bg-single

วิกฤตค่าครองชีพและภาพลวงตาของนโยบาย : ทำไมคูปองและการอุดหนุนราคาถึงไม่ใช่คำตอบ

28.03.2026

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์  ธรรมบุษดี

ทุกครั้งที่ราคาสินค้าพุ่งสูง ราคาพลังงานแพงขึ้น หรือค่าครองชีพกดทับชีวิตผู้คนจนหายใจไม่ออก

รัฐบาลทั่วโลกมักตอบสนองด้วยชุดนโยบายที่คุ้นเคย

ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาน้ำมัน การแจกคูปองส่วนลด หรือการโอนเงินเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

มาตรการเหล่านี้ดูเหมือนตอบสนองปัญหาได้ทันที มองเห็นได้ วัดผลได้ และสร้างภาพของรัฐที่เอาใจใส่ประชาชน

แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จะพบว่าแนวทางเหล่านั้นไม่เพียงไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

หากยังซ้ำเติมให้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมคงอยู่ต่อไปอีกด้วย


มาตรการแรกที่รัฐมักหยิบขึ้นมาใช้ คือการแทรกแซงราคาผ่านการอุดหนุน เช่น ตรึงราคาน้ำมัน ลดค่าไฟ หรือลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทชั่วคราว

ดูเผินๆ ก็ดูเป็นธรรม เพราะทุกคนได้รับประโยชน์เท่าๆ กัน

แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ผู้ที่ใช้พลังงานและบริโภคสินค้าในปริมาณมากกว่าคือคนที่มีฐานะดีกว่า ไม่ใช่คนจนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไม่มีรถยนต์ และซื้อของได้น้อยอยู่แล้ว

เงินอุดหนุนจึงไหลเข้ากระเป๋าคนที่ไม่ได้ต้องการมากที่สุด

ขณะที่คนที่เดือดร้อนจริงได้รับส่วนแบ่งน้อยที่สุด

ประสบการณ์ของอินโดนีเซียในช่วงทศวรรษ 2000 สะท้อนให้เห็นปัญหานี้อย่างชัดเจน

รัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันมานานหลายสิบปีจนงบประมาณส่วนนี้สูงกว่างบด้านสาธารณสุขและการศึกษารวมกัน

และงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่รวยที่สุด 20% ได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนนั้นมากกว่ากลุ่มที่จนที่สุด 20% เกือบห้าเท่า

เมื่อรัฐบาล Jokowi ปฏิรูปโดยยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน ปลดปล่อยทรัพยากรมหาศาลไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสุขภาพ แม้จะเผชิญแรงต้านทางการเมืองในช่วงแรก


มาตรการที่สองซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหลายประเทศรวมถึงไทย คือการออกแบบสวัสดิการแบบเจาะจงผ่านคูปอง บัตรสวัสดิการ หรือโครงการโอนเงินเฉพาะกลุ่ม

ฟังดูสมเหตุสมผลเพราะเป็นการส่งเงินตรงถึงมือคนจนโดยไม่รั่วไหลไปหาคนรวย

แต่ระบบนี้มีปัญหาเชิงลึกที่มักถูกมองข้าม

ปัญหาแรก คือความผิดพลาดของการ “กรอง” ผู้รับ ทุกระบบที่พยายามแยกแยะว่าใครควรได้รับและใครไม่ควรได้รับ ย่อมเกิดความผิดพลาดสองทิศทางพร้อมกันเสมอ

คือทั้งให้คนที่ไม่ควรได้รับเข้ามาอยู่ในระบบ และคัดคนที่ควรได้รับออกไป

และในทางปฏิบัติ คนที่ถูกคัดออกมักเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด เพราะคนจนที่สุดมักไม่มีเอกสาร ไม่มีข้อมูล และไม่มีทักษะในการรับมือกับกระบวนการราชการที่ซับซ้อน

ในประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบหลายสิบล้านคนที่ยังอยู่นอกวงคุ้มครองของระบบประกันสังคม และหลายคนเข้าไม่ถึงแม้แต่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ปัญหาที่สอง คือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นกับดักทางการเมือง

เมื่อสวัสดิการถูกออกแบบมาเฉพาะคนจน คนชั้นกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และมีเสียงทางการเมืองก็ไม่ได้รับประโยชน์ ทำให้พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะสนับสนุนให้รัฐขยายหรือรักษาโปรแกรมเหล่านี้ไว้      ผลลัพธ์คือ สวัสดิการแบบเจาะจงมักมีขนาดเล็ก ได้รับเงินน้อย และถูกตัดงบได้ง่ายเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี

ตรงกันข้ามกับระบบที่ทุกคนมีส่วนร่วมและทุกคนได้รับประโยชน์ ซึ่งจะมีฐานทางการเมืองที่กว้างและแข็งแกร่งกว่ามาก

บราซิลเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในแง่นี้ โปรแกรม Bolsa Fam?lia ซึ่งโอนเงินตรงให้ครอบครัวยากจนนับสิบล้านครอบครัว ได้รับการยกย่องระดับนานาชาติว่าลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แต่เมื่อรัฐบาล Bolsonaro เข้ามา โปรแกรมก็ถูกแปลงและลดขนาดลง ก่อนจะถูกฟื้นคืนในชื่อใหม่ภายใต้รัฐบาล Lula

ความผันผวนทางการเมืองของโปรแกรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าสวัสดิการแบบเจาะจงมีความเปราะบางทางการเมืองอย่างมาก

แตกต่างจากระบบสุขภาพถ้วนหน้าของบราซิลที่แม้จะมีปัญหาอีกหลายอย่าง แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าประกาศยกเลิกมัน เพราะทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย


แล้วทางออกที่แท้จริงคืออะไร

คำตอบไม่ใช่การยกเลิกมาตรการฉุกเฉินทั้งหมด ในช่วงวิกฤตเฉียบพลัน คนที่กำลังจะจมน้ำต้องการห่วงชูชีพทันที ไม่ใช่การสอนว่ายน้ำ

มาตรการระยะสั้นจึงมีที่ทางของมัน แต่ปัญหาคือ รัฐบาลส่วนใหญ่หยุดอยู่แค่นั้น

แทนที่จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างระบบที่ดีกว่า

ประเทศที่จัดการกับวิกฤตค่าครองชีพได้ดีในระยะยาวมักมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือพวกเขาสร้างระบบที่ทำให้ความมั่นคงในชีวิตไม่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจหรือราคาสินค้าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง           

เดนมาร์กเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา ระบบของเขาผสมผสานตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นเข้ากับระบบประกันการว่างงานที่ครอบคลุม และการลงทุนในการฝึกอบรมแรงงานอย่างจริงจัง

เมื่อคนตกงานหรือวิกฤตเศรษฐกิจมา รัฐไม่ต้องรีบแจกคูปองฉุกเฉิน เพราะระบบที่สร้างไว้แล้วทำงานของมันอยู่ตลอดเวลา

คนสามารถเปลี่ยนงาน รับความเสี่ยง และผ่านวิกฤตได้โดยไม่ตกสู่ความยากจนเพราะสิทธิเหล่านั้นถูกออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติ


ในบริบทของไทย สิ่งที่น่าสนใจคือ เรามีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งระบบประกันสังคมที่ดูแลแรงงานในระบบ และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ถือว่าก้าวหน้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค

แต่ระบบเหล่านี้ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกับแรงงานนอกระบบที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าครองชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะแจกคูปองแบบไหน

แต่คือจะขยายระบบคุ้มครองที่มีอยู่ให้ครอบคลุมคนเหล่านี้ได้อย่างไร

จะทำให้บำนาญผู้สูงอายุเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้อย่างไร

และจะทำให้เงินสมทบที่แรงงานจ่ายตลอดชีวิตกลับมาเป็นสวัสดิการที่ดีพอได้อย่างไร

ทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการรับมือวิกฤต เราควรถามคำถามง่ายๆ สองข้อ

ข้อแรกคือ มาตรการนี้ช่วยใครจริงๆ

และข้อที่สองคือ หลังจากวิกฤตนี้ผ่านไป ชีวิตคนจะมั่นคงขึ้นกว่าเดิมไหม

หรือเราแค่กำลังรอวิกฤตครั้งต่อไป เพื่อจะได้แจกคูปองรอบใหม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : จากภูมิเศรษฐกิจถึงภูมิรัฐศาสตร์
ไชโย! ประเทศไทยจะรวยแล้ว!
แนวรบและแนวรักที่ปลายด้ามขวาน เหตุการณ์ต้องเปลี่ยนแปลง | เรื่องสั้น : มานพ แก้วสนิท
ก้าง
การหลั่งน้ำตาของอานาตี | อานนท์ นานมาแล้ว : กวีกระวาด
ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’