‘แถลงการณ์ชนชั้นนายทุน’ (Capitalist Manifesto) ปริศนาทรัมป์ในโบสถ์ของระบบทุนนิยมโลก
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- อ่าน วิกฤตพลังงาน วิกฤตระบบทุนนิยม
- อ่าน สงครามและจริยธรรม ในประวัติศาสตร์สหรัฐ
- อ่าน ความคิดของมาก้า (MAGA) คืออะไร
- อ่าน อำนาจมักทำให้เสื่อม อำนาจที่สัมบูรณ์ยิ่งทำให้เสื่อมอย่างสัมบูรณ์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
ผมสังเกตว่าคนที่ติดตามข่าวและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ใช่สาวกหรือญาติธรรมเขา มักหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก เพราะการกระทำและปฏิบัติตัวของเขานั้นเรียกว่าแหวกแนวแหกคอกอย่างไม่เคยเห็นผู้นำประเทศไหนเขาทำกัน ยิ่งเป็นประเทศใหญ่โตมโหฬารและทรงอำนาจทั้งทางภูมิปัญญาและกำลังเหนือใครในโลกด้วย ยิ่งทำให้คนรับข่าวสารแม้ไม่ใช่พลเมืองประเทศนั้นก็ตาม ก็อดความรู้สึกที่เป็นด้านลบต่อเขาไม่ได้
หลายคนสรุปว่าทรัมป์เป็นคนหลงตัวเอง คิดแต่ประโยชน์ของตนและพวก และบ้างไปไกลถึงว่าเขาเป็นนักแสดงทีวี ไม่รู้อะไรในเรื่องนโยบายรัฐที่เขากระทำด้วย ส่วนคนที่คิดว่าเขาเป็นโรคจิตสมองเสื่อมหรือสติเสียหรือจิตเภทเราตัดประเด็นนี้ออกไปก่อน
ในส่วนความรับรู้ของผมนั้น แรกๆ ก็ตื่นเต้นและประหลาดใจแต่ไม่ถึงกับอารมณ์เสียและหงุดหงิดไปมากนัก เนื่องจากผมเรียนและคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์อเมริกามาพอสมควร เลยพยายามค้นหาแบบแผนการปฏิบัติและแนวความคิดแบบของทรัมป์และมาก้าว่าเคยมีบ้างไหมในประวัติศาสตร์อเมริกา
แม้ตัวอย่างและความคิดเอียงขวาสุดขั้วของทรัมป์จะไม่เหมือนกับในอดีตเสียทั้งหมด แต่ก็พอหาร่องรอยและรากเหง้าในการปฏิบัติของผู้นำการเมืองอเมริกันในอดีตที่ใกล้เคียงกันได้บ้าง ทำให้ผมมองพฤติการณ์ของทรัมป์อย่างมีระบบและอธิบายได้ด้วยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อเมริกาเองได้
ปรากฏว่าวิธีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างที่ผมทำนั้น ทำให้ผมมองทรัมป์และรัฐบาลเขาอย่างมีเหตุมีผลและเข้าใจได้ระดับหนึ่ง กลายเป็นว่าผมกำลังเอียงข้างไปทางทำให้พฤติการณ์และความสุดขั้วที่ไร้หลักการและเหตุผลของเขากลายเป็นสิ่งที่มีหลักการและความเป็นเหตุผล แม้หลักการและเหตุผลนั้นจะได้เกิดมาก่อนแล้วราวเกือบสองศตวรรษ
นั่นคือราวกลางศตวรรษที่ 19 ถึงสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ไม่ปกติและไม่เกิดแบบนั้นอีกเลย ดังนั้น การนำเอาประวัติศาสตร์ปัจจุบันไปเปรียบกับประวัติศาสตร์ยุคสงครามกลางเมืองจึงอาจทำให้เกิดความเบี่ยงเบนและไม่อาจเปรียบกันได้อย่างจริงจัง นอกจากจะเอามาเล่าทำนองว่าเคยมีการคิดและพูดทำนองคล้ายกัน แต่นอกจากนั้นแล้วสองระยะประวัติศาสตร์นี้ไม่มีอะไรเหมือนหรือนำมาเป็นตัวแบบในการศึกษาเพื่อความเข้าใจในการปฏิบัติปัจจุบันได้อย่างถูกต้องได้เลย นั่นคือสาเหตุที่ผู้อ่านบทความผมและมิตรสหายไม่ค่อยแน่ใจว่าผมกำลังเสนอความคิดอะไร ดูตัวอย่างบทความเรื่อง “ความคิดของมาก้า (MAGA) คืออะไร” (มติชนสุดสัปดาห์ 19/01/2569)
ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนแนวทางและวิธีการในการศึกษาปรากฏการณ์ทรัมป์เสียใหม่ คราวนี้ผมมองไปในบริบทของทรัมป์และคณะและการดำรงอยู่ของสหรัฐในโลกปัจจุบัน ซึ่งในทางวิธีการสังคมศาสตร์ก็คือการมองแบบหน้าที่โครงสร้างนิยม (functional-structuralism) มักจะเป็นทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ พยายามหาว่าอะไรคือจุดหมายของการปฏิบัตินโยบายต่างๆ ของเขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีเรื่องรูปธรรมและผลกระเทือนจากการกระทำของเขามากมาย ไม่ว่าในการทำลายระบบบริหารและปกครองแบบเสรีนิยมที่อเมริกาดำเนินมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึงครั้งที่สองและหลังจากนั้นมาอีกหลายสงคราม

หลักๆ ของผลสำเร็จในระยะแรกของสหรัฐ ได้แก่ การสร้างความมั่นคงแก่ระบอบประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ภาษาและศาสนา
กล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นประเทศสมัยใหม่แห่งแรกที่ประสบความสำเร็จมากแทบที่สุดในการสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยเสรีที่ให้สิทธิการเมืองแก่พลเมืองที่หลากหลายที่สุด แม้ยังไม่สมบูรณ์และไม่เท่าเทียมกัน เช่น คนผิวดำและสตรีทั้งขาวและดำยังถูกกีดกันไม่มากก็น้อย ตามสภาพของชนชั้นและฐานะทางสังคม แต่ก็มีคนกลุ่มน้อยค่อยๆ ยกระดับชีวิตและการงานเข้าไปเสริมสร้างระบบการศึกษา การวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมกันมากขึ้น
ผมสังเกตว่านักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้านต่างๆ ไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในอเมริกามาจากคนเชื้อสายอินเดีย อาหรับ จีน ยุโรปตะวันออก ฯลฯ มีให้เห็นแทบทุกหน่วยงาน ทั้งหมดเป็นหลักฐานรองรับคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ว่าสหรัฐเป็นประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติมากที่สุด
หากนับว่าการสร้างประชาธิปไตยที่มีหลากหลายเชื้อชาติเป็นความสำเร็จของอเมริกานับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็ต้องกล่าวว่าบัดนี้ความสำเร็จและจุดเด่นของประชาธิปไตยในอเมริกากำลังถูกประธานาธิบดีทรัมป์และคณะบั่นทอน กัดเซาะและทำลายลงทีละน้อยๆ หากพรรครีพับลิกันหลังจากทรัมป์หมดอำนาจแล้ว ยังยืนยันจะดำเนินนโยบายในประเทศแบบของทรัมป์ คือการทำลายแบบแผนและโครงสร้างสังคมแบบเสรีนิยมที่หลากหลายลงไป เราก็จะเห็นสหรัฐในรูปโฉมใหม่ที่จะค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคืออเมริกาที่ไม่เหมือนเดิม ที่ไม่ต้อนรับไม่ให้ความเท่าเทียมและยุติธรรมแก่คนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่างๆ ที่ไม่ใช่คนผิวขาวแองโกล-แซกซอนอย่างทรัมป์และครอบครัว นั่นคือที่มาของการใช้นโยบายกำจัดและกีดกันคนที่อพยพเข้าประเทศ (immigrants) อย่างหนักหน่วง
กล่าวได้ว่านโยบายในประเทศที่ได้รับการสนับสนุนและชื่นชมในประสิทธิภาพของมันในขณะนี้ของเขา คือการสร้างกำแพงปิดประเทศตามชายแดนประเทศจากเม็กซิโกถึงแคนาดา ตามด้วยการเล่นงานมิตรประเทศใกล้ชิดที่เคยเป็นมิตรใกล้ชิดและหรือด้วยสัมพันธภาพทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน (เช่น กรุงสยาม) ด้วยกำแพงภาษีและข้อกล่าวหาค้ายาเสพติด เป็นต้น
ประเด็นต่อไปคือ การหาเป้าหมายของโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจการเมืองที่รองรับนโยบายและวิสัยทัศน์ของทรัมป์และคณะว่าคืออะไร โดยทั่วไปเขาก็เน้นไปที่การสร้างชีวิตคนอเมริกันที่ดีขึ้น ใช่แล้วต้องทำให้เป็น “อเมริกาที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) หากมองกลับไปในประวัติศาสตร์อเมริกา (ที่ไม่ยาวนัก) ปัจจัยที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่อเมริกานับแต่ได้เอกราชมาก็คือระบบทุนนิยมสมัยใหม่นั่นเอง สหรัฐ (รวมแคนาดาด้วย) เป็นตะวันตกเพียงประเทศเดียวที่ไม่เคยมีมรดกและการปกครองโดยระบบฟิวดัลหรือเจ้าที่ดินศักดินาแบบยุคกลางเลย
กล่าวได้ว่าพอเกิดก็เป็นระบบทุนแบบอาณานิคมเลยก่อนจะเป็นทุนการค้าแล้วเป็นทุนอุตสาหกรรม ข้อได้เปรียบคืออเมริกาจึงไม่มีชนชั้นจารีตที่ดักดานและเปลี่ยนแปลงยาก
การอวดบารมีในอเมริกาจึงกระทำผ่านการครอบครองทรัพย์สินมากกว่าตระกูล ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทย
ชนชั้นปกครองอเมริกันโดยโครงสร้างและประวัติศาสตร์จึงต้องเป็นทุนนิยม เป็นชนชั้นอื่นยาก แม้คนชั้นล่างก็เป็นหรือคุ้นเคยกับวิธีคิดแบบทุนนิยมมากกว่าแบบระบบศักดินาหรือเจ้าที่ดิน แม้ตอนที่ระบบทาสเติบใหญ่ครองภาคใต้ทั้งหมด ชนชั้นนายทาสอเมริกันก็มีสำนึกแบบนายทุนมากกว่าแบบนายทาสหรือเจ้าศักดินาในยุคก่อน เมื่อโครงสร้างและอุดมการณ์แห่งรัฐนับแต่วันแรกที่เป็นมหาชนรัฐเป็นทุนนิยม ชนชั้นปกครองและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจึงไม่ต้องสร้างวาทกรรมในการปกครองและการเมืองที่ให้น้ำหนักแก่ระบบทุน ตรงข้ามคนเหล่านั้นพากันสร้างและจินตนาการทฤษฎีการเมืองและระบบราชการของพวกเขาให้เป็นระบบที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและมนุษยธรรมอันสูงส่ง ซึ่งเป็นอุดมการณ์เสรีนิยมที่ครองอำนาจเหนือความคิดก่อนทุนนิยมทั้งหลายอยู่
เช่นนั้นเองที่การกดขี่ขูดรีดทางชนชั้นภายใต้ระบบอาณานิคมและจักรวรรดินิยมจึงถูกอธิบายและปกป้องด้วยปรัชญาแสงสว่างและความเป็นวิทยาศาสตร์ ดังเห็นได้จากความคิดที่ยอมรับนับถือกันทั่วโลกว่าด้วยความก้าวหน้า นโยบายการปกครองของรัฐสมัยใหม่ก็เต็มไปด้วยเหตุและผล ไม่มีผลประโยชน์และความรู้สึกส่วนตัวของใครเข้ามามีส่วนได้เลย คำประกาศเอกราชมาถึงรัฐธรรมนูญอเมริกาสลักจารึกด้วยวิญญาณของปรัชญาเสรีนิยมอย่างล้นหลาม คำพูดทุกคำถึงคำอำลาจากตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของจอร์จ วอชิงตัน ถูกสอนให้ท่องจำจนขึ้นใจว่าเป็นมหาบุรุษที่บริสุทธิ์เหมือนกับราชาปราชญ์ในยุคกรีกโรมันโบราณ เมื่อครบวาระการเป็นประธานาธิบดีก็กลับไปทำอาชีพชาวไร่ต่อไป ไม่ใช่นักการเมืองแบบจักรภพอังกฤษที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งและคอร์รัปชั่นในรัฐบาลและราชสำนัก
รูปสลักหินอ่อนของวอชิงตันในวาระครบหนึ่งศตวรรษจึงถูกแกะสลักให้เหมือนซูสเทพเจ้ากรีกที่มอบดาบเสรีภาพให้คนอเมริกัน เรื่องการมีทาสในไร่นับร้อยคนของจอร์จ วอชิงตัน และโทมัส เจฟเฟอร์สัน จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครรู้จัก
การเข้าสู่สงครามกับสเปนในคิวบาและต่อไปยังฟิลิปปินส์ จนถึงสงครามเวียดนาม รัฐบาลอเมริกันก็ยืนยันว่าได้ดำเนินไปบนหลักการเพื่อปลดปล่อยคนที่ถูกเจ้าอาณานิคมยุโรปกดขี่เอาเปรียบ อเมริกันมาเพื่อช่วยเหลือและจะสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่าให้แก่คนพื้นเมืองเหล่านั้น ไม่ได้ต้องการเอาประโยชน์อะไรจากพวกเขาเลย จนกระทั่งถึงวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ที่คำพูดและการกระทำในนามของรัฐบาลทุกอย่างล้วนเดินไปอย่างตรงกันข้ามกับการปฏิบัติในอดีตอย่างไม่เหลือเยื่อใย
ทุกคำพูดและนโยบายของทรัมป์ตอกย้ำและแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงความโลภและความอยากที่ไม่สิ้นสุดของระบบทุน ที่ต้องการ “ขยายตัวมันเอง” (valorization) อย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ กล่าวได้ว่าทุกอย่างที่ทรัมป์กระทำมาจากตรรกะอันเดียวนี้ของระบบทุนนิยมเท่านั้น เขาไม่ละอายและเคอะเขินที่จะตะโกนใส่หน้าทุกคน ไม่ว่าจะใหญ่โตหรือมีความรู้อันลึกซึ้งปานไหนว่าเขาต้องการส่วนแบ่งจากการตกลงในทุกเรื่อง “โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี” เขาทำให้ทฤษฎีเศรษฐกิจกำหนด (economic determinism) ของลัทธิมาร์กซ์ที่ถูกวิพากษ์ว่าด้านเดียวกลายเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้ดียิ่ง แต่เป็นของชนชั้นนายทุนไม่ใช่กรรมาชีพ “ชนชั้นนายทุนจะไม่สูญเสียอะไรเลย นอกจากความเป็นมนุษย์เท่านั้น สิ่งที่พวกเขาจะได้มาคือโลกทั้งโลก”
ชนชั้นนายทุนทั่วโลกจงสามัคคีกัน!
