bg-single

The Last Breath of SAM YAN : Gentrification ชนชั้นสร้างสรรค์ และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง (1)

12.07.2023

พื้นที่ระหว่างบรรทัด |ชาตรี ประกิตนนทการ

 

The Last Breath of SAM YAN

: Gentrification ชนชั้นสร้างสรรค์

และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง (1)

 

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้มีโอกาสชมสารคดี The Last Breath of SAM YAN พร้อมทั้งร่วมวงเสวนาเรื่อง “สิทธิการอยู่อาศัยและศิลปวัฒนธรรมในยุคเสรีนิยมใหม่” ณ Doc Club & Pub

สารคดีกำกับและเขียนบทโดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ โดยมี เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์ เป็นโปรดิวเซอร์ดูแลการผลิต

ตัวสารคดีเล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ปกป้อง “ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง” ของ “คุณนก” คนดูแลศาลเจ้า และกลุ่มนิสิตจุฬาฯ ตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2563 ภายหลังจากที่ “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (PMCU) ตัดสินใจรื้อศาลเจ้าแม่ทับทิม ศูนย์กลางความเชื่อที่สำคัญของชุมชนคนจีนในละแวกสามย่านทิ้ง

เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาคารสูงแทน โดย PMCU จะทำการสร้างศาลขึ้นใหม่ในพื้นที่ “อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ”

หลังจากดูสารคดี (ผมมีโอกาสดู 2 ครั้ง) ผมคิดว่ากรณีรื้อศาลเจ้าแม่ทับทิมคือเหยื่อล่าสุดของปรากฏการณ์ด้านลบในการพัฒนาเมืองที่มองไม่เห็นหัวคน (เพราะเห็นแต่หัวของนายทุน) รวมถึงมองไม่เห็นมิติทางสังคมและชุมชนที่สลับซับซ้อนของการเป็นเมืองที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน

กรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกและคงไม่ใช่กรณีสุดท้ายของปรากฏการณ์ที่นับวันจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะในย่านที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก เช่น สามย่าน

ในวงเสวนา ผมพูดถึง 3 ประเด็นที่เชื่อมโยงกับกรณีนี้ คือ Gentrification ชนชั้นสร้างสรรค์ และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างต่อคนทั่วไปที่สนใจเรื่องการพัฒนาเมือง เลยจะขอเล่าผ่านคอลัมน์นี้อีกครั้ง

การพัฒนาที่ดินของจุฬาฯ นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเมื่อต้นทศวรรษที่ 2550 ในส่วนพื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีการเลือกทิศทางการพัฒนาที่เน้นผลกำไรสูงสุดในรูปแบบที่แทบไม่มีความแตกต่างเลยจากบรรษัทเอกชนโดยทั่วไป

แม้จะมีการให้เหตุผลว่า เพื่อนำดอกผลกำไรมาสนับสนุนการศึกษาและวิชาการของมหาวิทยาลัย แต่ช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนากลับนำมาซึ่งปรากฏการณ์การ (บังคับ) ย้ายผู้เช่าดั้งเดิมในปริมาณมากออกจากพื้นที่ (displacement)

ซึ่งหลายคนอาศัยอยู่ในพื้นที่นานหลายสิบปี โดยถูกแทนที่ด้วยคนชั้นกลางระดับบนจนไปถึงระดับสูงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พักอาศัย และอาคารที่ตอบสนองเครือข่ายทางวัฒนธรรมแบบเดิม ถูกแทนที่ด้วยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารราคาแพง คาเฟ่ฮิปๆ ชิกๆ ฯลฯ ทั้งหมดได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครางสร้างของพื้นที่และย่านอย่างมีนัยยะสำคัญ

ปรากฏการณ์ดังกล่าว มักถูกอธิบายโดยผู้มีอำนาจว่าเป็นสัจธรรมอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของพื้นที่ทำเลทอง เช่น สามย่าน หรือไม่ก็อธิบายว่า โครงการเหล่านี้คือการพัฒนาและฟื้นฟูย่านให้มีชีวิตชีวาและกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ที่สำคัญ สิ่งที่ PMCU ทำก็มิใช่การไล่ที่ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของระบบตลาดที่ไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดอีกมากมายในพื้นที่ของจุฬาฯ คือ Gentrification อันเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนย่านและเมืองให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนชั้นกลางและคนรวยเป็นหลัก โดยไม่สนใจต่อมิติที่ซับซ้อนและเป็นธรรมของการอยู่อาศัยในพื้นที่เมือง

 

Gentrification หากเกิดขึ้นในระดับที่รุนแรง จะทำให้ย่านถูกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตอบสนองต่อคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงและผลักไสคนจนเมืองหรือผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำให้ออกไปจากพื้นที่ เกิดเป็นรอยปริแยกทางสังคม เศรษฐกิจ ชนชั้น และวัฒนธรรม ในระดับลึก

ย่านหรือเมืองในลักษณะนี้จะกลายสภาพเป็นเครื่องจักรของการแบ่งแยก ขูดรีด และเอาเปรียบ

โครงการพัฒนามากมายของ PMCU กำลังเดินไปในทิศทางนี้ กรณีรื้อย้ายศาลเจ้าแม่ทับทิมคือตัวอย่างที่ชัดเจนเลวร้ายที่สุดกรณีหนึ่งของ Gentrification ในพื้นที่สามย่าน (ควรดูสารคดีเรื่องนี้ประกอบจะเข้าใจสิ่งที่พูดชัดเจน)

ผู้คนและชุมชนถูกบังคับทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้ย้ายออก แม้กระทั่งศาสนสถานอันเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของผู้คนก็ยังหนีไม่พ้นพลังแห่งการพัฒนาที่มุ่งกำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง

ในระยะยาวการเลือกที่จะพัฒนาแบบนี้ จะส่งผลร้ายไม่เพียงแค่พื้นที่ภายใต้การดูแลของจุฬาฯ แต่จะลุกลามไปยังพื้นที่และชุมชนโดยรอบด้วย

น่าคิดนะครับ หากเป็นบรรษัทเอกชนที่มุ่งกำไรสูงสุดเพื่อเงินปันผลของผู้ถือหุ้น เรายังพอเข้าใจได้ แต่เมื่อเป็นสถาบันการศึกษา แนวทางนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วจริงหรือ

 

จุฬาฯ คืออะไร? และใครเป็นเจ้าของ? ผมอยากเริ่มต้นด้วยคำถามพื้นฐานนี้

คำตอบอย่างย่อ คือ จุฬาฯ คือสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างปัญญาให้แก่สังคม จุฬาฯ เคยเป็นหน่วยงานราชการ ปัจจุบันก็ยังเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งยังคงได้รับงบประมาณภาษีจากประชาชนสนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่มากเท่าเมื่อครั้งยังอยู่ในระบบราชการก็ตาม

จุฬาฯ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ นักศึกษาและผู้บริหารทั้งหลายล้วนมาแล้วจากไป (ไม่ว่าจะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหนก็ตาม) โดยที่ไม่มีใครสามารถเคลมความเป็นเจ้าของในที่ดินของจุฬาฯ ได้แม้แต่ตารางนิ้ว

จุฬาฯ ไม่มีใครเป็นผู้ถือหุ้นที่จะรอรับเงินปันผลในตอนสิ้นปีจากผลกำไรที่ทำได้

ดังนั้น จุฬาฯ คือพื้นที่ในอุดมคติของประชาชนคนไทยทุกคน โดยได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ในการจัดการศึกษา ผลิตบัณฑิต และสร้างความรู้ให้แก่สังคม

 

ในเชิงอุดมคติ เราทุกคนย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของพื้นที่ของจุฬาฯ ไม่ต่างจากที่เราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะของประเทศไทยร่วมกัน

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่จุฬาฯ นะครับ มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่เคยเป็นหน่วยราชการที่ต่อมาเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็ต่างล้วนเป็นของประชาชนทุกคนในแบบเดียวกัน และได้รับมอบหมายภาระหน้าที่แบบเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การเลือกที่จะบริหารพื้นที่จุฬาฯ (ซึ่งเป็นของประชาชนทุกคน) ในรูปแบบและวิธีการที่ไม่ต่างจากบรรษัทเอกชน จึงเป็นการวางบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง

ผู้บริหาร (ในแทบทุกมหาวิทยาลัย) มักพูดว่า หลังจากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องหาเลี้ยงตัวเองเพื่อนำกำไรที่ได้ไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่คำถามคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแนวทางแบบที่จุฬาฯ เลือกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือ Gentrification ที่รุนแรงขึ้นทุกที ในขณะที่ดอกผลกำไรจากการพัฒนาก็ไม่ถูกเปิดเผยและตรวจสอบจากสาธารณะว่านำไปใช้สอยเพื่อการศึกษาอย่างไรบ้าง และคุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ต้องเสียไป

โมเดลธุรกิจแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการหารายได้เลี้ยงตัวเอง และไม่ทำร้ายทำลายผู้คน ชุมชน และสังคมโดยรอบ ผมคิดว่ามีอีกมาก ซึ่งสถาบันการศึกษาเช่นจุฬาฯ ที่รวมคนเก่งหัวกะทิของสังคมไทยเอาไว้มากมาย น่าจะสามารถคิดออกได้ โดยที่ไม่ต้องเดินตามโมเดลของบรรษัทเอกชนแต่อย่างใด

 

เราไม่ควรมองเพียงแค่ศาลเจ้าแม่ทับทิม พื้นที่ 200 ตร.ว. ที่จะต้องเสียไปเท่านั้นนะครับ แต่เราต้องมองเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ชุมชน และสังคม ที่มีศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นตัวกลาง ที่กำลังจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

และสำหรับใครที่บอกว่า ทาง PMCU ก็สร้างศาลเจ้าทดแทนให้ใหม่แล้วไง ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็สามารถโอนย้ายไปสู่ศาลใหม่ได้ ทำไมต้องมาฟูมฟายด้วย

ผมอยากขอให้เดินไปดูศาลเจ้าแห่งใหม่ด้วยตาตนเองและเทียบกับของเดิมดูนะครับ

หากไม่อคติจนเกินไป คงมองเห็นความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และสะท้อนความจริงใจในการสร้างศาลเจ้าทดแทนได้อย่างชัดเจนว่ามีมากน้อยแค่ไหน

ศาสนสถานไม่ใช่แค่การสร้างอาคารคลุมพื้นที่ใช้สอยแล้วก็จบๆ กันไป แต่มันมีเรื่องของศรัทธาและจิตวิญญาณประกอบอยู่ โดยมีงานสถาปัตยกรรม โครงสร้าง งานศิลปกรรมประกอบอาคาร และการออกแบบแสงเงาภายใน เป็นสื่อกลางในการสร้างศรัทธาและจิตวิญญาณให้เกิดขึ้น ซึ่งเรามองแทบไม่เห็นเลยจากศาลเจ้าแห่งใหม่

สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือการสร้างแบบขอไปที เพื่อไม่ให้สังคมรู้สึกว่ารื้อศาลเจ้าทิ้งไปเฉยๆ

สำหรับผม สิ่งนี้คือความร้ายกาจของระบบทุนนิยมที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของสังคมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?