“นารายา” สินค้าจากชุมชน

ถ้าจะบอกว่าใน 23 หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ, ทำตามลำดับขั้น, ไม่ติดตำรา, ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด, ทำให้ง่าย, การมีส่วนร่วม, ประโยชน์ส่วนรวม ขาดทุนคือกำไร, การพึ่งตนเอง, พออยู่พอกิน, ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน และทำงานอย่างมีความสุข น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แบรนด์นารายาประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้ เพราะจุดเริ่มต้นของนารายาเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 โดยสองสามีภรรยา (วาสิลิโอส-วาสนา ลาทูรัส) ด้วยการเช่าพื้นที่เพียง 2 ตารางเมตร ภายในห้างสรรพสินค้านารายณ์ภัณฑ์ เพื่อขายผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยมีจักร 15 ตัว และมีพนักงาน 15 คน แต่เมื่อเวลาผ่านมาเพียง 3 ปี ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอขายดีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผ้าไหม “วาสนา” มองเห็นโอกาสทางธุรกิจตรงนี้ แต่กระนั้น เธอยังไม่รู้ว่าจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีขายทั่วไปตามภาคเหนือ และอีสาน ตรงนี้จึงเป็นจุดคิดที่แตกต่าง ที่ทำให้เธอ และสามีศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งยังทำตามลำดับขั้นตอน และไม่ติดตำรา […]

235 ปี กรุงเทพเมืองฟ้าอมร มหานครแบบไหนที่คนไทยต้องการ ?

21 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 235 ปี “กรุงเทพ” กลายเป็นเมืองหลวงของสยาม ซึ่งภายหลังเรียกว่า ประเทศไทย สุขสงบ ร้อนรุ่ม ร่มเย็น โกลาหล สลับสับเปลี่ยนหมุนวน ตามแต่สถานการณ์ทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมในห้วงเวลานั้นๆ อดีตที่พ้นผ่าน ปัจจุบันที่กำลังเผชิญ อนาคตที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าใกล้หรือไกล มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และ มหานครแบบไหนที่คนไทยอยากให้เป็น ?   (คน)กรุงเทพ เป็นใคร มาจากไหน ? เมืองใดๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะมีศิลปะอันวิจิตรสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ แต่หากไม่มีผู้คน ย่อมเป็นเมืองไม่ได้ แล้วคนกรุงเทพยุคแรกสร้างเป็นใคร ก่อนหน้านั้น  มีคนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้หรือไม่ ความจริงแล้ว กรุงเทพ สร้างขึ้นทับซ้อนอยู่บนกรุงธนบุรี ราชธานีก่อนหน้า แต่เปลี่ยนศูนย์กลางจากตะวันตกไปตะวันออก แล้วขยายคูน้ำ กำแพงเมืองให้กว้างกว่าเดิม ไพร่ฟ้าประชากรส่วนใหญ่อยู่ในหลักแหล่งเดิม ที่เพิ่มเติมคือการสร้างพระบรมมหาราชวังอันงดงาม วัดวาอาราม ขุดคูเมืองโดยเกณฑ์คนเขมร (จาม) สร้างกำแพงอีกทั้งป้อมปราการถึง 17 แห่ง โดยคนลาวจากอีสาน เวียงจันทน์ […]

