กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ผมเขียนถึง “ยุทธศาสตร์เม่น” เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วยังมีประเด็นน่าสนใจที่เกี่ยวโยงกับอนาคตของการเผชิญหน้าทางการใช้กำลังห้ำหั่นกันระหว่างประเทศที่ทำท่าว่าจะขยายตัวมากขึ้นทุกที
หากสงครามยูเครนมีส่วนรื้อถอนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับสงครามสมัยใหม่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายใน NATO วันนี้ก็คือความพยายามสร้างหลักนิยมทางทหารชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน
แม้ผู้นำยุโรปยังคงยืนยันความสำคัญของพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ในทางปฏิบัติ ทุกประเทศต่างเริ่มวางแผนบนสมมุติฐานที่แตกต่างออกไป
นั่นคือ หากวันหนึ่งสหรัฐอเมริกาไม่สามารถส่งกำลังสนับสนุนได้ในระดับที่เคยเป็นมา ยุโรปจะต้องสามารถยืนหยัดด้วยขีดความสามารถของตนเองให้ได้
การเปลี่ยนแปลงจึงมิใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณกลาโหมหรือการจัดซื้อยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ หากเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของสงครามทั้งระบบ
ความจริง นักวางแผนทางทหารของยุโรปมิได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างกองทัพให้มีศักยภาพเทียบเท่าสหรัฐอเมริกา
เพราะทุกฝ่ายต่างตระหนักดีว่าภารกิจเช่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
สหรัฐใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างเครือข่ายดาวเทียม ระบบข่าวกรองระดับโลก เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ กองเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล
ล้วนเป็นขีดความสามารถที่ต้องอาศัยทั้งทรัพยากร เทคโนโลยี และประสบการณ์การรบที่ประเทศใดจะสร้างขึ้นมาในเวลาอันสั้นไม่ได้
ยุโรปจึงเริ่มหันไปตั้งคำถามใหม่ว่า หากไม่สามารถมีศักยภาพเทียบเท่ามหาอำนาจ จะทำอย่างไรให้มหาอำนาจไม่สามารถใช้ความเหนือกว่าของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
คำตอบที่กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การทำให้สนามรบเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” จนฝ่ายรุกรานไม่สามารถวางแผนสงครามได้อย่างมั่นใจ
หลักคิดนี้มิได้มุ่งทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก แต่เน้นการทำลายความมั่นใจของผู้บัญชาการ ทำให้การรุกคืบต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกระยะ
ตั้งแต่การขึ้นบก การเคลื่อนกำลัง การส่งกำลังบำรุง การใช้ระบบสื่อสาร ไปจนถึงการรักษาพื้นที่ที่ยึดครองได้
ผมเคยอ่านเจอว่าหลักการแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดของนักยุทธศาสตร์ปรัสเซียอย่าง คาร์ล ฟอน เคลาเซอวิตซ์ ที่มองว่า เป้าหมายของสงครามมิใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว
หากคือการทำให้เจตจำนงทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามหมดสิ้นไป
นั่นคือการเพิ่มต้นทุนของการทำสงครามจนเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
จึงเป็นการโจมตีต่อ “เจตจำนง” มากพอๆ กับการโจมตีต่อกำลังรบ
มองอีกด้านหนึ่ง แนวคิดนี้กลับสอดคล้องอย่างน่าประหลาดกับหลักพิชัยสงครามของ ซุนวู
ซึ่งระบุไว้เมื่อกว่าสองพันปีก่อนว่า “ชัยชนะสูงสุดคือการทำให้ศัตรูยอมจำนนโดยไม่ต้องรบ”
ในบริบทของศตวรรษที่ 21 ความหมายไม่ใช่การเจรจาทางการทูตเพียงอย่างเดียว
หากหมายถึงการออกแบบระบบป้องกันประเทศให้สามารถโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามว่า การใช้กำลังจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้
การป้องปรามจึงมิใช่การประกาศว่าจะตอบโต้รุนแรงเพียงใด หากคือการสร้างความเชื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า ไม่ว่าจะใช้กำลังมากเพียงใด ก็จะไม่สามารถได้รับชัยชนะในเวลาที่ต้องการ
นี่กระมังคือสาระสำคัญของ Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น”
อันเป็นประเด็นที่กำลังได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักยุทธศาสตร์ของ NATO
เม่นมิใช่สัตว์ที่แข็งแรงที่สุดในธรรมชาติ แต่เป็นสัตว์ที่ทำให้ผู้ล่าต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ที่จะได้รับกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง
เมื่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีมากกว่าผลตอบแทน ผู้ล่าย่อมเลือกหันไปหาเป้าหมายที่ง่ายกว่า
