Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
Prachachat Business Awards 2026
เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย
‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด
– ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
ท่ามกลางปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก และความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดถึงความสามารถการแข่งขันของไทย ที่นับวันจะถดถอยลง
สะท้อนจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ลดลงจากระดับ 4-5% จนปัจจุบันก็อยู่ที่ 2% ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจโตต่ำและโตรั้งท้ายอาเซียน
พร้อมๆ กับปัญหาการเติบโตเศรษฐกิจแบบ K Shape คือภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียม มีปัญหาเหลื่อมล้ำสูง
วาระที่ประชาชาติธุรกิจ ก้าวสู่ปีที่ 50 ได้ร่วมกับบริษัท ครีเดน ดาต้า จำกัด (Creden data) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดทำโครงการ Prachachat Business Awards 2026 เพื่อมอบรางวัลให้แก่ธุรกิจไทยที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูล รายได้ กำไร และการเสียภาษีเงินได้ ปี 2567
ถือเป็นการจัดทำ Data-Driven Awards ที่โปร่งใส และอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน
ข้อมูลที่ออกมาก็สะท้อนถึงภาพธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังและมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาคของไทย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการใช้ข้อมูลเพื่อฉายภาพส่วนหนึ่งของธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น
ผลการทำ Data-Driven Awards จากข้อมูลผลประกอบการที่บริษัทต่างๆ ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 5 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีผลประกอบการออกมาโดดเด่น และบทบาทสำคัญต่อตัวเลขเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย “ทองคำ-พลังงาน-ยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์-อาหารและเกษตร”
“ธุรกิจค้าทองคำ” ขึ้นทำเนียบบริษัทสร้างรายได้สูงสุดของประเทศ แซงหน้ายักษ์พลังงาน และกลุ่มสถาบันการเงิน ทั้งนี้เป็นเพราะราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมทั้งกระแสที่คนไทยตื่นลงทุนทองคำมากขึ้นจนติดอันดับโลก
สภาทองคำโลกระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดทองคำที่มีความแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 มีปริมาณความต้องการทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก (จำนวน 39.8 ตัน) ทำให้มูลค่าการซื้อขาย (เทรด) ทองคำพุ่งขึ้นมาก จึงสะท้อนมาเป็นตัวเลขรายได้บริษัท อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การซื้อขายทองคำแม้จะมีเงินหมุนเวียนสูง แต่ผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก
โดยบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ จำกัด อาณาจักรทองคำ “ฮั่วเซ่งเฮง” คว้าแชมป์บริษัทสร้างรายได้สูงสุดของประเทศ โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้ 2.657 ล้านล้านบาท แซงยักษ์ใหญ่พลังงานอย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีรายได้รวมประมาณ 1.85 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี กำไรของผู้ค้าทองคำไม่ได้สูงเหมือนธุรกิจพลังงานหรือสถาบันการเงิน โดยปี 2567 ฮั่วเซ่งเฮงมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 547.78 ล้านบาท
และจากที่ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา ข้อมูลล่าสุดที่รายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 พุ่งไปถึง 5.55 ล้านล้านบาท และกำไรสุทธิ 987.82 ล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เป็นอาณาจักรธุรกิจทองคำของ “ครอบครัวพสวงศ์” ที่มีจุดกำเนิดเริ่มต้นธุรกิจค้าขายทองคำที่ถนนเยาวราชเมื่อปี พ.ศ.2494 ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 3 ชั่วอายุคน ปัจจุบันนายธนรัชต์ พสวงศ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ขณะเดียวกัน บริษัทที่มีรายได้สูงสุดของภาคเหนือและภาคตะวันตก ก็เป็นธุรกิจค้าทองคำเช่นกัน ได้แก่ บริษัท เอ็มเคเค โกลด์ จำกัด จังหวัดราชบุรี มีรายได้สูงสุดของภาคตะวันตก มูลค่า 45,957 ล้านบาท เริ่มต้นจาก “ร้านทองกิมฮวดเส็ง” เมื่อปี พ.ศ.2478 ต่อมามีการขยายกิจการโดยใช้ชื่อว่า “ห้างทองมังกรคู่”
และบริษัท แอล ที เอส โกลด์ จำกัด จังหวัดตาก เจ้าของ “ห้างทองอรสา” เป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดของภาคเหนือ มูลค่า 15,793 ล้านบาท
นอกจากผู้ค้าทองแล้วประเทศไทยก็มีเหมืองแร่ทองคำ “บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)” เป็นบริษัทลูก บริษัท คิงสเกท แคปปิตอล จำกัด (ออสเตรเลีย) ที่ได้สิทธิ์สัมปทานขุดเหมืองแร่ทองคำชาตรี ตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เป็นเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำให้บริษัทที่มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศภาคเหนือ ปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,136.40 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มพลังงาน นับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ว่าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจภาคส่วนต่างๆ
ทั้งนี้ แม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลบริษัทที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ แต่บริษัทในกลุ่มพลังงานก็ได้รับรางวัลผลการดำเนินเป็นเลิศ และจ่ายภาษีเงินได้สูงสุด
โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจร ได้รับรางวัลผลการดำเนินงานเป็นเลิศระดับประเทศ โดยในปี 2567 มีกำไรสุทธิ 73,854.58 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จากการจัดอันดับพบว่า ปี 2567 เป็นบริษัทที่จ่ายภาษีเงินได้ให้กับประเทศสูงสุด 15,504.18 ล้านบาท ส่วนบริษัทที่เสียภาษีเงินสุดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จ่ายภาษี 11,604.94 ล้านบาท และธนาคารกสิกรไทย จ่ายภาษีเงินได้ 10,562 ล้านบาท
กลุ่มพลังงานยังมีบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น จดทะเบียนบริษัทที่จังหวัดระยอง เป็นบริษัทที่ทำรายได้สูงสุดของภาคตะวันออกมูลค่า 315,393.75 ล้านบาท
รวมทั้งบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด (สงขลา) บริษัทร่วมทุนไทย-มาเลเซีย (ปตท.-PETRONAS) ดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย จากแหล่ง JDA เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศของภาคใต้ ด้วยตัวเลขกำไรสุทธิ 1,793.66 ล้านบาท รวมทั้งเป็นบริษัทเสียภาษีสูงสุดของภาคใต้ 419.34 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ขึ้นแท่นธุรกิจภาคตะวันตก ผลการดำเนินงานเป็นเลิศโดยปี 2567 มีกำไรสุทธิ 1,151.42 ล้านบาท และเสียภาษีสูงสุด 252.57 ล้านบาท
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจมานานคืออุตสาหกรรมยานยนต์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ที่เข้ามาปักหลักลงทุนในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2505 เป็นบริษัทที่ทำรายได้สูงสุดของภาคกลาง นำมาซึ่งการจ้างงานและซัพพลายเชนในการผลิตอีกมากมาย โดยปี 2567 มีรายได้รวม 443,821 ล้านบาท พร้อมกับเป็นบริษัทที่จ่ายภาษีเงินได้สูงสุดของภาคกลาง 7,882.48 ล้านบาท
และอีกอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกสำคัญของประเทศคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลก โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์สัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีฐานผลิตอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศ ของภาคกลางด้วยตัวเลขกำไรสุทธิ (ปี 2567) 40,770.56 ล้านบาท
บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทข้ามชาติสัญชาติแคนาดา ออกแบบและผลิตแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศ และเสียภาษีเงินได้สูงสุดของภาคตะวันออก โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ (ปี 2567) 15,059.19 ล้านบาท และจ่ายภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย 1,756.08 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการคนไทย ที่บุกเบิกสร้างธุรกิจ จนเติบโตและขยายธุรกิจจนติดอันดับไม่แพ้บริษัทข้ามชาติ
บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง แบรนด์ “โกลบอล เฮ้าส์” เริ่มต้นจากร้านค้าวัสดุก่อสร้างเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น ค่อยๆ ขยายกิจการจนได้เปิดดำเนินการ โกลบอลเฮ้าส์ สาขาจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นสาขาแรก ในปี 2540
เป็นหนึ่งผู้ประกอบการจากต่างจังหวัดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง กระทั่งได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2552 กระทั่งบริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด เห็นศักยภาพเข้ามาเป็นพันธมิตรถือหุ้นใหญ่ ยิ่งติดปีกให้สยามโกลบอลเฮ้าส์ ขยายสาขาไปทั่วประเทศ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 96 สาขา รวมทั้งบุกลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
GLOBAL มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัลทั้งประเภทรายได้สูงสุด/ผลการดำเนินงานเป็นเลิศ (กำไรสูงสุด) และบริษัทเสียภาษีสูงสุด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 32,484.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,114.68 ล้านบาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 529.80 ล้านบาท
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบธุรกิจยางพาราครบวงจรของครอบครัว “สินเจริญกุล” ขึ้นแท่นบริษัทที่ทำรายได้สูงสุดของภาคใต้ ด้วยมูลค่า 72,588 ล้านบาท และบริษัท แดรี่พลัส จำกัด โรงงานผลิตนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต ในกลุ่มดัชมิลล์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบริษัทที่เสียภาษีเงินได้สูงสุดของภาคเหนือ 400 ล้านบาท
นี่คือกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งในระดับประเทศและหัวเมืองภูมิภาคต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา
