‘ศาสนาอิสลาม’ จะมีผู้นับถือมากขึ้น คนไม่นับถือศาสนาจะลดลงภายในปี 2050 สำรวจปรากฏการณ์หวาดกลัวมุสลิมกับมายาคติในสังคม
MatiTalk โดยมติชนสุดสัปดาห์ : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์ สัมภาษณ์-เรียบเรียง
“โลกยุคยุคปัจจุบัน ผมมองว่าต้องเป็นยุคที่เราต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเปิดกว้าง” เมื่อเรามองเข้าไปที่ตัวศาสนา ด้วยใจเป็นกลาง จะเห็นความแตกต่างหลากหลายถ้าเราไปรื้อฟื้นความทรงจำคนในอดีตที่เคยอยู่ร่วมกัน ต่างศาสนา ภาพมันไม่เป็นแบบทุกวันนี้ เขาอยู่ร่วมกันฉันมิตรไปมาหาสู่กันเพิ่งจะมีปัญหาหลังจากเหตุการณ์ไม่นานนี้เอง” ดร.พุฒวิทย์ บุนนาค อาจารย์ประจำหลักสูตร ปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์เรื่อง “ความหวาดกลัวมุสลิม” และเรื่องปรากฎการณ์คนไม่นับถือศาสนามากขึ้นจริงหรือ ?

: เทรนด์โลก คนไม่นับถือศาสนามากขึ้น? อนาคตความสำคัญจะลดลง?
ถ้าดูผิวเผิน เราก็มักจะคิดว่าโลกจะเดินไปทำนองนั้น เราได้ยินว่ามีคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลยมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันก็จะมีคนที่นิยามตนเองว่าเป็น Atheist หรืออเทวนิยมกันกว้างขวาง
แต่ว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจ จากสถาบันวิจัยชื่อ Pew Research Center ซึ่งแอ๊กทีฟมาก ในการทำวิจัยภาพรวมของโลก ชื่องานว่า Future of World Religions ที่เริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2010 โดยมีการคาดคะเนอัตราส่วนของผู้นับถือศาสนาทั้งหมด หลายๆ ศาสนาใหญ่ๆ ในโลก เป็นระยะๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2050
จากผลสำรวจมีข้อค้นพบสำคัญอยู่ 3 เรื่องใหญ่
ประการแรกก็คือศาสนาอิสลามจะมีผู้นับถือมากขึ้นจากปี 2010 เดิมอยู่ที่ประมาณ 25-26% จะขึ้นไปเป็น 29% ถึงเกือบ 30% ของประชากรโลกทั้งหมด ในปี 2050
ศาสนาคริสต์ ณ ปี 2010 ที่มีอยู่ 31.4% แต่พอปี 2050 จะมีขนาดสัดส่วนเท่าเดิม หมายความว่าเมื่อคำนวณถึงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี แต่คนนับถือคริสต์อัตราจะเท่าเดิม
คนที่ไม่นับถือศาสนาในงานชิ้นนี้เขาจะเรียกว่า The religiously unaffiliated (nones) หรือผู้ไม่ระบุตนเองว่านับถือศาสนาไหนในโลก ณ ปี 2010 มีอยู่ 16% ในปี 2050 สัดส่วนจะลดลงเหลือ 13% ของอัตราส่วนทั่วทั้งโลก
ที่อยากจะแถมให้อีกอย่างหนึ่งคือ คนนับถือศาสนาพุทธในโลกจะลดลงในปี 2050
: มายาคติทางศาสนาในสังคม (ไทย) เป็นอย่างไร
ขออ้างอิงงานวิจัยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ปีก่อนหน้านี้ ได้ทำงานวิจัยชื่อ “อ่านอย่างฉลาดรู้ด้วยตรรกวิทยา แก้ปัญหาอย่างไม่สุดโต่งด้วยจริยศาสตร์ แล้วก็ศรัทธาอย่างฉลาดรู้ด้วยศาสนศึกษาเชิงวิชาการทักษะทางปรัชญาเพื่อการแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยในศตวรรษที่ 21”
มีโครงการย่อยที่ผมมีส่วนรับรู้อยู่ด้วย คือศรัทธาอย่างฉลาดรู้ด้วยศาสนศึกษาเชิงวิชาการ พบข้อสรุปมายาคติบางอย่างของเรื่องศาสนาในสังคมไทย
คือเรามักจะคิดว่าเราสามารถจะตัดสินว่าผู้นับถือศาสนานั้นศาสนิกของศาสนานี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้แบบภาพรวมแบบหมดจด
แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราจะเห็นความแตกต่างหลากหลาย ไม่ต้องไปพูดถึงศาสนาอื่น เอาแค่พุทธศาสนา
วัดแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชนก็มีหลายจารีต หรือหลายธรรมเนียมทางศาสนา
ทั่วไปเรามักไม่คิดว่าศาสนาพุทธจะแตกต่างกัน แต่เข้าไปดูในรายละเอียด มีความแตกต่างกันในหลายมิติ จนทำให้การทำสังฆกรรมร่วมกันค่อนข้างจะลำบาก
การนิมนต์พระไปงานบางอย่าง โดยทั่วไปจะผสมกันไม่ได้ จะมีกฎเกณฑ์ อะไรต่างๆ อยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
คนไม่เข้าใจสภาพของวัด สภาพบรรยากาศทางวัฒนธรรม ในชุมชนที่แวดล้อมวัดก็ไม่เหมือนกัน วัดนี้เป็นวัดมอญ วัดนี้เป็นวัดญวน ยังจะมีวัดจีน ตลอดจนวัดแบบพุทธราชสำนักอะไรแบบนี้อีก
ดังนั้น เราไม่สามารถมองแบบเหมารวมเราต้องเข้าใจในความแตกต่างหลากหลาย

คราวนี้พอพูดถึงเรื่องศาสนาอิสลาม มันก็มี Stereotype (การเหมารวม) หรืออุดมคติทั่วไปที่คนมองเข้าไปศาสนาอิสลาม เช่น การไม่รับประทานเนื้อหมู, ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน หรือสูงสุดถึง 4 คน เรื่องสิทธิของสตรี – LGBTQ ไม่ได้รับการปกป้อง แล้วก็มีเรื่องความรุนแรง
แต่ถ้าเราดูเข้าไปในตัวศาสนาจริงๆ เช่น การที่ผู้ชายแต่งงานได้มากกว่า 4 คนตามหลักศาสนา จะมีเงื่อนไขเยอะแยะเลยกว่าที่จะทำได้ หรือการไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไม่ใช่แคแร็กเตอร์เฉพาะในศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธของเราเองฝ่ายมหายานไม่ใช่ว่าแต่เนื้อหมูนะ เนื้ออะไรก็ไม่กิน
หรือกรณีความรุนแรงก็เช่นกัน เราคงเคยได้ยินจากประเทศเพื่อนบ้านเรา มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีวัฒนธรรมทางศาสนาที่มีชาวพุทธชาตินิยมหัวรุนแรง ที่ใช้ความรุนแรง หรือในศรีลังกาก็มีปัญหานี้เหมือนกันเป็นเรื่องชาวพุทธ
ดังนั้น ทุกศาสนาก็มีคนที่พร้อมจะก่อให้เกิดความรุนแรงได้เสมอ ไม่ใช่ในตัวศาสนาเอง แต่พอเข้าไปผสมกับปัจจัยอื่น ทางด้านการเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมทำให้เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ในทางวิชาการ เรียกว่าเป็นอิทธิพลของแนวคิดแบบ orientalism ที่มองภาพของศาสนาตะวันออกโดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ว่าเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ในสายตาของชาวตะวันตก
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่สร้างความหวาดกลัวให้คนทั้งโลก ก็มีการทำสำรวจเปรียบเทียบความเติบโตของศาสนาอิสลามโดยเฉพาะในยุโรป ก่อนหน้ากับหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ปรากฏว่ามีตัวเลขคนตะวันตกเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเยอะขึ้น
เมื่อมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อจากนั้น ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะมีคนได้ไปศึกษาสัมผัสกับตัวเนื้อหาของหลักคำสอนเรื่องศาสนาอิสลามด้วยตนเองได้ฟังได้ติดตามด้วยตนเอง ไม่ได้ตามหน้าสื่อที่มีใครบอกหรืออิทธิพลที่สั่งสอนกันมา จนทำให้เปลี่ยนศาสนา
หรือการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่ง่ายขึ้นก็ทำให้คนที่ไม่สนใจศาสนาแต่เดิม ได้สัมผัสกับเนื้อหาของวัฒนธรรมทางศาสนาได้ง่ายขึ้นจนเกิดความสนใจเข้าใจและศรัทธา
: ชุดความเชื่อ-ความหวาดกลัวของคนบางกลุ่มที่มองว่าอนาคต “มุสลิมจะครองโลก” มองอย่างไร
ผมคิดว่ายังต้องดูต่อไปขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมวัฒนธรรมการเมืองที่แวดล้อมประเด็นปัญหาอยู่ทั่วโลก คือ “สำนึกของมุสลิม” หรือที่เรียกว่าอุมมะฮ์ (Ummah) หรือ “มุสลิมประชาชาติ”
คือแนวคิดชุมชนชาวมุสลิมทั่วโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ศรัทธาในอัลลอฮ์ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือพรมแดน มุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักการอิสลาม มีความสามัคคี และเป็นประชาชาติตรงกลางจะมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน
เพราะจำนวนคนเยอะขึ้น เขามีประชากรทั้งโลกพันกว่าล้านคน แต่การหล่อหลอมให้เกิด “ทัศนคติวัฒนธรรมร่วมกัน” เราคงเห็นอยู่ว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ ในเรื่องไอเอส หลายๆ ปีที่ผ่านมา มีคนจากทั่วทุกมุมโลกเลยไปร่วมขบวนการไอเอสร่วมได้อย่างไร?
แสดงว่าโลกยุคใหม่มีการสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่าย ช่วยหล่อหลอมคนได้ง่ายขึ้น แน่นอนความเป็นประชาชาติมุสลิมก็จะมีมากขึ้น
แต่จะไม่มากขึ้นในอัตราที่จะเกิด “ระบบคอลีฟะฮ์ (Caliphate) หรือการปกครองของอิสลามที่นำโดย “คอลีฟะฮ์” หรือผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากศาสดามูฮัมหมัด ทั้งในด้านการเมืองและศาสนา เพื่อดูแลชุมชนมุสลิม (อุมมะฮ์) ที่ต่อไปมุสลิมจะรวมกันหมดเลยทุกประเทศ
แล้วก็จะมีผู้นำคนเดียวเป็นผู้นำทางศาสนาเป็นผู้นำทางการเมืองด้วย
แต่ผมมองว่ายังเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยอิทธิพลทางการเมืองทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจพยายามเข้าไปจัดการกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมมุสลิม ทำปฏิบัติการต่างๆ มีอยู่ทั่วโลก
ถ้าถามคนมุสลิมโดยทั่วไปเขาก็รู้สึกว่าศาสนาเขาตกต่ำก็เพราะว่าชาติตะวันตก เพราะเราย้อนดูประวัติศาสตร์ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิออตโตมันยังเป็นหลักให้กับชาติมุสลิมได้ในระดับหนึ่งเป็นความภาคภูมิใจ
แต่เมื่อตะวันตกเข้าไปออตโตมันล่มสลาย แม้ถูกมองว่านี่คือความก้าวหน้าทำให้สังคมก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ แต่ปรากฏไม่ใช่เมื่อคนตุรกีมองย้อนกลับไปในอดีตปรากฏกลับกลายเป็น “จุดหักเหที่สำคัญ”
เป็นจุดหักเหในเชิงลบ ต่อความเข้มแข็งของมุสลิมทั่วโลก
: มองสังคมไทยในเรื่องศาสนาอย่างไร
เมืองไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มี movement ทางสังคม ที่พยายามจะผลักดันให้บรรจุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย ให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่นๆ ที่เขา “ชัดเจน” ว่าศาสนาของของคนส่วนใหญ่ของเขาที่มีความเข้มแข็ง แต่เขายังไม่บรรจุในรัฐธรรมนูญเลย เพราะการที่วางสถานภาพของรัฐให้เป็นรัฐฆราวาส secular state นั้น เขาไม่อยากที่จะเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับ “เรื่องการเมือง” แม้ว่าศาสนานั้นจะชัดเจนว่ามีอิทธิพลมากในสังคมนั้นๆ ก็ตาม
เรื่องเหล่านี้เราจำเป็นต้องศึกษา มีบทเรียนอะไรที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้งทางศาสนา
ฉะนั้น ถ้าศาสนาหนึ่งศาสนาใดเข้าไปเป็นศาสนาประจำชาติจะเป็นผลลบมากกว่าบวก
ชมคลิป
