bg-single

ทำไมสังคมไทย ไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา?

11.07.2026


โดย ธงชัย วินิจจะกูล

[ปาฐกถาในการแถลงข่าวเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 ถึงงานเทศกาลสันติภาพ 2026 : “จากควังจู ถึง 6 ตุลา” ในวันที่ 17-19 สิงหาคม 2569 โดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล]

เรามักพูดกันถึง “บทเรียน” จากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่ไม่พึงให้เกิดขึ้นอีก

แต่ทำไมจึงดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือว่า 6 ตุลาไม่มีบทเรียนที่มีค่าพึงเรียนรู้?

เกือบ 50 ปีผ่านไปนับจากที่มหิดลสูญเสียวิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์, อับดุลรอเฮง สาตา, สุรสิทธิ์ สุภาภา, สัมพันธ์ เจริญสุข, วีระพล โอภาสพิไล ไม่ใช่เพียงแต่ 6 ตุลาเท่านั้นที่สังคมไทยดูเหมือนไม่เรียนรู้อะไรเลย แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากโศกนาฏกรรมทางการเมืองระหว่างรัฐกับประชาชนแทบทุกกรณี

หลายกรณีถูกลืมหรือถูกเพิกเฉยจนคดีหมดอายุความ หรือราวกับไม่เคยเกิดขึ้น มีแต่คนที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์เหล่านั้นเฝ้าเตือนให้สังคมไทยอย่าลืม ไม่ว่ากรณีตากใบ ความขัดแย้งรัฐกับคนเสื้อแดง หรือคนที่สูญหายด้วยเหตุทางการเมือง แม้แต่กรณีที่รัฐยอมให้มีอนุสาวรีย์และพิธีให้ทุกปีอย่าง 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 หากพิจารณาอย่างจริงจังจะพบว่ารัฐและสังคมไทยก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรสักเท่าไรเช่นกัน

แม้กระทั่งเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างมากและยาวนานอย่างการปฏิวัติ 2475 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เราสามารถเรียนรู้ได้บทเรียนมากมาย ไม่ว่าจะมองจากอุดมการณ์หรืออคติทางการเมืองของฝ่ายใด ก็ยังถูกเพิกเฉยอยู่เป็นเวลานาน ทำราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ครั้นผู้คนสนใจมากขึ้น รัฐและผู้ทรงอำนาจกลับเดินหน้าทำลายลบล้างมรดกของการปฏิวัติครั้งนั้นที่ยังเหลือเตือนความทรงจำของเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารตลอดถนนราชดำเนิน ชื่อของสถานที่ สะพาน ฯลฯ

อีกไม่นานอาจจะรวมถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือมากกว่านั้น

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ “ทำไม?”

ทั้งประวัติศาสตร์และบทเรียนเป็นเรื่องของความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ เป็นการหวนย้อนไปคิดถึงอดีตจากปัจจุบัน

ปัจจุบันย่อมอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขปัจจัยที่เป็นบริบทของทั้งการผลิต การเผยแพร่ และการรับรู้ (หรือบริโภค) ความรู้นั้นๆ

ความรู้เหล่านี้ก็ไม่ต่างความรู้ประเภทอื่นๆ คือบริบทมีอิทธิพลโน้มน้าวว่าจะสร้างความรู้ไปในทิศทางไหน อย่างไร หรือถึงขนาดเป็นกรอบว่าอะไรสามารถรู้ได้ ห้ามรู้ หรือเป็นแค่ความรู้ขอบๆ หรือยังไม่สามารถคิดได้ (unthinkable)

ปัจจัยเหล่านี้โน้มน้าวว่าเราจะมองอดีตอย่างไร จะสรุปอะไรเป็นบทเรียน หรือบ่อยครั้งถึงขนาดเป็นกรอบกำหนดขอบเขต กำหนดว่าอะไรคิดได้ หรือเกินไป ห้ามคิด ไม่ควรคิด
ตัวอย่างเช่น 6 ตุลา – ในขณะที่มีพลังทางการเมืองสารพัดฝ่ายเข้าคลุกคลีต่อสู้ต่อรองกันในช่วงเวลาขณะนั้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เงื่อนไขปัจจัยที่สำคัญคือ เราห้ามคิดไปถึงผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งซึ่งยังมีอำนาจอยู่ในเวลาต่อมา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้มีอำนาจเหล่านั้นซึ่งหมายถึงเป็นอันตรายต่อเราเองด้วย

บทเรียนสำคัญบางประการจึงอยู่นอกเหนือขอบเขตที่เราได้รับอนุญาตให้สามารถคิดได้ แต่ตัวอย่างเรื่องผู้มีอำนาจและภัยที่อาจเกิดกับตัวเราเองดังที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุด ปัจจัยที่เข้าใจยากกว่าได้แก่ วัฒนธรรมและอุดมการณ์ที่มักกระทำต่อความคิดของเรา จำกัดความคิดของเราโดยไม่รู้ตัว

กล่าวอย่างรวบยอด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทำให้เราไม่เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับ 6 ตุลา มี 3 ประการคือ

ประการแรก ความเงียบของประวัติศาสตร์เนื่องมาจากความอิหลักอิเหลื่อของความทรงจำต่อ 6 ตุลา

เพราะ 6 ตุลาขัดฝืนกับเรื่องเล่าที่เป็นมาตรฐานของประวัติศาสตร์ไทย

ไม่ใช่การต่อสู้กับศัตรูต่างชาติ ไม่ใช่วีรกรรมของชนชั้นนำ แต่รัฐเป็นฝ่ายกระทำ รังแกประชาชนของตนเอง… อำนาจไม่ได้กรุณาหรือคุ้มครองราษฎร… และสังคมไทยไม่สันติ โหดร้ายราวกับไม่ไช่เมืองพุทธ ฯลฯ

6 ตุลาจึงเป็นสิ่งผิดปกติขัดฝืนกับสปิริตของประวัติศาสตร์ไทยและความเป็นไทย

6 ตุลาเป็นประวัติศาสตร์อิหลักอิเหลื่อที่สังคมไทยไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี รู้ทั้งรู้ว่ามันมีอยู่แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับ รู้ทั้งรู้ว่าคนผิดลอยนวลพ้นผิด สังคมไทยกลับทำเป็นมองไม่เห็น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรได้

ผมได้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของความเงียบงันในช่วง 40 ปีหลังเหตุการณ์เป็นหนังสือเล่มหนึ่งไปแล้ว

กล่าวอย่างย่อ 20 ปีแรก ความเงียบงันครอบคลุมครอบงำความรับรู้เกี่ยวกับ 6 ตุลา ภายใต้กระแสสังคมที่เรียกร้องความสมานฉันท์สามัคคี ให้ช่วยกันลืม อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ บวกกับความรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์อย่างกระท่อนกระแท่นแต่เริ่มต้น

แต่ความเงียบไม่ได้หมายถึงการหลงลืม เพียงแต่ไม่สามารถจะสื่อออกมาได้ว่าเราจำอะไรได้บ้าง

20 ปีถัดมา ความรับรู้ 6 ตุลาขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่มีขีดจำกัดอย่างจะเห็นได้ชัด นั่นคือ ความโหดร้ายของวันนั้นเป็นที่รับรู้กันกว้างขวางจนแทบจะเรียกว่า ถึงปัจจุบันผู้คนในสังคมไทยพอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ห้ามถามว่าใครทำ

6 ตุลาจึงไม่มีการสะสางอย่างจริงจังเพื่อสถาปนาบรรทัดฐานในสังคมว่าอะไรผิด ห้ามทำ ไม่มีการทำให้ต้องมีผู้รับผิดชอบต่ออาชญากรรมตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เพราะถือว่าได้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแล้วตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกลบฝังให้เงียบ

ทั้งหมดนี้มีส่วนให้การคิดจริงจังถึงบทเรียนจึงแทบไม่เกิดขึ้น อย่างเก่งก็ได้แต่บทเรียนที่ผิวเผินแบบสามัญสำนึก เช่น ไม่น่าใช้ความรุนแรงต่อกันเลย ควรสามัคคีกัน แล้วก็กลับไปเหมือนเดิมราวกับไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา

ประการที่สอง เงื่อนไขปัจจัยทางปัญญาที่ตีกรอบกำหนดว่าอะไรเป็นบทเรียน อะไรไม่นับเป็นบทเรียน

บทเรียนถูกกำหนดทำนองเดียวกับความรู้ประวัติศาสตร์ว่าอะไรเรารับรู้ได้ อะไรห้ามรับรู้

ความรู้ที่ผิดแผกขัดฝืนกับอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ของไทยก็ยากจะอยู่ได้ ดังนั้น จะดึงบทเรียนอะไรออกมาก็ยังต้องให้อยู่ในกรอบของความรู้ประเภทที่เรียกว่าบทเรียนอีกด้วย

เช่น ถ้าเราสร้างบทเรียนว่า ทหารหรือตำรวจโหดร้าย ควรต้องปฏิรูปกลไกที่ถืออาวุธให้มีอำนาจจำกัด คงยากจะถือว่าเป็นบทเรียนที่ยอมรับได้ หรือเผยแพร่ได้ ต่อให้เป็นความจริงก็เถอะ

เราถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์มาแต่เยาว์วัยจนเคยชิน บวกกับวัฒนธรรมที่ยอมรับอำนาจและความรู้ว่าด้วยบทเรียนจากอดีตที่เผยแพร่โดยอำนาจ

ผู้คนจึงมักพอใจกับบทเรียนอย่างง่ายๆ ผิวเผิน ไม่ต้องคิดหรือใช้ปัญญาสักเท่าไร แต่ได้ยินกันมาจนเคยชิน เช่น ความสามัคคี อย่าใช้ความรุนแรงกันอีกเลย ฯลฯ

บทเรียนเหล่านี้ไม่ใช่ผิด ที่สำคัญคือมันไม่มีทางผิด พูดเมื่อไรก็ไม่มีผิด แถมยังใช้ได้กับแทบทุกกรณี และทุกคนสามารถเห็นด้วยได้ ทั้งยังทำให้ผู้พูดดูดี

ดังนั้น จึงไม่ใช่บทเรียนที่เป็นรูปธรรมและไม่นำไปสู่การปรับปรุงปฏิรูปเปลี่ยนแปลงใดๆ

สังคมไทยไม่ขบคิดอย่างจริงจังถึงบทเรียนอื่นที่สำคัญและส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือก่อให้เกิดกลไกที่ป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นอีก

ประการที่สาม วัฒนธรรมทางปัญญาที่อ่อนแอ

เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สองข้อแรกดำเนินเรื่อยมาโดยไม่ถูกท้าทาย วัฒนธรรมทางปัญญาที่เข้มแข็งจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการต่อสู้เปลี่ยนแปลงสองข้อแรก

ผมยกข้อนี้มากล่าวถึงในวันนี้ เพราะวัฒนธรรมทางปัญญาที่เข้มแข็งเป็นภารกิจของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงสถาบันเพื่อฝึกฝนช่างฝีมือชั้นสูง มหาวิทยาลัยมีภารกิจเป็นปัญญาของสังคม ทั้งในการสร้างปัญญาชนของสังคม และสร้างคุณูปการทางปัญญา เผยแพร่ความรู้ สร้างความรู้ใหม่ๆ

รวมถึงการต่อสู้เพื่อทลายขีดจำกัดของความรู้ที่มีอยู่เดิม กล่าวอีกอย่าง มหาวิทยาลัยมีภารกิจทั้ง learning และ unlearning ไปพร้อมกัน

ความอ่อนแอของวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทยแสดงออกที่ความอ่อนแอของมหาวิทยาลัย คุณสมบัติที่เป็นดัชนีสำคัญที่สุดคือ ขาดความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคหรือขีดจำกัดของความรู้ที่มีอยู่

มหาวิทยาลัยไทยสามารถโอ้อวดได้เรื่อยว่าอันดับเท่าไรของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็รู้ตัวเองตลอดเวลาว่าไม่เคยต่อสู้กับหลายเรื่องหลายกรณีซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นช้างตัวเบ้อเริ่มของสังคมไทย ซึ่งมีหลายตัวเหลือเกิน

ช้างตัวหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไม่กล้าเผชิญหน้าก็คือ 6 ตุลานี่แหละ ทั้งๆ ที่มีนักศึกษาของตนเสียชีวิตไปโดยไม่มีการสะสาง 50 ปีมาแล้ว

แน่นอน ทุกสถาบันทุกหน่วยงานจะตอบว่า เพื่อความอยู่รอด

แม้แต่มหาวิทยาลัยไทยที่เรียกว่านอกระบบ เป็นอิสระ เอาเข้าจริงยังพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐสูงถึง 30 – 40% ไม่เพียงเท่านั้น ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยหมายถึงการทำตัวเป็นเด็กดีของคนมีอำนาจ ไม่ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายในสายตาของ “ลูกค้า” และผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย

ผมขออภัยที่ต้องมากล่าวถึงความไม่สามารถของมหาวิทยาลัยในแง่นี้ เพราะความอ่อนแอทางปัญญาสะท้อนออกและถูกผลิตซ้ำด้วยสถาบันต่างๆ ทางปัญญาในสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือบอกว่าตนไม่เกี่ยว

แต่ผมยังมีความหวังว่า เป็นไปได้ที่มหาวิทยาลัยจะเป็นปราการทางปัญญาที่เข้มแข็ง

การที่มหาวิทยาลัยมหิดลจะจัดให้มีรายการสัมมนาครั้งสำคัญ “ถอดบทเรียน 50 ปีการพัฒนาประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เพื่อสังคมสันติประชาธรรมจากควังจู เกาหลีใต้ ถึง 6 ตุลา ประชาธิปไตยไทย” ในวันที่ 17-19 สิงหาคมนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดี แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ก็ตาม

เราสามารถเรียนรู้จากสังคมอื่นประเทศอื่นที่มีประสบการณ์ทำนองเดียวกันได้

เรียนรู้จากสังคมเกาหลีว่าทำไมเขาจึงสามารถข้ามพ้นความเงียบและความอิหลักอิเหลื่อกับความโหดร้ายที่ควังจูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2523 ซึ่งโหดยิ่งกว่า 6 ตุลามากมายนัก เพราะเป็นการปราบปรามรุนแรงมากหลายวันและกระจายไปทั้งเมือง

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทลายขีดจำกัดทางปัญญา เปลี่ยนปัญญาที่อ่อนแอเป็นเข้มแข็ง มีการรื้อฟื้นให้สังคมตระหนักถึงโศกนาฏกรรมที่ควังจู แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ด้วย

การจัดงานในเดือนสิงหาคมนี้จึงมีทั้งความหมายมาก และหวังว่าจะส่งผลกระทบทั้งต่อความรู้ของสังคมและต่อมหาวิทยาลัย เพราะแสดงถึงความกล้าหาญทางปัญญา ที่กล้าเข้าไปสำรวจช้างที่เรียกว่า 6 ตุลาซึ่งอีกหลายสถาบันยังทำเป็นมองไม่เห็น

ทั้งๆ ที่เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเสียสละชีวิตในการต่อสู้ตามอุดมคติของพวกเขา อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของสถาบันทางปัญญาอย่างมหาวิทยาลัย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พลิกยุทธศาสตร์เพื่อนบ้าน | สุรชาติ บำรุงสุข
อย. ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย เผาทำลายของกลางผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย 31 ตัน มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
ส่องลึกอิหร่าน: 10) ฝ่ายค้าน : พวกกษัตริย์นิยมและมูจาฮีดีน
คำถามแห่งศตวรรษ: ระบบทุนนิยมกำเนิดมาได้อย่างไร (1)
วรวงศ์ ชี้ชัด นโนบาย ”ข้าวแกง 40 บาท“ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แนะ รัฐบาลเลิกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ให้แก้ปัญหาให้ถูกจุดที่ต้นตอ
ซีพี กับภาระอันหนักอึ้ง
SONG SUNG BLUE | ‘มิตรรักนักเพลง’
ย้อนรอย ครูเบญ ถึง ครูนิ่ม ซ้ำซาก วิกฤตระบบสอบครู
Songs in the Key of Life : ใต้เงาจันทร์
‘บางสิ่งที่สูญหาย’ กับการกลายเป็นผีในความสัมพันธ์
รู้จัก อับบาส อะรอกชี จากทหาร IRGC สู่รัฐมนตรีผู้หยุดสงคราม
อนาคตการทำงาน คือ ‘ความเป็นคน’