เจาะคดี หมิงเฉิน ซัน : จากอุบัติเหตุบนท้องถนน สู่กุญแจดอกสำคัญ เปิดโปงคลังแสงขนาดย่อมของแก๊งมาเฟียข้ามชาติ
คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญาข่าวสด
เจาะอุบัติเหตุเปลี่ยนโลก! ‘ตี๋’ ทรงเนิร์ดรถคว่ำพัทยา สู่ทลายคลังแสง ‘มาเฟียจีน’ มี จนท.รัฐพัวพันอีกจนได้
หน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมไทยเกิดจารึกบทใหม่ เมื่ออุบัติเหตุบนท้องถนนเพียงเคสเดียว กลับกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดโปงคลังแสงขนาดย่อมของแก๊งมาเฟียข้ามชาติ และนำไปสู่การกวาดล้างขบวนการลักลอบขายอาวุธหลวง
ย้อนเวลากลับไปในช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร สภ.นาจอมเทียน คงยังไม่อยากเชื่อตัวเองว่า การปฏิบัติภารกิจประจำวัน เพียงเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนจะนำไปสู่คดีที่สั่นสะเทือนโด่งดังไปทั่วประเทศ
ผู้หมู่หนุ่มวัย 23 ปี รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที หลังได้รับแจ้งจากวิทยุสื่อสารว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเสียหลักพลิกคว่ำ บนถนนเลียบทางรถไฟพัทยา ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ในจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์โตโยต้า อัลติส สีขาว ทะเบียน ฉง 2305 ชลบุรี เฉี่ยวชนกับแท่งปูนกั้นทางข้างถนนจนพลิกคว่ำล้อชี้ฟ้า
ข้างรถพบชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ด้วยอาการลุกลี้ลุกลน ฝ่ายชายคือนายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน วัย 31 ปี สวมแว่นสายตาคล้ายหนุ่มเนิร์ดทั่วไป และหญิงสาวสัญชาติไต้หวัน ทั้งคู่อยู่ในอาการตกใจและกระวนกระวายเป็นอย่างมาก แต่กลับปฏิเสธความช่วยเหลือ และไม่ยอมให้เรียกรถพยาบาล
กลิ่นพิรุธชัดเจน!!?
สัญชาตญาณตำรวจเริ่มทำงานอัตโนมัติ ส.ต.ท.นิลพัฒน์สั่งให้ทั้งคู่หยุดอยู่กับที่ห้ามขยับเคลื่อนไหว ก่อนเริ่มสำรวจโดยรอบบริเวณรถ ก็พบกับแกลลอนน้ำมันสีแดง และแบตเตอรี่ใหม่เอี่ยมอีก 1 ลูกที่ถูกติดตั้งไว้อย่างผิดสังเกต
นอกจากนั้นภายในข้าวของที่เกลื่อนกลาดในรถยังเจออาวุธปืนพกสั้น แม็กกาซีน กระสุนปืน รวมถึงแม็กกาซีนปืนยาวขนาด 5.56 มม. กระสุนปืนมาตรฐานนาโตที่ใช้กับปืนสงครามได้หลายรุ่น
ผู้หมู่หนุ่มรีบควบคุมตัวนายหมิงเฉิน ซัน ไว้ตามยุทธวิธี พร้อมวิทยุแจ้งขอกำลังเสริมทันที
หลังทีมเสริมมาถึงก็ปิดล้อมพื้นที่ ตรวจค้นรถอย่างละเอียด แม้ไม่เจอหลักฐานอะไรเพิ่มเติม
แต่พบภาพนายหมิงเฉิน ซัน ขณะฝึกซ้อมยิงปืนอาวุธสงครามกับกองทัพกัมพูชา ที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือส่วนตัว ทำให้มั่นใจว่าอาวุธร้ายแรงต้องมีมากกว่านี้ จึงคุมตัวไปตรวจค้นที่บ้านพักเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.3 ตม.ชลบุรี สภ.นาจอมเทียน สภ.ห้วยใหญ่ นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหรูในหมู่บ้านจัดสรรชื่อดังในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง ที่พักของนายหมิงเฉิน ซัน
เพียงไม่นานก็ต้องรีบถอยออกจากบ้านหลังดังกล่าว สั่งปิดล้อมโดยรอบพื้นที่ในรัศมี 100 เมตรทันที เพื่อป้องกันอันตราย และประสานเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าเก็บกู้อาวุธร้ายแรงภายในบ้าน
