bg-single

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มองข้ามช็อต เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-พัทยา ‘ผมอยากให้ประชากรแฝงมีสิทธิ์โหวต’

29.06.2026

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

มองข้ามช็อต เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-พัทยา

‘ผมอยากให้ประชากรแฝงมีสิทธิ์โหวต’

กะพริบตาไม่กี่ครั้งก็หมดฤดูกาลหาเสียงในการช่วงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกฯ เมืองพัทยาที่ไม่อาจปฏิเสธว่าบรรยากาศไม่คึกคัก แม้จะมีประเด็นดราม่า วิวาทะทางการเมืองมาสร้างบทสนทนาอยู่บ้าง

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้เชี่ยวชาญ ‘การเมืองท้องถิ่น’ ย้อนวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไป

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมองข้ามช็อตไปสู่อนาคต โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของ ‘ประชากรแฝง’ ว่าควรมีสิทธิ์มีเสียงในคูหา มีส่วนรับผิดรับชอบในเมืองที่ตนอิงอาศัยใช้ชีวิตอยู่จริง แม้ไม่ได้ปรากฏนามตามทะเบียนบ้าน

: ช่วงก่อนเลือกตั้ง หลายภาคส่วนหวั่นใจมากว่า ทั้งชาวกรุงเทพฯ และพัทยาจะออกมาใช้สิทธิ์น้อย ถึงขนาดเบอร์ 9 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังร่วมรณรงค์ คิดว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผล?

การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าประเมินผลจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2565 คือ 4 ปีที่แล้ว พัทยามีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ 60 กว่าเปอร์เซนต์ เฉลี่ยทั้ง 2 แห่งอยู่ในระดับครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ถามว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นได้รับความสนใจน้อยกว่าการเลือกตั้งระดับชาติ

ประการที่หนึ่ง มันไม่ได้เป็นกระแสในเชิงภาพรวมมากนัก เพราะเป็นการเลือกเฉพาะพื้นที่ 2 เขต คือกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา

ประการต่อมาคือ เรื่องของการจัดการเลือกตั้งซึ่งไม่เหมือนการเลือกตั้งระดับชาติ ซึ่งมีทั้งการเลือกตั้งนอกเขต การเลือกตั้งล่วงหน้า แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่มี

นอกจากนี้ การแข่งขันของตัวผู้สมัครยังไม่สามารถสร้างความหวือหวาได้มาก อย่างเช่นกรณีของกรุงเทพฯ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนเองแม้ว่าจะมีการเปิดตัว มีแคมเปญอะไรต่างๆ แต่ไม่สามารถแข่งกับกระแสของอาจารย์ชัชชาติที่ท่านก็มีผลงานมาในระดับหนึ่ง แม้ว่าหลายๆ กิจกรรมโครงการไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ก็สามารถทำให้รู้สึกว่าผลงานมันสร้างความได้เปรียบ

ส่วนในเมืองพัทยามีความน่าสนใจระหว่างอดีตนายกฯ เบียร์ (ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์) ซึ่งมีผลงานและพยายามสร้างความเข้าใจกับคนว่าปัญหาอะไรสามารถแก้ได้ หรือแก้ไม่ได้

ในขณะที่พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีหลักการ มีจุดยืน เรื่องการกระจายอำนาจ แต่วิธีการปฏิบัติทางการเมืองไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักการ เช่น ก่อนหน้านี้เปิดตัวสุภาพสตรี แต่จู่ๆ เหมือนกับมีการล็อบบี้อะไรกันสักอย่างหนึ่ง ก็ลาออกไปแล้วมาเปิดตัวอีกคนหนึ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินี เป็นหุ่นเชิดของพี่ชายที่จะอาศัยพรรคประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อปูทางการเมืองให้กับน้องชาย

พอสภาพเป็นแบบนี้ ทำให้ความสนใจของคนถดถอย ระหว่างคนที่เป็นมาก่อน มีผลงานแต่ถูกมองว่าอยู่ในเครือข่ายการเมืองแบบเดิม ในขณะที่กลุ่มการเมืองใหม่ที่ตั้งหลักการดี แต่เลือกวิธีการทำงานทางการเมืองไม่แตกต่างกับการเมืองเก่าที่ตัวเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับหลักการนั้นตั้งแต่ต้น แต่กลับเล่นในเกมเดียวกันกับเขา

: ถ้าย้อนดูกระแสตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงโค้งท้ายๆ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่เหมือนจะถูกขบขันเมื่อเปิดตัวท้าชิง กลับพุ่งขึ้นอับดับต้นๆ ถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับคนกรุงเทพฯ?

ก็เพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีพอ คนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งอาจยังเห็นว่าอาจารย์ชัชชาติเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง แม้ว่าอาจารย์จะพยายามทำให้เห็นความเป็นอิสระก็ตาม

ประการต่อมา ผู้สมัครจากพรรคประชาชนก็ไม่สามารถสร้างความโดดเด่นได้ จากการไม่เตรียมความพร้อมใดๆ ในการทำงานการเมืองท้องถิ่นซึ่งมีความแตกต่างกับการเมืองระดับชาติ ในแง่ที่จะต้องทำพื้นที่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเกาะติดผลงาน แต่พรรคประชาชนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ทิ้งพื้นที่ไปเลย ด้วยความประมาทว่าตัวเอง มี ส.ก. และ ส.ส.ในพื้นที่

จับฉลากหยิบใครมาก็คงจะมีกระแส และประมาทถึงขนาดที่ไม่ติดป้ายหาเสียง ทั้งหมดเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของพรรคประชาชนอย่างไม่น่าเชื่อว่าทำไมจึงวางแผนผิดพลาดถึงขนาดนี้

อาจารย์ชัชชาติเองก็ใช่ว่าจะมีคนรักชอบทั้งหมด ขณะที่พรรคประชาชนเองก็ประมาท ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้มีกระแส ลักษณะบุคลิกของคุณมัลลิกา ผมคิดว่าเป็นการแสดงถึงความประชดประชันบางอย่างของคนกรุงเทพฯ ที่ไม่รู้จะเลือกใคร

สังเกตได้ง่ายๆ คนที่สร้างความหวือหวาจากบุคลิกภาพส่วนตัว มักได้รับการยอมรับในการเลือกตั้งกรุงเทพฯ

พฤติกรรมแบบนี้ก็อยู่กับอาจารย์ชัชชาติด้วย จะเห็นว่าอดีตผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนต่างก็มีลักษณะแบบนี้ คนกรุงเทพฯ ชอบคนลุยงาน ชอบคนที่มีบุคลิกแปลกๆ บุคลิกที่ปะทะกับปัญหาอันเป็นผลมาจากปัญหาของคนกรุงเทพฯ ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่กรุงเทพมหานครเองจะแก้ไขได้

อันนี้เข้าใจได้ว่าเป็นเมืองพิเศษที่มันมีปัญหา พอเป็นแบบนี้ปั๊บ ความคาดหวังจึงไปอยู่ที่ตัวผู้สมัคร อยู่ที่บุคลิกของคนที่อาสามาเป็นผู้ว่าฯ ว่าจะท้าชนกับปัญหาอย่างไรบ้าง

: ประเด็นที่ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขต คิดว่าในอนาคตควรมีหรือไม่ เพราะอะไร?

สําหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต แต่ผมให้น้ำหนักอยู่ที่ประชากรแฝง นี่เป็นปัญหามากของ กกต. และเป็นปัญหาเรื่องการจัดการเลือกตั้งที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ อย่างกรุงเทพฯ มีประชากรแฝงประมาณ 10 ล้าน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 4.5 ล้าน แค่คน 10 ล้านมาอยู่อาศัย มาใช้ทรัพยากร เท่ากับว่ากรุงเทพฯ เองต้องแบกรับปัญหาของคนเหล่านี้ด้วย ซึ่งปัญหานี้มันไปพันกับตัวงบประมาณ ถ้าสามารถทำให้คนที่เป็นประชากรแฝงที่อยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ ใช้ทรัพยากรที่นี่มีส่วนรับผิดชอบเมืองนี้ ก็อาจต้องคิดถึงการเลือกตั้งให้เขาด้วย คือให้ประชากรแฝงมีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่

พัทยามีประชากรประมาณ 8 หมื่น ประชากรแฝง 8 แสน ซึ่งพัทยาต้องแบกรับปัญหาที่หนักหน่วงมาก แต่ถ้าคน 8 แสนมีโอกาสเลือกตั้ง และมีส่วนรับผิดชอบในการจ่ายภาษี จะทำให้ท้องถิ่นมีงบประมาณมากขึ้นในการบริหารจัดการ

ส่วนการเลือกตั้งนอกเขตและการเลือกตั้งล่วงหน้า บางครั้งคนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เช่น คนกรุงเทพฯ แต่ไปอยู่เชียงใหม่ คือเขาตัดขาดจากชุมชนท้องถิ่นไปแล้ว เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งนอกเขตหรือการเลือกตั้งนอกพื้นที่โดยที่ตัวเองไม่ได้สังกัดมันก็ไม่เมกเซนส์ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งระดับชาติที่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในภาพรวมทั้งหมด

: กรณี ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ส่วนตัวมองอย่างไร?

คิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ คือเข้าใจว่าการเลือกตั้งพร้อมกัน 76 จังหวัดมันก็จะสร้างกระแสการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยก็จริง

แต่ผมอยากจะให้ส่วนนี้ไปอยู่ที่จังหวัดนั้นๆ คือให้จังหวัดเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเลือกรูปแบบการบริหารจัดการอย่างไร คือทุกคนเห็นปัญหาแล้วว่าระบบราชการเป็นปัญหาจังหวัดแน่นอน

แต่โจทย์ใหญ่ก็คือ จังหวัดนั้นจะเลือกรูปแบบใดที่ลงตัวกับเขา โดยที่ไม่ได้ถูกกำหนดมาจากนักวิชาการหรือใครคนใดคนหนึ่งที่จะบอกว่าต้องเลือกตั้ง แต่พยายามให้จังหวัดได้เรียนรู้ ได้ออกแบบเหมือนจังหวัดจัดการตนเอง บางจังหวัดรูปแบบนี้มันดี บางจังหวัดเหมาะสมจะเป็นเมืองพิเศษ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย

คือผลักให้จังหวัดได้ออกแบบรูปแบบการจัดการปกครองตนเอง เพื่อให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากโครงสร้างราชการเดิมไม่สามารถที่จะนำพาสังคมได้อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน