bg-single

กงดอร์เซต์ : นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้ายและนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (จบ)

02.05.2026


คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ

คุณจะทำอย่างไรหากคุณเป็นนักปฏิวัติหัวปฏิรูปเดินสายกลางแล้วประสบความล้มเหลว ต้องหลบหนี การไล่ล่า ซ่อนตัวรอวันตายว่าเมื่อไหร่จะถูกอำนาจฝ่ายปฏิวัติหัวรุนแรงสุดโต่งตามจับกุมไปบั่นคอด้วยกิโยตีน?

คำตอบของกงดอร์เซต์คือใช้เวลาน้อยนิดในชีวิตที่เหลือเร่งเขียน “เค้าโครงภาพประวัติศาสตร์ของความ ก้าวหน้าแห่งความคิดจิตใจมนุษย์” เพื่อสนองตอบต่อภารกิจปฏิวัติที่ล้มเหลว พยายามอธิบายเหตุแห่งความล้ม เหลวนั้น และบ่งชี้ช่องทางความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่จะพึงฝากความหวังไว้ได้ บนพื้นฐานศรัทธาในความก้าว หน้าของเหตุผลและวิทยาการ กับความสมบูรณ์แบบได้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ (https://www.bbc.co.uk/programmes/m001v3wy)

ดังที่ สตีเว่น ลุคส์ นักทฤษฎีสังคมและการเมืองชาวบริติช ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์การเมืองและสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้ยืมปากตัวละครบาทหลวงผู้เป็นศาสนบริกรของระบอบเผด็จการทหารแห่งเสนานคร มาถ่ายทอดหลักศรัทธาความเชื่อแบบโลกวิสัยสมัยใหม่ของกงดอร์เซต์ตามที่ปรากฏในงาน “เค้าโครงภาพ ประวัติศาสตร์ฯ” ไว้ในนิยายปรัชญาการเมืองเรื่องการิทัตผจญภัยว่า (https://en.wikipedia.org/wiki/The_Curious_Enlightenment_of_Professor_Caritat) :

“…ศรัทธาของเธอที่ว่าโลกนี้เอื้อเฟื้อต่อจุดมุ่งหมายของมนุษย์ เธอเชื่อว่าธรรมชาติและสถาบันของมนุษย์นั้น กำกับด้วยหลักการที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ เธอเชื่อว่าหากมนุษย์รู้แจ้งเข้าใจหลักดังกล่าวแล้ว เขาก็จะสามารถคาด การณ์และควบคุมภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมของตนได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ

“แล้วอะไรคือวิสัยทัศน์ของเธอเกี่ยวกับชีวิตที่พวกเขาจะดำเนินน่ะรึ? เธอก็จินตนาการเอาว่าพวกเขาจะ ดำเนินชีวิตตามที่ตัวเองเลือกน่ะซี พวกเขาจะถือว่าสงครามเป็นมหันตภัยที่น่าขนพองสยองเกล้าที่สุดและอาชญา-กรรมที่สยดสยองที่สุด พวกเขาจะไม่ถูกความดูหมิ่นอาฆาตคนต่างสีผิวหรือต่างลัทธิความเชื่อมาดลใจอีกต่อไป พวกเขาจะประพฤติตนตามอุปนิสัยที่ได้มาอย่างเสรีซึ่งมีธรรมชาติดลใจและมีเหตุผลรองรับ พวกเขาจะตรากฎหมายและออกแบบสถาบันซึ่งถือว่าผลประโยชน์ของแต่ละคนเป็นหนึ่งเดียวกับของคนทั้งปวง ทำให้หนทางแห่งการประกอบคุณธรรมความดีนั้นไม่ลำบากยากเข็ญอีกต่อไป และพวกเขาก็จะตระหนักว่าสิทธิโดยธรรมชาติของผู้หญิงเป็นอย่างเดียวกับของผู้ชายทุกอย่างทุกประการ และจะไม่ยอมทนรับอำนาจทรราชที่ลิดรอนสิทธิพลเมืองไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ จำนวนถึงกึ่งหนึ่งอย่างหน้าตาเฉยอีกแล้ว

“เธอสันนิษฐานว่าพวกเขาจะบรรลุสิ่งซึ่งเธอชอบเรียกว่าความเสมอภาคที่แท้จริงได้ อันเป็นสภาพที่ความแตกต่างกันในระดับความรู้แจ้งหรือพรสวรรค์จะไม่เป็นอุปสรรคขวางกั้นบรรดาบุคคลที่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดและภาษาของกันและกันอีกต่อไป พวกเขาบางคนอาจปรารถนาให้คนอื่นช่วยสอน แต่เพื่อการนั้นพวกเขาก็หาจำเป็น ต้องให้ผู้สอนควบคุมไม่ พวกเขาอาจปรารถนาจะฝากฝังการปกครองบ้านเมืองให้ผู้มีความสามารถกว่าคอยดูแล แต่พวกเขาก็จะไม่ถูกบีบบังคับให้หลับหูหลับตายอมยกอำนาจสิทธิ์ขาดให้คนเหล่านั้นไปอย่างตายใจ

“…เธอโศกสลดใจที่ความผิดพลาด อาชญากรรมและความอยุติธรรมยังสกปรกรกโลกอยู่ แต่เธอก็ปลอบใจ ตัวเองด้วยวิสัยทัศน์ว่าในที่สุดเมื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์หลุดพ้นจากอาณาจักรแห่งโชคชะตาฟ้าลิขิตและเหล่าศัตรูที่ขัดขวาง ความก้าวหน้าของตนแล้ว พวกเขาก็จะรุดหน้าต่อไปด้วยฝีก้าวที่หนักแน่นมั่นคงตามหนทางแห่งสัจจะ คุณธรรมและความสุข นี่แหละคือหลักความเชื่อของเธอ” (สตีเว่น ลุคส์, การิทัตผจญภัย, 2541, น. 34-35)

บนพื้นฐานศรัทธาข้างต้น กงดอร์เซต์แบ่งยุคประวัติศาสตร์ของมนุษย์ออกเป็น 10 ยุคหรือ 10 ขั้นตอน โดยมี การพัฒนาคลี่คลายขยายตัวและแผ่กระจายของความรู้เป็นพลังขับดันให้สังคมมนุษย์ก้าวหน้า หยุดนิ่งหรือถดถอย โดยอาศัยสิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีสื่อสารคมนาคม อาทิ ตัวอักษรและการพิมพ์เป็นกลไกสำคัญ ดังสรุปสังเขปได้ ต่อไปนี้
(Microsoft. Copilot. Response to user query about Condorcet’s Nine Historical Stages. 29 March 2026, copilot.microsoft.com) :

1. มนุษย์รวมตัวกันเป็นชนเผ่า : ถือเป็นขั้นตอนแรกสุดซึ่งมนุษย์อยู่กันเยี่ยงพรานล่าสัตว์และเก็บกินพืชผล ที่ขึ้นเองโดยธรรมชาติ ก่อตั้งครอบครัวและกลุ่มย่อยต่างๆ รวมทั้งพัฒนาสถาบันสังคมและเครื่องมือขั้นพื้นฐานที่สุด

2. มนุษยชาติในวิถีคนเลี้ยงสัตว์ ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่วิถีเกษตรกรรม : ทำปศุสัตว์ เริ่มปรากฏสังคมต้อนฝูง สัตว์เร่ร่อนต่างๆ และค่อยๆ เปลี่ยนย้ายไปสู่การตั้งหลักแหล่งทำการเกษตร

3. จากวิถีเกษตรกรรมไปสู่การประดิษฐ์อักษรตัวเขียน : สังคมทั้งหลายเริ่มมีเสถียรภาพเติบใหญ่ขึ้น มีการแบ่งงานกันทำ จัดตั้งองค์การทางการเมืองยุคเริ่มแรก และพัฒนาระบบตัวเขียนซึ่งเปิดช่องให้เก็บรักษาและถ่ายทอด ส่งต่อความรู้ได้