หลักการเดียวกันนี้กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการป้องกันประเทศผ่านการสร้างเครือข่ายขีปนาวุธต่อต้านเรือ ระบบอากาศยานไร้คนขับ การลาดตระเวนด้วยเซ็นเซอร์จำนวนมหาศาล สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์
และการกระจายศูนย์บัญชาการเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้แม้โครงสร้างส่วนกลางจะถูกโจมตี
ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้สะท้อนว่าศูนย์กลางของอำนาจทางทหารกำลังเคลื่อนจาก “แพลตฟอร์ม” ไปสู่ “เครือข่าย”
ในอดีต ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวนมากหรือฝูงบินขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบอย่างชัดเจน
แต่วันนี้ แพลตฟอร์มราคาแพงเหล่านั้นกลับตกเป็นเป้าหมายที่ตรวจจับได้ง่ายขึ้นจากดาวเทียม โดรน และเซ็นเซอร์ที่กระจายอยู่ทั่วสนามรบ
ขณะที่อาวุธต้นทุนต่ำซึ่งผลิตได้ครั้งละนับพันชิ้นสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับที่ไม่สมดุลกับราคาของมัน
การแข่งขันจึงมิได้อยู่ที่ว่าใครมีอาวุธที่ซับซ้อนที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างระบบที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว และทดแทนความสูญเสียได้ต่อเนื่องมากกว่า
บทเรียนอีกเรื่องหนึ่งที่ยุโรปได้รับจากยูเครนคือ ความมั่นคงของประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความทนทานของทั้งสังคม”
ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเปลี่ยนสายการผลิตมาสู่อาวุธได้อย่างรวดเร็ว
ระบบดิจิทัลที่ยังคงทำงานได้แม้ถูกโจมตีทางไซเบอร์
โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความหลากหลาย
ตลอดจนประชาชนที่ได้รับการฝึกฝนให้สามารถสนับสนุนการป้องกันประเทศในยามวิกฤต
ดังนั้น ความมั่นคงจึงมิใช่เรื่องของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น หากเป็นผลรวมของขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และความสามัคคีของสังคมโดยรวม
บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศขนาดกลาง เพราะทำให้เห็นว่าการป้องกันประเทศในศตวรรษที่ 21 มิได้วัดกันที่จำนวนรถถัง เครื่องบินรบ หรือเรือฟริเกต
หากวัดกันที่ความสามารถในการทำให้ประเทศทั้งประเทศกลายเป็นระบบป้องกันที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้รวดเร็ว แม้ฝ่ายตรงข้ามจะสามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญได้ในระยะแรก
แต่หากไม่สามารถทำลายเจตจำนงของรัฐและสังคม หรือไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรุกรานก็จะค่อยๆ สูญเสียความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์
ด้วยเหตุนี้ การถกแถลงเรื่อง Porcupine Strategy จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการปรับยุทธศาสตร์ของ NATO หากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การทหารโลก
จากยุคที่มหาอำนาจเชื่อว่าความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีจะนำไปสู่ชัยชนะอย่างรวดเร็ว สู่ยุคที่การป้องกันประเทศต้องอาศัยการกระจายความเสี่ยง ความคล่องตัว นวัตกรรม และการทำให้ผู้รุกรานเผชิญกับต้นทุนที่ยอมรับไม่ได้ในทุกมิติ
สงครามในอนาคตจึงอาจไม่ใช่การแข่งขันระหว่างกองทัพที่ใหญ่ที่สุด หากเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุด
และเข้าใจธรรมชาติของการป้องปรามได้ลึกซึ้งที่สุด
ท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Porcupine Strategy อาจไม่ใช่เรื่องของอาวุธเลยหากเป็นเรื่องของ “วิธีคิด”
ยุทธศาสตร์เม่นไม่ได้สอนให้ประเทศขนาดกลางยอมรับความอ่อนแอ
แต่สอนให้ยอมรับความจริงของระบบระหว่างประเทศ และใช้ข้อจำกัดของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม
ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดไม่ควรพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจในเกมที่มหาอำนาจเป็นผู้กำหนดกติกา
หากควรสร้างกติกาใหม่ที่ทำให้ความได้เปรียบของมหาอำนาจลดลง และทำให้ต้นทุนของการใช้กำลังเพิ่มขึ้นจนไม่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจ
นี่คือเหตุผลที่ยุทธศาสตร์เม่นกำลังได้รับความสนใจจากยุโรป ไต้หวัน และอีกหลายประเทศ
เพราะสาระสำคัญของมันมิใช่การสร้าง “กองทัพที่ใหญ่กว่า” หากเป็นการสร้าง “ประเทศที่ยากต่อการเอาชนะ”
ความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้อาจดูเล็กน้อยในทางภาษา แต่ในทางยุทธศาสตร์กลับเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกหลังสงครามเย็น
ผมจะไม่แปลกใจเลยหากเหล่าบรรดาเสนาธิการในกองทัพที่เป็นมืออาชีพจริงๆ กำลังเกาะติดปรากฏการณ์ “ยุทธศาสตร์เม่น” เพื่อนำมาประยุกต์กับแนวทางป้องกันประเทศของไทยในยุคดิจิทัลวันนี้!
