการศึกษาด้านต่างๆ เช่น ทฤษฎีการเมือง, สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา, ปรัชญา, การศึกษา, งานสังคมสงเคราะห์, และสิ่งแวดล้อมศึกษา

โดยเฉพาะการประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติ (Philosophy of Praxis), การให้ความสนใจต่อบทบาทของโครงสร้างส่วนบน (Theory of Superstructure) และบทบาทคุณค่าของมนุษย์ในฐานะผู้สร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ (Human Will and Creation), แนวคิดกำหนดนิยมแบบกลไก (Economic Determinism) และวัฒนธรรมเชิงวิพากษ์ในวัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies) ที่มีผลต่อการศึกษาด้านวัฒนธรรมอย่างมาก, และด้านอำนาจนำ (Hegemony) ที่กลายเป็นประเด็นศึกษาสำคัญของวงวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะหลังๆ ฯลฯ

สำหรับ วัชรพล พุทธรักษา นักวิชาการที่เปิดฉากรื้อฟื้นการศึกษาความคิดของกรัมชี่ในวงวิชาการไทยตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2550 เป็นต้นมาและต่อเนื่อง เขาได้สรุปว่ากรัมชี่ มีคุณูปการ 3 ด้าน (2557) กล่าวคือ ต่อการพัฒนาลัทธิมาร์กซ์, ต่อการศึกษาวิชารัฐศาสตร์และทฤษฎีการเมืองในไทย และต่อการปฏิวัติและการเคลื่อนไหวทางสังคม

ข้อที่หก นอกเหนือจากการเติบโตในดินแดนที่ยากลำบาก บวกกับปัญหาสุขภาพที่รุมเร้าต่อเนื่อง พร้อมกับความยอดเยี่ยมในด้านมุมมองการวิเคราะห์สังคมและการประสานทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติ กลุ่มอาจารย์ที่เมืองตูรินในยุคที่กรัมชี่ได้พบในช่วงแรกๆ คือ ทัศนะว่าด้วยจินตนาการ, การสร้างสรรค์, และความมุ่งมั่นของมนุษย์ ที่ถ่ายทอดโดย Croce และ Gentile ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ส่งกรัมชี่ให้สร้างผลงานที่น่ามหัศจรรย์ในห้องขังอันคับแคบได้เป็นเวลานานเกือบ 10 ปี

รศ.ดร.วัชรพล พุทธรักษา อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ภาพจาก : Illuminations Editions


และข้อสุดท้าย บทเรียนจากการศึกษาชีวิตและผลงานของกรัมชี่มีหลายข้อที่น่าสนใจ

1. นักคิดนักสู้จากดินแดนที่เสียเปรียบมักให้ความสำคัญต่อประเด็นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างส่วนกลางเป็นท้องถิ่น และน่าเชื่อว่าความอยุติธรรมดังกล่าวจะหมดไปหากการมีตัวแทนจากทุกๆ ส่วนมาร่วมออกเสียงและผลักดันให้มีการแก้ไข แนวคิดการมีตัวแทนจากทุกๆ ฝ่ายใน “สภาโรงงาน” ของกรัมชี่ก็คือตัวอย่างของความพยายามที่จะลบล้าง “ภูมิภาคนิยม” นั่นเอง

2. แนวคิดเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพที่เลนินเคยเชิดชู แต่แนวคิดสภาโรงงาน แบบประชาธิปไตยของคนงานที่หลากหลาย ดูเหมือนจะเปิดทางเลือกใหม่ให้สังคมน่าอยู่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อดคิดไม่ได้ว่า “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ของสหภาพโซเวียตที่เลนินเสียชีวิตไปเสียก่อนจบลงอย่างไรในเวลาต่อมา เป็นบทเรียนสำคัญยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ว่าจะเปิดกว้างเพื่อประชาธิปไตย หรือจะทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ และละเลยคนส่วนใหญ่

3. แน่นอนว่า การนำเอา “สภาโรงงาน” ในบริหารทั่วทั้งโรงงานย่อมหมายถึงการยึดอำนาจของชนชั้นนายทุน แต่ในเมื่ออำนาจรัฐและอำนาจทุนยังคงอยู่ในระดับทั่วทั้งภาค ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในที่สุด แม้ “สภาโรงงาน” จะทำได้ดีในช่วงระยะหนึ่ง แต่เมื่ออำนาจรัฐและอำนาจทุนยังคงอยู่ในระดับมหภาค บทเรียนก็ควรจะกระจ่างอยู่แล้วว่า สภาโรงงานไม่อาจจะดำรงอยู่ต่อไปได้

4. การจับกุมเลขาธิการคนแรกของพรรคคอมมิวนิสต์และมาตรการปราบปรามการเดินขบวนของกรรมกรมีมาเป็นระยะๆ เป็นไปได้อย่างไรที่กรัมชี่ ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ คนต่อไปจะพ้นเงื้อมมือของรัฐบาลฟาสซิสต์ นี่น่าจะเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงมากอีกบทหนึ่ง

และ 5. การตัดสินจำคุกผู้นำพรรคคอมฯ นานถึง 20 ปีเศษ สำหรับกรัมชี่ก็คือปิดหนทางต่อสู้กับรัฐบาลในปีต่อๆ ไป (บอร์ดีก้า เลขาธิการพรรคฯ คนแรกถูกปล่อยตัวในปี 1929 และหันไปมีบทบาททางการเมืองด้านอื่น

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นมาร์กซ์-เองเกลส์ที่ต่อสู้ยาวนานเพื่ออุดมการณ์ของชนกรรมาชีพในฐานะผู้ลี้ภัยตลอดชีวิต กรัมชี่ก็ต่อสู้ตลอดวัยหนุ่มและทุ่มกายใจในคุก ที่นั่น เขาได้ต่อสู้ด้วยการใช้สติปัญญาความคิดผลิตผลงานสำคัญล้ำค่า ต่อเติมลัทธิมาร์กซ์ให้ส่องแสงแห่งสติปัญญาและความคิดต่อๆ ไปและตอกย้ำอีกครั้งว่า…..

อันมนุษยชาตินั้น ด้วยสติปัญญาที่จะเรียนรู้อดีต การสรุปบทเรียน และสร้างความคิดใหม่ๆ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนไหนย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจ้าฟ้าและสามัญชน | สองนักเรียนไทยเริ่มหวั่นไหวกับสาวรัสเซีย
ปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร ตื้บมาสด้าแดงแหกด่านผิดคน ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ บทเรียน จนท.รัฐ
ธงทอง จันทรางศุ | เมื่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ในวัย 71 ปี
ไชโย … ฮอร์มุซเปิดแล้ว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
หลายภาคส่วนระดมกำลัง ร่วมสำรวจฐานการเรียนรู้บูณาการการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาท – บำรุงรักษ์ป่าเขาขยาย ชัยนาท
เสียง
บางสิ่งเข้ามา | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
เวลา | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย
ฝ่ายค้าน ‘ขยับ-เขย่า’ ทุกแนว ท้าชน ระบอบบ้านใหญ่ ท้าท้าย รัฐน้ำเงินพันลึก?