4. ความก้าวหน้าของความคิดจิตใจมนุษย์ในกรีซจนมีการแบ่งแยกแตกแขนงออกเป็นศาสตร์แขนงต่าง ๆ ในยุคกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ : ปรัชญา คณิตศาสตร์และศาสตร์แขนงต่างๆ ผลิบานในกรีซ จนขึ้นสู่จุดสุด ยอดกลายเป็นภูมิปัญญาสาขาวิชาต่างๆ อย่างเป็นระบบ

5. สรรพศาสตร์ก้าวหน้าจากการแบ่งแยกแตกแขนงสาขาวิชาไปสู่ความเสื่อมถอย : โลกยุคโบราณตอนปลาย ความก้าวหน้าทางปรัชญาและศาสตร์แขนงต่างๆ ชะลอช้าลงและเริ่มเสื่อมโทรมภายใต้แรงกดดันทางการเมือง และสังคม

6. ความเสื่อมถอยของการเรียนรู้จนฟื้นฟูขึ้นใหม่ในสมัยสงครามครูเสด : สมัยกลางซึ่งมีการสงวนรักษาองค์ ความรู้ไว้ในบางภูมิภาค (รวมทั้งในโลกอิสลาม) และการที่ความรู้ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาในยุโรปตะวันตก

7. จากการฟื้นฟูบูรณะสรรพศาสตร์ในตะวันตกไปจนถึงการประดิษฐ์การพิมพ์ขึ้นมา : ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการได้รื้อฟื้นบูรณะการเรียนรู้ มนุษยนิยมและการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ ลงเอยด้วยผลกระทบของการพิมพ์ที่พลิก โฉมสังคมไป

8. จากการประดิษฐ์การพิมพ์ไปถึงยุคสมัยที่สรรพศาสตร์และปรัชญาปลดแอกอำนาจทางการทิ้งไป : ยุคสมัยใหม่ตอนต้นซึ่งมีจุดเด่นตรงบรรดาการท้าทายอำนาจทางการด้านศาสนาและภูมิปัญญาทั้งหลาย รวมทั้งการผงาดขึ้นของการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างอิสระ

9. จากยุคของเรอเน เดการ์ต ไปถึงการก่อตัวของสาธารณรัฐฝรั่งเศส : นี่คือยุครู้แจ้งซึ่งมีหลักหมายสำคัญ ได้แก่ ปรัชญาอันชอบด้วยเหตุผล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การปฏิรูปทางการเมืองและการยืนยันสิทธิมนุษยชน

10. ยุคอนาคตที่คาดเก็งไว้ : ในอนาคต มนุษยชาติจะยังคงก้าวหน้าต่อไปในด้านศีลธรรม ภูมิปัญญาและการเมือง สามารถสลัดละทิ้งการที่มนุษย์จำนวนมากไม่บรรลุวุฒิภาวะ/ขาดพร่องเหตุผลอันเป็นมูลเหตุให้การ ปฏิวัติล้มเหลวไว้เบื้องหลัง โดยอาศัยการศึกษาซึ่งจะเป็นกลไกตัวการพลิกเปลี่ยนวัฒนธรรมของมนุษย์ไป ชุมชน มนุษย์ทั้งหลายจะเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จจนแม้แต่ธรรมชาติของมนุษย์เองก็จะถูกเปลี่ยนไปในที่สุด

(ประเด็นเกี่ยวกับยุคที่ 10 นี้มาจาก https://www.bbc.co.uk/programmes/m001v3wy อนึ่ง แนวโน้มหลักของข้อถกเถียงยุคที่ 10 นี้ละม้ายใกล้เคียงทีทรรศน์ของหลวงวิจิตรวาทการ เสนาธิการใหญ่ด้านการเมือง วัฒนธรรมในสมัยรัฐบาลหลวงพิบูลสงครามหลังการอภิวัฒน์ 2475 ดู “บทที่ 7 มนุสสปฏิวัติ”, รวมปาฐกถาของหลวง วิจิตรวาทการ, 2518, น. 243-264)