เหตุเพราะบ้านหลังดังกล่าวกลายเป็นคลังแสงขนาดย่อมๆ เต็มไปด้วยอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืนเอ็ม 16 (M16) ปืนเอ็ม 4 (M4) กระสุนปืน ลูกระเบิดสังหาร ดินระเบิดซีโฟร์ (C4) เชื้อปะทุ ชุดรีโมต เสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากากกันแก๊สพิษ
ที่สำคัญยังมีเสื้อระเบิดพลีชีพ เป็นเสื้อเกราะติดตั้งระเบิดซีโฟร์สภาพพร้อมใช้งาน
นายหมิงเฉิน ซัน และแฟนสาวถูกนำตัวไปเค้นสอบปากคำอย่างละเอียดทันที
จากอุบัติเหตุรถคว่ำ ส่อแววบานปลายเป็นการก่อวินาศกรรม
กลายเป็นคดีความมั่นคงในทันใด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. รุดด่วนจากกรุงเทพฯ ไปยัง สภ.นาจอมเทียน เพื่อตามคดีและชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีไหวพริบ และสังเกตความผิดปกติ จนนำไปสู่การขยายผลจับกุมชาวต่างชาติ พร้อมตรวจยึดอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่เช็กประวัตินายหมิงเฉิน ซัน พบเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.2020 โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว จากนั้นเข้าๆ ออกๆ ประเทศไทยบ่อยครั้ง โดยเช่าบ้านหลังดังกล่าวอาศัยได้ประมาณ 2 ปี
ล่าสุดเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังพบมีพาสปอร์ตทั้งประเทศจีนและประเทศกัมพูชา รวมถึงมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู)
อีกทั้งยังพบมีชื่อเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในทะเบียนบ้านย่านซอยหทัยราษฎร์ 37 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ และมีเลขประจำตัวประชาชนระบุเลข 6-1046-00003-42-8 โดยย้ายที่อยู่มาจากบ้านใน ม.9 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2566
สอบสวนนายหมิงเฉิน ซัน เบื้องต้นได้ให้การว่า เดิมมีอาชีพเปิดร้านขายสุราอยู่ที่ประเทศกัมพูชา แต่ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยหลังจากมีปัญหาชายแดน
ส่วนอาวุธสงครามที่พบภายในบ้านนั้นซื้อมาจากกลุ่มไลน์เฉพาะกลุ่ม โดยไปซื้อที่ จ.ระยอง แต่ไม่ทราบว่าที่ไหน
สำหรับระเบิดที่พบ อ้างหวังใช้ระเบิดชีพฆ่าตัวตายเพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ตํารวจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแกะรอยจากไลน์ที่นายหมิงเฉิน ซัน สั่งซื้ออาวุธปืนเอ็ม 4 ที่ปรากฏหมายเลขทะเบียนอยู่ในครอบครองของกองทัพเรือ จึงประสานงานร่วมกับกองทัพเรือ จนสามารถระบุตัวทหารเรือชั้นประทวนที่แอบลักลอบนำอาวุธปืนดังกล่าวออกมาขายได้
แล้วกวาดจับกลุ่มผู้ลักลอบขายอาวุธสงครามให้ผู้ต้องหาได้ยกแก๊ง 5 คน เป็นทหารเรือ 2 นาย ทหารเรือนอกราชการ 1 คน และพลเรือนอีก 2 คน
ประกอบด้วย นายคเชนทร์ เสียงล้ำ หรือบอย ครูฝึกยิงปืน เป็นตัวกลางฝั่งพลเรือนที่ได้รับการติดต่อให้จัดหาอาวุธสงคราม โดยใช้ความสัมพันธ์ในวงการยิงปืน ประสานงานต่อไปยัง พ.จ.อ.เมธี นารมย์ ข้าราชการทหารเรือที่เป็นผู้รับออร์เดอร์ เพื่อสั่งซื้อปืนเอ็ม 4 ในราคา 200,000 บาท
เมื่อได้งานแล้ว ‘จ่าเมธี’ ส่งต่อคำสั่งซื้อนี้ไปยังเครือข่ายทหารเรือด้วยกัน คือ พ.จ.อ.ปฐมพงศ์ หลวงชัย หรือ ‘จ่าแหบ’ อดีตข้าราชการกองทัพเรือ ทำหน้าที่เป็นตัวการใหญ่ฝั่งจัดหาและผู้บริหารจัดการเงิน ประสานงานร่วมกับ จ.อ.วัชรินทร์ ชุนฟ้ง หรือ ‘จ่าบอย’ ข้าราชการทหารเรือให้ตัดยอดอาวุธปืนหลวงจากคลังออกมาขาย
โดยมีนายจำลอง สุทธิรัมย์ เป็นเจ้าของบัญชีม้ารับโอนเงินร้อนก้อนนี้
ในการซื้อขายครั้งนี้มีการบวกกำไรกันเป็นทอดๆ อย่างเป็นระบบ ราคาต้นทางจาก ‘จ่าบอย’ คิดราคา 150,000 บาท
‘จ่าแหบ’ บวกเพิ่ม 30,000 บาท แจ้งราคาที่ 180,000 บาท แล้วนายคเชนทร์บวกเพิ่มอีก 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ที่นายหมิงเฉิน ซัน ต้องควักกระเป๋า
โดยนายคเชนทร์ขับรถยนต์พานายหมิงเฉินไปพบ ‘จ่าเมธี’ ที่ร้านสะดวกซื้อ บริเวณถนนสุขุมวิท ก่อนจะพากันไปยังจุดนัดพบซึ่งเป็นบ้านสวนในเขต อ.สัตหีบ รับมอบปืนที่ ‘จ่าแหบ’ และ ‘จ่าบอย’ นำมาส่งให้
นอกจากปืนกระบอกดังกล่าวแล้ว จากการแกะรอยสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พบนายหมิงเฉิน ซัน โอนจ่ายเงินซื้อวัตถุระเบิดให้ขบวนการนี้รวมกว่า 1.8 ล้านบาท
ขณะที่ตำรวจนครบาลตั้งกรรมการสอบสวนปม ปืนกล็อกหนึ่งในของกลางปรากฏชื่อตำรวจในสังกัดเป็นเจ้าของ จนพบว่ามีการขายต่อกันไปถึง 3 ทอด ก่อนมาอยู่ในมือนายหมิงเฉิน ซัน ซึ่งเป็นการทำผิดระเบียบชัดเจน
เนื่องจากเป็นปืนสวัสดิการตำรวจที่ตกทอดถึงทายาทได้เท่านั้น ห้ามขายต่อให้ผู้อื่น
การจับกุมคนต่างด้าวที่ซุกอาวุธร้ายแรงมากมายขนาดนี้ รวมถึงคำให้การว่าเคยทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งยังมีภาพและคลิปการฝึกรบร่วมกับกองทัพกัมพูชาทำให้ต้องรีบขุดคุ้ยเจาะลึกประวัตินายหมิงเฉินทันที
เพราะมีแนวโน้มอาจก่อเหตุวินาศกรรมในบ้านเมืองเรา
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ดูแลงานความมั่นคง พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. สั่งการให้ชุดสืบสวน บช.ภ. 2 และชุดสืบสวน จ.ชลบุรี รวมถึงตำรวจสันติบาล (บช.ส.) ตรวจสอบที่มาที่ไปภูมิหลังของชาวจีนดังกล่าว
ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ตรวจสอบการเดินทางเข้าออกในประเทศไทย และให้ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) เช็กข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์
ผลที่ได้ทำให้ประเทศไทยโล่งใจได้เปลาะหนึ่ง
จากการตรวจสอบพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน เป็นคนสนิทหรือตัวติดกันกับบอสใหญ่ของแก๊งหนึ่งที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำงานลักษณะคล้ายเลขาของบอสใหญ่ ช่วยดูแลด้านการเงินทั้งหมด
ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แก๊งของนายหมิงเฉิน ซัน มีความขัดแย้งกับแก๊งใหญ่อีกแก๊ง ทำให้ต้องรวบรวมสะสมอาวุธตอบโต้อีกฝ่าย
แม้ข้อมูลข่าวที่ได้มาจะออกมาในแนวทางเตรียมสะสมสรรพกำลัง เพื่อระเบิดศึกกับคู่แข่งธุรกิจมืด แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่วางใจ วางขอบข่ายคุมเข้มป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงที่สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองและประชาชนชาวไทย
คดีนี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้หน่วยงานความมั่นคง ทั้งเรื่องการตรวจสอบอาวุธในคลังหลวงที่รั่วไหล และการแฝงตัวของอาชญากรข้ามชาติในคราบนักท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงทะเบียนบ้านไทยได้อย่างง่ายดาย
นับเป็นโจทย์ใหญ่ในการกวาดล้าง ‘ทุนจีนสีเทา’ ให้ราบคาบ
