ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณไม่แน่ใจเรื่องอะไรสักเรื่อง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถาม ChatGPT หรือ Gemini ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การเงิน การเมือง หรือแม้แต่ว่าควรโหวตให้ใคร
เราส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าคำตอบที่ได้เป็นข้อมูล ไม่ใช่ความเห็น เป็นความรู้ ไม่ใช่จุดยืน
แต่ถ้าความรู้สึกนั้นผิดล่ะ?
จากการวิจัยที่ทีมของเราทำร่วมกัน เราพบว่า AI ยอดนิยมทุกตัวที่ทดสอบ ไม่ว่าจะเป็น GPT-4o, Gemini หรือ Claude ล้วนให้คำตอบที่เอนเอียงไปในทิศทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
นั่นคือแนวคิดเสรีนิยมถึงสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะถามกี่ครั้ง ไม่ว่าจะถามภาษาไทยหรืออังกฤษ ผลออกมาแทบไม่ต่างกันเลย
อุดมการณ์อนุรักษนิยม ชาตินิยม หรือสถาบันนิยมแทบไม่ปรากฏในคำตอบเลย
ทั้งที่ในชีวิตจริงคนจำนวนมากในสังคมไทยและทั่วโลกมีความเชื่อแบบนั้น
สาเหตุไม่ใช่เพราะใครแอบโปรแกรมให้ AI เป็นฝ่ายซ้าย แต่เกิดจากโครงสร้างของกระบวนการสร้าง AI เอง
ข้อมูลที่ใช้ฝึก AI มาจากอินเตอร์เน็ตซึ่งมีภาษาอังกฤษเป็นหลัก และส่วนใหญ่ผลิตโดยสถาบันการศึกษา สื่อกระแสหลัก และองค์กรสากลที่โดยรวมมีแนวโน้มเสรีนิยม
เนื้อหาภาษาไทย มุมมองพุทธ ค่านิยมครอบครัวแบบเอเชีย หรือจุดยืนอนุรักษนิยมที่ครองพื้นที่ทางการเมืองไทยมาโดยตลอด ล้วนถูกแทนด้วยมุมมองที่มีอยู่ในข้อมูลมากกว่า
นอกจากนี้ กระบวนการที่ใช้คนจริงๆ ให้คะแนนว่าคำตอบไหน “ดี” หรือ “ไม่ดี” ก็มีปัญหาเดียวกัน เพราะคนที่ทำงานนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ การศึกษาสูง อาศัยในเมืองตะวันตก และมีจุดยืนทางการเมืองที่วัดได้ว่าเอนซ้ายกว่าประชากรเฉลี่ย
ความชอบของพวกเขาจึงถูกเข้ารหัสไว้ในตัว AI โดยที่ไม่มีใครตั้งใจ
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือแม้แต่ภาษาเองก็ไม่ได้เป็นกลาง เมื่อเราถามคำถามเดียวกันเป็นภาษาไทย AI บางตัวให้คำตอบที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษพอสมควร
เพราะภาษาไทยพาบริบทพุทธและวัฒนธรรมติดมาด้วย แต่ที่น่าแปลกใจคือแม้จะแตกต่างกันบ้าง คำตอบก็ยังวนอยู่ในกรอบเสรีนิยมอยู่ดี เปลี่ยนได้แค่ระดับ ไม่ใช่ทิศทาง
ในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้มีความหมายจริงๆ เวลานักเรียนถาม AI ว่า “นโยบายนี้ดีไหม” เวลาพนักงานออฟฟิศถามว่า “ควรสนับสนุนการรวมกองทุนสุขภาพหรือไม่” หรือเวลาพ่อแม่ถามว่า “ควรคุยกับลูกเรื่องสิทธิทางเพศอย่างไร”
คำตอบที่ได้ไม่ใช่ความจริงกลางๆ แต่เป็นความจริงที่กรองผ่านมุมมองชุดหนึ่งมาแล้ว
และปัญหาไม่ใช่ว่ามุมมองนั้นผิดหรือถูก แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่นั่น สำรวจพบว่า 70% ของนักเรียนมัธยมใช้ AI ในการเรียน และมากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่ใช้มันเหมือนค้นหาข้อเท็จจริง
เท่ากับว่าเราทุกคนกำลังรับมุมมองชุดหนึ่งโดยคิดว่าเรากำลังรับข้อมูล
อันตรายที่แนบเนียนกว่านั้นคือ เมื่อ AI พูดถึงนโยบายใดก็ตามราวกับว่าคำตอบก้าวหน้าคือคำตอบที่สมเหตุสมผลเพียงคำตอบเดียว
มันทำให้เราลืมไปว่ามนุษย์จริงๆ ไม่ได้ตัดสินใจแบบนั้นเสมอไป
และการที่เขาไม่ทำก็ไม่ได้แปลว่าเขาผิดหรือโง่เสมอไปเช่นกัน
ในนโยบายสาธารณสุขไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เราทดสอบ AI ตอบสนับสนุนการรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนเป็นเนื้อเดียวกัน ราวกับว่านี่คือคำตอบที่ชัดเจน
แต่ในความเป็นจริง บุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากมีความกังวลเรื่องคุณภาพบริการที่อาจลดลง
สหภาพแรงงานบางส่วนเป็นห่วงเรื่องอำนาจต่อรอง
และนักวิชาการด้านการเงินการคลังก็มีข้อถกเถียงเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่จุดยืนของคนที่ “ต่อต้านความเป็นธรรม”
แต่เป็นความซับซ้อนของนโยบายจริงที่ AI เลือกจะไม่พูดถึง เพราะมันไม่ได้อยู่ในกรอบอุดมการณ์ที่ถูกให้น้ำหนักในข้อมูลฝึก
ผลคือเมื่อนักศึกษาแพทย์ พยาบาล หรือนักนโยบายรุ่นใหม่ใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจปัญหา พวกเขาได้รับภาพที่ไม่สมบูรณ์
และอาจไปเจอกับความเป็นจริงในสนามที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ผลที่ตามมาในระยะยาวคือพื้นที่ถกเถียงสาธารณะแคบลงโดยที่ไม่มีใครออกคำสั่ง
เมื่อเครื่องมือที่คนนับล้านใช้ทุกวันพูดเป็นเสียงเดียว ผลักดันมุมมองเดียวกัน และทำให้จุดยืนอื่นดูเหมือนล้าหลังหรือไม่มีเหตุผล
ความหลากหลายทางความคิดที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตยก็ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนไปเงียบๆ
ในกรณีของไทยนี่ไม่ใช่เรื่องนามธรรม พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ 193 ที่นั่งในปี 2569 มีจุดยืนที่ห่างไกลจากสิ่งที่ AI ส่วนใหญ่แสดงออกมาอย่างมาก
นั่นหมายความว่า AI กำลังบอกเราอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ผู้คนจริงๆ โหวตอีกแบบหนึ่ง
สิ่งที่เราพึงทำไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่คือการอ่านมันให้ออก
AI ไม่ใช่กระจกที่สะท้อนความจริง มันเป็นกระจกที่มีสีและมุมของตัวเอง และเราจะใช้มันได้ดีก็ต่อเมื่อรู้ว่ากำลังมองผ่านอะไรอยู่
ในระดับนโยบาย ควรมีมาตรฐานกำหนดว่า AI ที่นำไปใช้ในการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะต้องแสดงให้ได้ว่าตัวแทนมุมมองที่หลากหลายในสังคม ไม่ใช่แค่มุมมองที่โดดเด่นในข้อมูลฝึกจากซีกโลกเหนือ และในระดับบุคคล
ก็แค่จำไว้ว่าเวลาถาม AI เรากำลังถามคนที่ได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยมุมมองชุดหนึ่ง เหมือนถามเพื่อนที่ฉลาดมากแต่โตมาในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากเรา
(บทความนี้อิงส่วนหนึ่งจากงานวิจัย “Navigating Political Ideology in Artificial Intelligence : A Comprehensive Exploration of Health Policy Perspectives in Thailand” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร และชานน พุทธนวรัตน์ โครงการความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยสหวิทยาการ มธ. และมหาวิทยาลัยมหิดล)