อดีตเด็กนอกระบบ’3 จังหวัดใต้’ เฉลิมชัย โสวิรัตน์ อาสาดึงน้องน้อยออกจากมุมมืด

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปรียบไปไม่ต่างจากแดนสนธยา เป็นเมืองในสายหมอกที่คนข้างนอกมองอย่างไรก็ยากจะทะลุผ่าน เหมือนมีใยบางๆ มากางกั้น พื้นที่ที่เหมือนร้างจากสงบร่มเย็นมาแสนนาน… ทว่า ในอีกมุมหนึ่งเรากลับได้เห็นเด็กๆ และเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่บางคนอาจมองว่าเป็นเด็กหลังเขา ไม่เอาไหน ค่อยๆ ก้าวออกมาทำกิจกรรม มาเล่นดนตรี เล่นกีฬา ทำงานศิลปะ สนุกสนาน เฮฮา เข้าคอร์สอบรมพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำไปด้วยกัน “ใช่ครับ จากที่เคยอยู่ในป่า จากที่เคยหายไปจากครอบครัว ก็กลับมาอยู่ในครอบครัว กลับมาอยู่ในชุมชน อย่างตอนเย็นๆ จะมาเล่นเตะบอลกันแล้ว ตอนแรกเรายังไม่ได้ทำเป็นงานวิจัย พอเอาไปเสนอผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แปลกใจว่ามีแบบนี้ด้วยหรือ ไหนลองเอาวิธีของคุณไปทำกับพื้นที่อื่นสัก 5-6 พื้นที่ ดูว่ามันสำเร็จหรือเปล่า ก็เลยเกิดเป็นงานวิจัยขึ้นมา….” เฉลิมชัย โสวิรัตน์ หรือที่บางคนเรียกว่า “แบลัง” เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จส่วนหนึ่งในความเพียรพยายามที่จะหาวิธีการดึงเอา “เด็กนอกระบบ” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับเข้ามาใช้ชีวิตเป็นที่เป็นทางเหมือนเดิม แม้จะมีจุดอ่อนเรื่องการศึกษา แต่ชีวิตหนึ่งใช่ว่าจะต้องเรียนรู้จากห้องสี่เหลี่ยมเพียงอย่างเดียวเสมอไป การที่เด็กๆ ได้เสาะหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก และพัฒนาขึ้นมาเป็นวิชาชีพก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง เช่นเดียวกับ “แบลัง” ที่ยอมรับตรงๆ ว่า ผมจบแค่ ม.6 […]

คอลัมน์ ฟิสิกส์ธรรมดาสาระมันส์ : ดวงอาทิตย์มีอะไรน่าสนใจบ้าง (2)

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะ นักดาราศาสตร์พบว่าดวงอาทิตย์มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี มวลแทบทั้งหมดของดวงอาทิตย์เป็นแก๊สไฮโดรเจนที่เกาะกลุ่มกันด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแก๊สเหล่านั้นมีความดันและอุณหภูมิสูงพอจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่ใจกลางซึ่งปลดปล่อยพลังงานออกมาโดยรอบอย่างต่อเนื่องยาวนาน การสังเกตผิวดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งแผ่นกรองแสงแบบไฮโดรเจนแอลฟา เราจะสามารถสังเกตเห็นพื้นผิวดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โครงสร้างดังกล่าวเรียกว่า กรานูล (Granule) ซึ่งเกิดจากการพาความร้อนในชั้นที่ลึกลงไปจากผิวดวงอาทิตย์ ทำให้ผิวของดวงอาทิตย์มีลักษณะคล้ายกับกาแฟร้อนๆ ที่มีการไหลวนขึ้นลงของกาแฟอยู่ตลอดเวลา   เหนือชั้นโฟสโตสเฟียร์ขึ้นมาเล็กน้อย มีชั้นบรรยากาศเรียกว่า โครโมสเฟียร์ (chromosphere) สามารถสังเกตเห็นได้เมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่มาบังแสงสว่างของดวงอาทิตย์จะทำให้เราจะเห็นสีชมพูของชั้นโครโมสเฟียร์ปรากฏอยู่เหนือชั้นโฟโตสเฟียร์ การสังเกตโครโมสเฟียร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งแผ่นกรองแสงแบบไฮโดรเจนแอลฟา เราสามารถสังเกตเห็นโครงสร้างที่เรียกว่า ฟิลาเมนต์ (filament) ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นทึบพาดผ่านดวงอาทิตย์ และ สปิคุล (spicule) ซึ่งมีลักษณะเหมือนเปลวไฟเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ขอบดวงอาทิตย์ราว 5-15 นาที ก็หายไป บางครั้งเราอาจสังเกตเห็น โพรมิเนนซ์ (prominence) ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่พุ่งออกมาจากจากผิวดวงอาทิตย์ ขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นบนสุดของดวงอาทิตย์มักมีลักษณะเป็นวงปิด (Loop) (จริงๆ แล้วฟิลาเมนต์ก็คือโพรมิเนนซ์ที่ถูกมองจากมุมด้านบนนั่นเอง)     บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์เรียกว่าโคโรนา (Corona) เราสามารถสังเกตเห็นโคโรนาได้ขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง โดยจะบรรยากาศชั้นนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นเหยียดยาวออกจากดวงอาทิตย์โดยรอบมากกว่า 20 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ แม้บรรยากาศชั้นโคโรนาจะสว่างน้อยกว่าโฟโตสเฟียร์ แต่มันมีอุณหภูมิสูงนับล้านเคลวินด้วยกลไกที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัด ธรรมชาติของบรรยากาศชั้นโคโรนานั้นน่าสนใจมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า […]

คอลัมน์ ประสานักดูนก : เมษาหารัก

เดือนเมษายน เป็นเดือนแห่งการเดินทางกลับบ้านของนกอพยพ จากสภาพอากาศร้อนในบ้านเรา ที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร นกอพยพจะต้องเดินทางขึ้นเหนือไปเขตอบอุ่นที่เป็นถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์  เพื่อหาคู่ จับจองพื้นที่ไว้เป็นอาณาบริเวณยามต้องทำรังวางไข่ หาอาหารเลี้ยงตัวและลูกนกตัวน้อยๆ ในรัง ที่ต้องพึ่งพาพ่อและแม่นก อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ จนกว่าขนจะงอกเต็ม บินไปไหนมาไหนได้เอง นกคอโกเมน Firethroat เป็นนกอพยพอีกชนิดที่นับเป็นนกเด่นภาคเหนือในขณะนี้เพราะปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่นกเพศผู้ตัวเดิม ปรากฏตัวให้นักดูนกที่ยังไม่เคยเห็น ได้ชื่นชมความงามของขนสีส้มแดงดั่งเปลวเพลิง หรืออัญมณีสีโกเมน ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่เจ้าโกเมนน้อยเพิ่งจะผลัดขนจากชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์ เป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว สะท้านใจสาวก็หลังสงกรานต์นี่เอง ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงก่อนสงกรานต์ ที่คอของเจ้าโกเมนน้อย ยังมีขนหลอดของขนชุดใหม่ที่กำลังงอกขึ้นมาทดแทนขนชุดเก่าสีนวลที่สวมใส่มาตั้งแต่ต้นฤดูหนาว สำหรับนกที่มีชุดขนต่างกันระหว่างฤดู และเฉพาะเพศผู้ที่มีสีสันสะท้านใจเช่นนี้ ชุดขนฤดูผสมพันธุทำหน้าที่ หมุดหมายสำคัญ ให้นกเพศเมียตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะยอมตกล่องปล่องชิ้นกับนกเพศผู้สีสวยๆ ช่วยให้พันธุกรรมของนกเพศผู้ที่สุขภาพดี สภาพร่างกายพร้อมเป็นพ่อพันธุ์ตัวนี้ ถ่ายทอดสายเลือดของตัว ได้ไปต่ออีกรุ่น เป็นเรื่องดีทั้งในแง่ปัจเจกของนกคู่นี้และระดับประชากรที่ยีนของนกที่แข็งแรงโดดเด่น ได้รับการคัดเลือกให้มีโอกาสสืบสายวิวัฒนาการต่อไป และกระบวนการวิวัฒน์นี้ ถูกคัดเลือกด้วยนกเพศเมีย ที่สภาพไม่น่าดูน่าชมเท่านกเพศผู้แม้แต่น้อย ถิ่นอาศัยของนกคอโกเมน อยู่ที่มณฑลเสฉวน ยูนนาน ประเทศจีน และทิเบต ซึ่งนักปักษีวิทยาประมาณการไว้ว่า นกคอโกเมนมีประชากรทั่วโลกไม่เกิน 15,000 ตัวเท่านั้น ดังนั้นจึงตกอยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคามจะสูญพันธุ์ หรือ […]

‘เขียวหวานเนื้อมะเขือพวง’ เคล็ดลับความหวาน โดย กฤช เหลือลมัย

คนครัวไทยภาคกลางเมื่อถูกถามว่า น้ำพริกแกงชนิดไหนตำให้อร่อยยากที่สุด มักตอบคล้ายๆ กันว่าแกงเขียวหวาน ผมเคยถามว่าทำไม พวกเขาบอกว่า รสมันจะ “ปร่า” ง่าย เพราะใช้พริกสดเขียวอย่างพริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้า แล้วถ้าเผลอใส่ตะไคร้หรือผิวมะกรูดมากไป ความสดของวัตถุดิบเหล่านี้จะตีกันเองจนเกิดรสแปร่งเพี้ยนได้ ทางแก้ก็อาจต้องผัดเครื่องนานหน่อย แต่ก็จะทำให้กลิ่นหอมเกินแกงไทย จะกลายเป็นแกงแขกเอา อย่างไรก็ดี ความกังวลนี้คงวางอยู่บนรสพื้นฐานของแกงเขียวหวาน “แบบไทยโบราณ” น่ะนะครับ คือต้องมีกลิ่นเครื่องเทศน้อย สามารถจะไม่ใส่ลูกผักชียี่หร่าเลยก็ได้ หากไม่ใช่แกงเนื้อ เป็ด หรือแพะ ดังนั้น หากเราเป็นคนที่ชอบกลิ่นแกงแขกอยู่บ้าง การแก้ไขรสปร่าโดยผัดนานๆ หรือใส่เครื่องเทศแห้งบางตัวเพื่อคุมรสพริกแกงก็ย่อมจะทำได้ ไม่ผิดร้ายแรงอะไร ความยากอีกอย่างหนึ่งของพริกแกงเขียวหวาน คือตำยากครับ พริกสดแฉะกว่าพริกแห้ง ก็เลยต้องระวังว่าจะกระเด็นเข้าตาเอาได้ง่ายๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมทำแกงเขียวหวานเนื้อวัวหนึ่งหม้อ กินกับขนมจีนเส้นนุ่มๆ หยอดน้ำปลาพริกขี้หนูมะนาว แหม มันอร่อยดี จนอดที่จะเอารายละเอียดมาเล่าสู่กันฟังไม่ได้ ผมพยายามทำให้ง่ายที่สุดนะครับ จึงเริ่มจากซื้อพริกแกงเขียวหวานเจ้าที่คิดว่าอร่อยที่สุดมา แล้วเพิ่ม “ความเขียว” โดยตำใบพริก (คงต้องปลูกต้นพริกล่ะครับ) หรือใบผักหวานป่าก็ได้ให้ละเอียด อาจเพิ่มกระเทียมสักหัวสองหัว เพราะพริกแกงตลาดสดมักอ่อนกระเทียมครับ แล้วคลุกเคล้าปนเข้าไป ก็จะได้พริกแกงสีเขียวสมใจ เตรียมเครื่องเคราปกติ อย่างพริกชี้ฟ้าเขียวแดงหั่นแฉลบ ใบโหระพา […]

“เหมือนขีดชื่อทวดผมออกจากประวัติศาสตร์” พริษฐ์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ทายาทคณะราษฎร

ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับการสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยของ “หมุดคณะราษฎร” บริเวณลานพระราชวังดุสิต ซึ่งนับวันดูเหมือนจะยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกที ย้อนกลับไปเมื่อ 16 เมษายน พริษฐ์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ วัย 30 ปี เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ชายหนุ่มคนนี้ กลายเป็นจุดสนใจในทันทีเมื่อมีข้อมูลเปิดเผยว่าเขาคือทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในคณะราษฎร ผู้มีส่วนในเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม เมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งตนมีศักดิ์เป็น “เหลน” แท้ๆ แม้มีความทรงจำรางเลือนเกี่ยวกับคุณทวด แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยร่ำร้องให้ออกมาดำเนินการในฐานะประชาชน ที่ห่วงความเสียหายของประเทศชาติ ทั้งยังเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งคิดตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว อย่าเงียบเฉยอย่างที่เป็นอยู่ เขายอมรับอย่างแมนๆว่า “กลัว” ถึงขั้นสวดมนต์และดูฤกษ์ยามก่อนก้าวเท้าออกจากที่พักเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเอื้อนเอ่ยถ้อยความเผ็ดร้อนอย่างการให้ปลดภาพ นายควง อภัยวงศ์ ออกจากร้านกาแฟใต้พรรคประชาธิปัตย์ หากไร้ท่าทีใดๆจากผู้ที่ขึ้นชื่อว่าสืบทอดอุดมการณ์พรรคอันมีที่มาจากคณะราษฎร ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ออกมาตอบปัดว่าหมุดนี้มิใช่ของคนใดคนหนึ่ง จะมาพาดพิงถึงใครไม่ได้ และฝ่ายความมั่นคงต้องไปสืบสวนสอบสวนถ้อยแถลงนี้ และแม้เขาจะเห็นด้วยเรื่องการดำเนินการ แต่ก็คาดหวังว่าจะได้คำตอบที่น่าประทับใจกว่านี้ พร้อมระบุว่า “จะเลิกคิดถามอะไรต่ออีก” เบื้องลึกเบื้องหลังของการดำเนินการในครั้งนี้ มีที่มาอย่างไร […]

“บางประทุน” สองฝั่งฝัน ในวันที่เงินทองไม่มีความหมาย

“บางประทุน” คลองสายเล็กๆในย่านบางขุนเทียน เป็นที่ตั้งของชุมชนแสนอบอุ่น ทั้งยังมีจิตสำนึกในด้านการอนุรักษและพัฒนา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งกลุ่ม “รักษ์บางประทุน” โดยมีหัวเรื่อใหญ่คือ นาวิน มีบรรจง ชาวบางประทุนแท้ๆ ที่ไม่ใช่แค่สร้างครอบครัวอยู่ที่นี่ หากแต่มีบรรพบุรุษตั้งรกรากทำมาหากินบนผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ในย่านนี้มานานหลายชั่วอายุคน ปัจจจุบันคอนโดมีเนียม บ้านจัดสรร และห้งสรรพสินค้ารุกคืบเข้ามาอย่างมิอาจหยุดยั้ง วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มได้รับผลกระทบ และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทว่า ชาวบางประทุน ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านริมคลองที่อิงอาศัยอยู่กับสายน้ำและธรรมชาติประสาชาวสวนเก่าที่แม้คนรุ่นใหม่จะเข้าไปทำงานในเมือง ทว่า ไม่ลืมซึ่งรากเหง้าของตนว่าเป็นคนริมคลองบางประทุน ด้วยความห่วงใย และหวงแหนในมรดกภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย โครงการสร้าง “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” จึงเกิดขึ้น เพื่อรักษาความทรงจำ เรียนรู้ที่มาที่ไป ส่งเสริมความภาคภูมิในใจในท้องถิ่น ก่อนอื่น นาวินเล่าว่า นี่คือศูนย์ที่เกิดจากผู้คนซึ่งไม่รู้อะไรเลยเรื่องงานก่อสร้าง แต่มีใจที่จะร่วมแรงแข็งขัน ก่อร่างสร้างฝันศูนย์แห่งนี้ให้เกิดขึ้นจริง วัฒนธรรมการ “ลงแขก” แบบดั้งเดิม จึงถูกปัดฝุ่นออกมาใช้ ชาวบ้านที่ทำงานประจำในวันธรรมดา พากันแปลงกายเป็นนักสร้างบ้าน ทั้งการตัดไม้ไผ่ ทำหลังคา เตรียมพื้น และอื่นๆอีกสารพัด คนเฒ่าคนแก่ออกมาช่วยงานเบาๆแต่ใช้ความประณีตอย่างการมุงจาก ส่วนเด็กๆ ก็ทุ่มเทสุดกำลังกับการลอกเลนที่ผสมผสานระหว่างการ ‘เล่น’ และ การทำงานไว้อย่างลงตัว ไม่เพียงวัฒนธรรมการเกื้อกูลแบบพื้นบ้านเท่านั้น ที่ถูกงัดออกมาใช้ให้งานลุล่วง แต่ยังรวมถึงเทคนิคก่อสร้างอย่างการ “ลอกเลน” […]

ผลงานระดับโลก ใบหน้าจำลอง บรรพบุรุษหญิงไทย (?) ปลายยุคน้ำแข็ง 13,000 ปีมาแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ วารสารชื่อดังระดับโลกคือ Antiquity ในประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยรูปจำลองใบหน้าของมนุษย์โบราณอายุ 13,000 กว่าปี ซึ่งขุดที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นระดับโลก เพราะนอกเหนือจากมนุษย์โบราณฮอบบิทที่เคยค้นพบที่อินโดนีเซียแล้ว ก็ไม่เคยมีโครงกระดูกของมนุษย์แบบปัจจุบันที่ใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการขึ้นรูปหน้า และทำให้เราเห็นว่าลักษณะทางกายภาพเป็นอย่างไรมาก่อน ที่สำคัญงานชิ้นนี้บุกเบิกโดยทีมนักโบราณคดีชาวไทย บทความดังกล่าวมีชื่อว่า A Late Pleistocene woman from Tham Lod, Thailand: the influence of today on a face from the past หรือแปลเป็นไทยว่า “ผู้หญิงในสมัยไพลสโตซีนตอนปลายจากถ้ำลอด ประเทศไทย: รูปหน้าคนปัจจุบัน อิทธิพลจากหน้าตาคนในอดีต” โดยตีพิมพ์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขียนโดยนักวิจัย 4 ท่านคือ ดร.ซูซาน เฮยส์, ดร.รัศมี ชูทรงเดช, นัทธมน ภู่รีพัฒน์พงศ์, ศ.สรรใจ แสงวิเชียร และ ดร.ทพญ.กนกนาฏ จินตกานนท์ […]

ปรากฏการณ์ “หมุดคณะราษฎร” ภาพสะท้อนโหยหาประชาธิปไตย

ไม่ใช่เพียงกระแสโซเชียลที่พร้อมจะดับวูบลงไปเพียงข้ามคืน หากแต่กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อเกิดกรณีการอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยของ “หมุดคณะราษฎร” จากลานพระบรมรูปทรงม้า โดยถูกนำหมุดใหม่มาแทนที่ โดยหมุดเดิมมีข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ” สำหรับหมุดใหม่ มีข้อความรอบนอกว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง” ส่วนข้อความในวงด้านใน ระบุว่า “ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” อย่างไร และเมื่อใด ไม่มีใครรู้ กระทั่งเพจเฟซบุ๊ก “หมุดคณะราษฎร” เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าหมุดดังกล่าว หายไปไหน ? และทำเช่นนั้นด้วยวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ? องค์กร สมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองหลายแห่งออกแถลงการณ์เรียกร้องทวงคืน นักวิชาการหลากสาขา ทะยอยออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมจี้ประเด็นความรับผิดชอบ ตามมาติดๆด้วยทายาทคณะราษฏร อย่างหลานชายหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ที่บุกแจ้งความยังสน.ดุสิต เจ้าของพื้นที่ ให้ช่วยตามหาหมุดกลับคืนมา ยังมีนักศึกษาจากจุฬา ฯ เกษตร ฯ และรามคำแหง ที่นอกจากมาแจ้งความในคดีเดียวกัน […]