เดือนกุมภาพันธ์ 1794 คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะประจำท้องถิ่นในกรุงปารีสที่ตั้งบ้านเช่าของ มาดามแวร์เนต์อันเป็นแหล่งหลบซ่อนลี้ภัยของกงดอร์เซต์ประกาศคำสั่งว่าผู้ใดให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาว่าเป็นศัตรูของรัฐ จะต้องโทษประหารชีวิตด้วย ในสภาพเช่นนั้น กงดอร์เซต์ก็รู้สึกผิดอย่างแรงกล้าที่ต้องให้มาดามแวร์เนต์ผู้ที่เขา เคารพรักเหมือนแม่คนที่สองต้องพลอยมาเสี่ยงตายไปด้วยกับตน เขาจึงเขียนจดหมายอำลาเอลิซาลูกสาวและฝาก ต้นฉบับ “เค้าโครงภาพประวัติศาสตร์ฯ” ไว้กับผู้เช่าอีกคนให้ส่งถึงมือโซฟีผู้เป็นภรรยาของเขาให้จงได้ ก่อนที่จะแอบหนีออกจากบ้านเช่าระเหเร่ร่อนหัวซุกหัวซุนอยู่ไม่กี่วันก็ถูกจับกุมและถึงแก่ความตายอย่างอนาถาในที่สุด (ดู ไมเคิล อิกนาตีเอฟ, ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน, 2569, น.166-168)

หนึ่งปีให้หลัง ต้นฉบับ “เค้าโครงภาพประวัติศาสตร์ฯ” ของกงดอร์เซต์ก็ถูกพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่แก่ สาธารณชนหลังมรณกรรมของผู้เขียนด้วยความอุตสาหะพยายามของโซฟี มันถูกประเมินต่อมาว่าได้ส่งผลสะเทือน ยาวไกลต่อความคิดสมัยใหม่เรื่องความก้าวหน้าเป็นอเนกประการ กล่าวคือ (Microsoft. Copilot. Response to user query about Condorcet’s Nine Historical Stages. 29 March 2026, copilot.microsoft.com) :

-เปลี่ยนภาพความเข้าใจของคนเราที่มีต่อประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นกระบวนการอันมีเหตุผลที่กำกับด้วย กฎเกณฑ์

-สถาปนาหลักคิดเรื่องวิวัฒนาการของสังคมผ่านขั้นตอน/ยุคสมัยต่าง ๆ

-เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ การศึกษาและการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทางการเมืองเข้าด้วยกัน

-ทำให้ประวัติศาสตร์มีความหมายแบบโลกวิสัย หลุดพ้นจากกรอบคิดเรื่องศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

-ส่งอิทธิพลต่อแนวคิดที่ทรงอิทธิพลในชั้นหลัง ไม่ว่าปฏิฐานนิยมของออกัสต์ กองต์, ลัทธิมาร์กซ์ของ คาร์ล มาร์กซ์กับฟรีดริช เองเกลส์, และลัทธิปฏิรูปแบบเสรีนิยม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มท.- PEA แถลงผลการบุกทลายเหมือง Bitcoin เถื่อนใน 5 จังหวัด ยึดเครื่องขุดกว่า 300 เครื่อง
เจ้าฟ้าและสามัญชน | สองนักเรียนไทยเริ่มหวั่นไหวกับสาวรัสเซีย
ปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร ตื้บมาสด้าแดงแหกด่านผิดคน ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ บทเรียน จนท.รัฐ
ธงทอง จันทรางศุ | เมื่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ในวัย 71 ปี
ไชโย … ฮอร์มุซเปิดแล้ว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
หลายภาคส่วนระดมกำลัง ร่วมสำรวจฐานการเรียนรู้บูณาการการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาท – บำรุงรักษ์ป่าเขาขยาย ชัยนาท
เสียง
บางสิ่งเข้ามา | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
เวลา | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย