เมนูข้อมูล | นายดาต้า
ทางเลือกจากนี้ ‘น่าห่วง’
แม้ว่าทุกการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ “ผู้ถือธงนำ-ทักษิณ ชินวัตร” รวมสมาชิกพรรคที่มีบทบาททุกคน ในคำประกาศอย่างเป็นทางการล้วนแล้วยืนหยัดให้การเมืองดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของระบบ
คือหาก “แพทองธาร ชินวัตร” ไม่ผ่านด่าน “องค์กรอิสระ” ต้องพากันไปที่เสนอ “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนของพรรคเพื่อไทยเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ ส.ส.ร่วมโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
ไม่มี “นายกฯ คนนอก” อย่างที่พยายามพลิกการเสนอแนวทางเข้ามา
ทว่า นั่นดูเหมือนจะมีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดระดับ “นักวิเคราะห์” จะมองข้ามไปถึง “กระแสชาตินิยม” ที่ท่วมท้นความคิดของผู้คนหลังการปะทะของกองกำลังไทย-กัมพูชา โดยมี “หลานอิ๊งค์” เป็นตัวละครสำคัญ และบทบาทของ “กองทัพ” โดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางการถูกถล่มหนักของนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน จนพูดได้ว่าเกิดแรงกระแทกรุนแรงต่อ “ศรัทธาประชาธิปไตย” ครั้งใหญ่ในประเทศไทย
ก่อเกิดความเชื่อว่า ไม่ว่า “พรรคเพื่อไทย” จะมั่นใจเพียงใดว่าจะรักษาระบบไว้ได้ แต่จะเป็นไปอย่างยากเย็นในการประคับประคองลดพลังของแรงต้าน ให้สถานการณ์เป็นไปอย่างที่ต้องการ
จากผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” ล่าสุด ที่ตรวจสอบ 25 ประเด็นที่ระบุว่าบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ โดยจากคะแนนเต็ม 10 ดัชนีภาพรวมเดือนกรกฎาคมนี้เฉลี่ย 3.86 คะแนน ลดลงจากเดือนมิถุนายน ที่ได้ 4.13 คะแนน ต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.43 คะแนน
สอบตกอยู่แล้ว แย่ลงไปอีก
และเมื่อเข้าไปในรายละเอียด ไปที่สุดเน้นของรัฐบาลคือการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ชีวิตความเป็นอยู่ มุ่งที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ประนีประนอมไม่ไปยุ่งกับ “โครงสร้างอำนาจ”
ผลสำรวจปรากฏว่า เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.89 คะแนน จากที่เคยได้ 4.07 คะแนน, ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.84 คะแนน จาก 4.05 คะแนน, ราคาสินค้า 3.72 คะแนน จาก 3.92 คะแนน, การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 3.60 คะแนน จาก 4.04 คะแนน, สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.48 คะแนน จาก 3.95 คะแนน, การแก้ปัญหาความยากจน 3.48 คะแนน จาก 3.92 คะแนน, การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.45 คะแนน จาก 3.94 คะแนน
เช่นเดียวกัน สอบตกอยู่แล้ว หนักหน่วงขึ้นไปอีก เรียกว่า “หมดสภาพ” คงไม่ผิด
เมื่อเป็นเช่นนี้ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลภายใต้ “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ มี “ทักษิณ ชินวัตร” ชูธงรบจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงหมิ่นแคลนรุนแรงถึงสภาพหมดความสามารถที่จะมาอาสาเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจประเทศตามราคาคุยว่าได้รับความไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม มีผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ติดตามการเมือง และการบริหารประเทศอย่างเข้าอกเข้าใจ พยายามมองว่า ความผิดพลาดไม่ใช่ความรู้ความสามารถในการเคลียร์อุปสรรคในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนวิชั่นที่เหมาะสมกับการสร้างโครงการเพื่อกระตุ้นการเติบโตของประเทศ
แต่เกิดจาก “โครงสร้างอำนาจ” ที่ออกแบบไว้ทำให้การบริหารโดย “นักการเมืองที่มาจากประชาชน” อยู่ในสภาพอ่อนแอจากการตรวจสอบขององค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ทำให้นโยบายและโครงการต่างๆ ที่รัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” คิดขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะเยียวยาความตกต่ำ สร้างการลงทุน เพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ต้องหยุดชะงัก เดินหน้าไม่ได้เกือบทั้งหมด
พร้อมๆ กันนั้น รัฐบาลถูก “โครงสร้างทางการเมือง” ที่ถูกออกแบบไว้ด้วยเจตนา “แช่แข็งประเทศ” ดังกล่าว ควบคุมกระทั่งบริหารประเทศตามแผนที่ออกแบบไว้ไม่ได้
ผลที่ตามมาคือ ความล้มเหลว ประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้
แต่เมื่อมองในมุมนี้ ที่น่าเศร้ามากกว่าคือ มีคนกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มใหญ่ทีเดียว ได้แสดงออกในทางสะใจ สมใจที่การแก้ปัญหาประเทศล้มเหลว ส่งผลให้ “พรรคเพื่อไทย” ตกต่ำ
ทั้งที่นั่นหมายถึงแนวโน้มที่จะเลยเถิดไปที่ “เสื่อมศรัทธาต่อประชาธิปไตยในภาพรวม” ด้วย
