ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สถานการณ์หลังเลิก MoU!
ความท้าทายที่คุมไม่ได้บนเวทีโลก
“สำหรับผม การได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MoU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้ว”
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
8 พฤษภาคม 2026
ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังไม่มีทีท่าจะคลายตัวออกได้นั้น ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกัมพูชา ย่อมเป็นหัวข่าวสำคัญ และเป็นที่สนใจของสังคมไทยเสมอ
ฉะนั้น หนึ่งในข่าวสำคัญของสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวลมาก่อนหน้านี้ และในที่สุดก็ได้เกิดขึ้นจริงคือ การที่ประเทศไทยน่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ตามกติกาของกฎหมายทะเล หรือ “UNCLOS” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลไทยเองประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ฉบับปี 2544 หรือ “MoU 2544” (ดังข้อความจากการโพสต์ของนายกฯ) ซึ่งทำให้กรอบการเจรจาแบบทวิภาคีที่มีอยู่แต่เดิมต้องสิ้นสุดลงตามไปด้วย
1) ทิศทางใหม่
การยกเลิกกรอบการแก้ปัญหาแบบทวิภาคีเช่นนี้ เป็น “จุดยืนใหม่” ที่ชัดเจนในเชิงนโยบายของฝ่ายไทยเอง ที่ประกาศมาโดยตลอดว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องการยกเลิก MoU 2544 จะเป็นด้วยเหตุผลของกระแสชาตินิยมหรืออะไรก็แล้วแต่ และรัฐบาลไทยจะใช้กรอบของ UNCLOS ในการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ซึ่งท่าทีเช่นนี้ถือเป็น “ทิศทางใหม่” ของการแก้ปัญหาข้อพิพาทของไทย
ผู้นำไทยมีความเชื่ออย่างมากดังที่ปรากฏจากถ้อยแถลงในวาระต่างๆ ว่าการใช้กฎหมายทะเลเต็มรูป โดยไม่พึ่งอยู่กับการใช้กรอบกติกาเดิมที่เป็นทวิภาคีของ MoU 44 จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ซึ่งการเสนอทางเลือกเช่นนี้มาจากการแสดงท่าทีทั้งภายนอกและภายใน ของผู้นำไทยทั้งในระดับของนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศมาโดยตลอด
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดผลสืบเนื่องที่จะตามมาจากการยกเลิก MoU 44 นั้น มีนัยสำคัญต่อการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลของไทยในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น “สิ่งใหม่” ที่จะเกิดหลังจากการประกาศยกเลิกดังกล่าว จึงเป็นประเด็นที่น่าต้องติดตามอย่างมาก อีกทั้งจะมีผลอย่างสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วย รวมถึงการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนทางทฤษฎีสำหรับการใช้กฎหมายทะเลเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐอื่นในอนาคตด้วย
2) กลไกใหม่
เราคงต้องยอมรับว่า MoU ทั้ง 2 ฉบับที่ไทยทำกับกัมพูชาในปี 2543 และ 2544 นั้น เป็นการสร้าง “กลไกทวิภาคี” ในตัวเอง ที่หากเกิดปัญหาและ/หรือข้อพิพาทขึ้นแล้ว รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีกรอบกำหนดชัดเจนว่า รัฐคู่พิพาทควรจะดำเนินการอย่างไรในการแก้ปัญหา
ดังนั้น การยกเลิกบันทึกปี 2544 จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า เราไม่สนใจกลไกทวิภาคีอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ในทางการทูตนั้น ทวิภาคีเป็นกลไกพื้นฐานในเบื้องต้นที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด และการแสดงท่าทีในแบบที่ต้องการเลิก MoU จึงมีนัยถึงการที่รัฐบาลไทยจะไม่ใช้กลไกทวิภาคีอีกต่อไป และเดินไปหาเครื่องมือใหม่ อันเท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองที่จะเป็นกลไกพหุภาคี เนื่องจากไทยได้ถอยออกจากทวิภาคีไปแล้ว
การประกาศดังกล่าวจึงกลายเป็นช่องทางในตัวเองให้ฝ่ายกัมพูชาเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยการยื่นร้องขอต่อสหประชาชาติ เพื่อทำให้ไทยต้องถูกกำหนดให้เข้าไปอยู่ในกลไกของ “การประนีประนอมภาคบังคับ” หรือ “การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) แม้จะมีกลไกอื่นๆ อยู่ แต่ในเบื้องต้น เมื่อกลไกการคุยแบบทวิภาคีไม่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว การเข้าสู่การประนีประนอมภาคบังคับจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะเกิดปรากฏการณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศไทยกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมที่จะเจรจาแบบทวิภาคีก่อน และกดดันให้ไทยต้องเข้าสู่เงื่อนไขของภาคบังคับอย่างไม่แฟร์ แต่เราอาจต้องยอมรับความจริงในตัวเองว่า เมื่อเราละทิ้งกลไกทวิภาคีแล้ว กัมพูชาจึงได้ช่องทางที่จะปฏิเสธการคุยในแบบดังกล่าว เพื่อเป็นการบีบให้ไทยต้องเข้าไปอยู่ในกลไกของการประนีประนอมภาคบังคับนั่นเอง ซึ่งก็คาดเดาไม่ยากว่า กัมพูชาจะเดินทางนี้
แม้ผลของการไกล่เกลี่ยจะไม่ผูกมัดรัฐคู่ภาคีในทางกฎหมาย แต่ก็เสมือนฝ่ายไทยไม่ยอมที่จะอ่านการเดินเกมของกัมพูชาตั้งแต่ต้น แต่ในทางกลับกัน หากดูจากการแสดงท่าทีของผู้นำไทยทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว กัมพูชาสามารถกำหนดเกมการต่อสู้กับฝ่ายไทยได้ไม่ยาก ดังปรากฏชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่า กัมพูชาจะเดินไปในทิศทางที่ไม่รับการเจรจาทวิภาคีแน่นอน และทั้งๆ ที่ฝ่ายไทยเองก็รู้ แต่กลับไปล้มเวทีทวิภาคีไปเสียเอง จนดูจะเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายกัมพูชาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3) ผู้กำกับใหม่
เมื่อรัฐคู่พิพาทต้องเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ซึ่งเป็นกลไกแบบพหุภาคีนั้น รัฐ 2 ฝ่ายจะเป็นผู้เลือกตัวแทนในฝ่ายตน โดยมีจำนวนฝ่ายละ 2 คน และคนทั้งสี่นี้จะไปหาตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธาน ดังนั้น คณะกรรมการประนีประนอมภาคบังคับจึงมีประธานและกรรมการรวมทั้งสิ้น 5 นาย ซึ่งจะทำหน้าที่ในการพูดคุยแทนคู่พิพาทแต่ละฝ่าย จนในที่สุดเมื่อมีข้อยุติออกมาในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ รัฐคู่พิพาทก็จะได้รับทราบผลนั้น แต่ผลเช่นนี้ก็มิได้มีผลผูกพันรัฐทั้ง 2 ฝ่ายให้ต้องทำตาม ต่างจากคำตัดสินของศาลโลก ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงต่อรัฐ
กระนั้น ก็คงต้องยอมรับว่าข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประนีประนอมนั้น ย่อมมีผลในทางการเมืองต่อรัฐคู่พิพาททางหนึ่งทางใดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะคิดแต่เพียงว่า ถ้าคำชี้แนะออกมาไม่ถูกใจเราแล้ว เราจะไม่ยอมทำตาม หรือไม่ใส่ใจกับคำประนีประนอมนั้น อาจจะเป็นความคิดที่ง่ายเกินไป หรือจะคิดว่าไทยในความเป็นรัฐใหญ่ต้องได้เปรียบเสมอไปนั้น ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เป็นจริงในเวทีระหว่างประเทศ เพราะอาจจะต้องตระหนักว่า การต่อสู้ชุดนี้เริ่มต้นด้วยความเสียเปรียบของฝ่ายไทย ที่เสมือนไม่ยอมอ่านการเดินเกมของฝ่ายกัมพูชา แต่เรากลับพาตัวเองเดินเข้าไปในเกมของฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นเวทีพหุภาคี แทนที่จะรักษาเวทีทวิภาคีไว้ดังเดิม
อีกทั้งถ้าเราเห็นบทเรียนการต่อสู้ในเวทีทางการทูตแล้ว ตัวแบบจากการต่อสู้ระหว่างติมอร์กับออสเตรเลียในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ และสุดท้ายแล้ว ติมอร์เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ ซึ่งบทเรียนจากกรณีดังกล่าวน่าจะเป็นสัญญาณเตือนฝ่ายไทยถึงการต่อสู้ด้วยตัวแบบเช่นนี้ เว้นแต่ฝ่ายไทยต้องการใช้กระบวนการนี้ล้มกติกาเดิมทุกอย่าง เพื่อที่จะเดินไปสู่ความต้องการใหม่ในทะเล อันเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไป
ปัญหาของฝ่ายไทยในปัจจุบันเมื่อกลไกทวิภาคีในเรื่องทางทะเลได้ยุติไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปไทยจะเตรียมตัวอย่างไรกับการต่อสู้ในเวทีพหุภาคี การนั่งบ่น (ด่า) ด้วยความรู้สึกโกรธที่กัมพูชาไม่ยอมคุยทวิภาคีกับเรา ก่อนที่จะไปใช้กลไกประนีประนอมภาคบังคับ อาจจะไม่ช่วยอะไรได้มากนัก
ในภาวะเช่นนี้ ผู้นำไทยต้องตอบคำถามเฉพาะหน้าให้ได้ว่า ใครจะเป็นคนที่รัฐบาลไทยเลือกเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของไทยในคณะผู้ไกล่เกลี่ย และหลังจากการตั้ง “คณะผู้ไกล่เกลี่ย” แล้ว ประมาณว่า กระบวนการนี้จะใช้เวลาราว 12 เดือน ซึ่งถ้าทุกอย่างเดินไปในทิศทางเช่นนี้ เราจะรับทราบผลการไกล่เกลี่ยก่อนปลายปี 2570
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของบางกลุ่มที่เชื่อว่า ไทยจะต้องไม่รับกลไกนี้ และจะรับเฉพาะกับการคุยทวิภาคีเท่านั้น ซึ่งตอบในปัจจุบันได้ว่า เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะเราไปละทิ้งกลไกเดิมไปก่อนแล้ว อันทำให้ทางเลือกในอนาคตมีเพียงประการเดียว คือ การเตรียมคน เตรียมข้อมูล และเตรียมความเข้าใจในการเผชิญกับกลไกใหม่ของ UNCLOS ที่เป็นกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ
4) กติกาใหม่
สิ่งที่สิ้นสภาพตามไปกับคำประกาศในการยกเลิก MoU 44 คือการสิ้นสุดขอบการผูกโยงประเด็นสำคัญ 2 เรื่องไว้ด้วยกันคือ “การพัฒนาร่วมทางทะเล” กับ “การแบ่งเขตทางทะเล” ซึ่งบันทึกเดิมได้ผูกทั้ง 2 เรื่องนี้เข้าด้วยกัน จะแยกทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดไม่ได้ หรือเกิดภาวะบังคับให้ต้องทำคู่ขนานในแบบ “2 ขา”
แต่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ทั้ง 2 ประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันคือ ฝ่ายกัมพูชาต้องการแสวงหารายได้จากการให้สิทธิสัมปทานในเรื่องของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก่อน แต่ฝ่ายไทยมีความกังวลในเรื่องของการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลก่อน
การผูกทั้ง 2 เรื่องเข้าด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายไทยอาศัยความต้องการทางเศรษฐกิจของกัมพูชา มาเป็นตัวผลักดันให้กัมพูชาต้องสนใจในเรื่องของเส้นเขตแดนด้วย อีกทั้งการผูกในลักษณะเช่นนี้ในส่วนของฝ่ายไทยเองคือ การป้องกันไม่ให้ “กลุ่มเศรษฐกิจการเมืองไทย” เข้ามาแสวงหาประโยชน์ด้านพลังงาน โดยไม่ยอมทำในเรื่องของเส้นเขตแดน
การที่กลุ่มเหล่านี้สามารถมาหาผลตอบแทนจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยไม่สนใจกับปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลนั้น เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริบทของการเมืองไทย ที่กลุ่มทุนมีอำนาจและอิทธิพลอย่างมาก ซึ่งการเลือกทำเช่นนั้นอาจทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองของรัฐบาลไทยลดลง
ดังนั้น ในมิติของเงื่อนไขของความตกลง การตัดสินใจเลิก MoU 44 คือการ “รื้อทิ้ง” กติกาเดิม และการเดินหน้าไปกับ UNCLOS จึงเป็นการเปิดช่องให้เกิด “กติกาใหม่” ที่สามารถทำขาเดียวได้ อันจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มทุนทั้งหลายสามารถเข้ามาแสวงประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ง่าย และไม่มีผลผูกพันกับการทำเส้นเขตแดนทะเลในแบบเงื่อนไขเดิมอีกต่อไป หรือเกิด “ความสนใจด้านเดียว” เฉพาะเรื่องทรัพยากร
ฉะนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่า ใครจะเข้ามาเป็นผู้รับสัมปทานในพื้นที่ข้อพิพาทนี้ในอนาคต การรื้อกติกาเก่า จะมีนัยถึงการมาของ “กลุ่มทุนพลังงานใหม่” ใช่หรือไม่… หรือว่าทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นรัฐบาลในวันที่อนุมัติสัมปทาน แม้เราจะตอบคำถามไม่ได้ในวันนี้ แต่เราจะเห็นคำตอบนี้ชัดเจนในอนาคตอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ ก็หวังว่า “ชาตินิยมเลิก MoU” ที่ดึงความสนใจของสังคมให้มาอยู่กับเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเลอย่างเข้มข้นนั้น จะไม่เป็นเพียงละครการเมืองที่จัดแสดงเพื่อเปิดทางให้แก่ “ทุนใหม่-ผลประโยชน์ใหม่” ทางด้านพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอ่าวไทยในอนาคต!
