เมื่อ ‘ผู้กำกับฯ ปาล์มทอง’ จากอิหร่าน ‘รักชาติ’ แต่ ‘ชังระบอบการปกครอง’
| คนมองหนัง
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้แก่หลายฝ่ายทั่วทุกมุมโลก
หนึ่งในเสียงสะท้อนที่น่ารับฟัง ก็คือ ทัศนะของ “จาร์ฟา ปานาฮี” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่าน ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล “ปาล์มทองคำ” จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสมาหมาดๆ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปานาฮีคือคนทำงานศิลปะผู้เป็น “คู่ขัดแย้ง” กับระบอบอำนาจรัฐของประเทศบ้านเกิด และเคยถูกตั้งข้อหา “สร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านการปกครอง” จนต้องโทษจำคุกมาแล้วสองหน
ล่าสุด ปานาฮีเพิ่งเขียนถ้อยแถลงผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสงคราม
โดยด้านหนึ่ง เขาก็แสดงความรู้สึกรักชาติหวงแหนประเทศบ้านเกิด และกล่าวโจมตีผู้รุกรานอย่างอิสราเอล แต่อีกด้าน คนทำหนังผู้นี้ก็วิพากษ์ระบอบอำนาจของอิหร่าน ว่าไร้ศักยภาพในการรับมือกับภัยสงครามที่กำลังเกิดขึ้น
ดังเนื้อหาทั้งหมดต่อไปนี้

“ผมมีจุดยืนที่กระจ่างชัด ปราศจากข้อกังขา โดยไม่ยอมรับการต่อรองใดๆ และผมอยากจะประกาศมันอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า การโจมตีประเทศอิหร่านอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผม คือการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้
“อิสราเอลได้ล่วงละเมิดประทุษร้ายต่ออิหร่าน และสมควรที่จะถูกไต่สวนจากนานาชาติ ในฐานะผู้ก่อสงครามรุกรานประเทศอื่น
“อย่างไรก็ตาม จุดยืนข้างต้นมิได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อห้วงเวลาสี่ทศวรรษของการบริหารประเทศที่ผิดพลาด, การทุจริต, การกดขี่ข่มเหงราษฎร, การเป็นทรราช และการไร้ความสามารถของสาธารณรัฐอิสลาม
“รัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบันไร้ซึ่งอำนาจ, เจตจำนง และความชอบธรรม อันเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนประเทศ หรือการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต
“การยังคงต้องมีชีวิตอยู่ในระบอบการปกครองแบบนี้ ย่อมหมายถึงการล่มสลายลงอย่างไม่หยุดหย่อน และการกดขี่ปราบปรามที่จะดำเนินไปไม่รู้จบ
“วิถีทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากสภาพการณ์ดังกล่าว ก็คือการล้มล้างระบบการเมืองนี้ลงอย่างฉับพลันทันที แล้วแทนที่ด้วยการเริ่มต้นขึ้นของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของประชาชน
“ด้วยการให้ความสำคัญอย่างเต็มเปี่ยมต่อการธำรงรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอิหร่าน และสิทธิ์ในการมีอำนาจอธิปไตยของชาติเรา ผมขอเรียกร้องให้สงครามระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและระบอบอำนาจของอิสราเอล ซึ่งสร้างหายนะอย่างใหญ่หลวง ต้องยุติลงทันที
“นี่คือสงครามที่ทำลายล้างชีวิตพลเรือนจำนวนมาก ทั้งยังทำลายระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญของทั้งสองประเทศ
“นี่คือสงครามที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและคุณค่าของมนุษย์ในภูมิภาคแห่งนี้
“ระบอบการปกครองของทั้งอิหร่านและอิสราเอลสมควรที่จะถูกประณามอย่างตรงไปตรงมา อันเนื่องจากการยืนกรานที่จะใช้ความรุนแรง, ก่อสงคราม และไม่แยแสต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์โดยสิ้นเชิง
“การโจมตีกันด้วยขีปนาวุธ, การทิ้งระเบิดใส่ย่านที่พักอาศัย และการพุ่งเป้าสังหารบรรดาพลเรือน ล้วนถือเป็นอาชญากรรมทั้งสิ้น
“ไม่ว่าจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม, รัฐศาสตร์ หรือความปลอดภัย การก่ออาชญากรรมเหล่านี้ล้วนถือเป็นพฤติกรรมที่ให้อภัยไม่ได้
“การผลิตซ้ำวงจรแห่งการสูญเสียเลือดเนื้อและการสร้างความเกลียดชังเช่นนี้ มีแต่จะนำพามาซึ่งโลกอันไร้เสถียรภาพ และหายนภัยที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
“ผมจึงขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติและประชาคมโลกช่วยกันบีบบังคับกดดันอย่างเด็ดขาดและฉับพลัน ให้ระบอบอำนาจของอิหร่านและอิสราเอลหยุดใช้กำลังทหารโจมตีกัน รวมทั้งยุติการเข่นฆ่าชีวิตพลเรือนในทันที
“การเลือกจะเงียบงันและไม่ยอมแสดงท่าทีใดๆ ออกมาเลย ย่อมหมายถึงการมีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมคราวนี้ด้วย”

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปานาฮีได้โพสต์อินสตาแกรมเพิ่มเติม โดยเปิดเผยว่า ตนเอง ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจที่เทศกาลภาพยนตร์ในประเทศออสเตรเลีย ยังไม่สามารถเดินทางกลับอิหร่านได้
ผู้กำกับฯ วัย 64 ปี ระบายอารมณ์ความรู้สึกอัดอั้นตันใจไว้ดังนี้
“สองสัปดาห์ก่อน ผมได้ตอบรับคำเชิญในการเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ซิดนีย์ แล้วช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านก็บังเกิดขึ้น
“นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ต้องแสวงหาหนทางกลับบ้าน เพื่อกลับไปหาครอบครัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลับไปหาแม่ของผม
“การปิดพรมแดนทางพื้นดินและอากาศส่งผลให้ผมต้องติดค้างอยู่นอกบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
“กระทั่งเมื่อวานนี้ ผมก็ยังคงพยายามสรรหาวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ตัวเองได้กลับบ้าน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความสูญเปล่า กระนั้นก็ดี ผมจะพยายามต่อไป
“สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่ผมอย่างลึกซึ้ง มิใช่เพียงเพราะว่ามันทำให้ผมต้องไกลบ้าน หากมันยังทำให้ผมรู้สึกไร้ความสามารถ เมื่อต้องพบเห็นผู้คนจำนวนมากมีความทุกข์ยากแสนสาหัสและสูญเสียชีวิตในพื้นที่สงครามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยที่ตนเองเข้าไปช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย
“เมื่อชะตากรรมของประเทศชาติต้องตกเป็นตัวประกันของผู้กระหายอำนาจและทะเยอทะยาน สิ่งที่หลงเหลือทิ้งไว้ให้พวกเราจึงมิใช่อะไรอื่น นอกจากความโกรธแค้น, ความเศร้าโศก และการต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ในการบอกเล่าความจริงให้คนรุ่นหลังได้รับทราบ”
ข้อมูลจาก
https://www.instagram.com/p/DLC77HcI1ja/?igsh=MXRlNnJweGsxOHV0Mw==
ภาพประกอบจาก
https://www.instagram.com/jafar.panahi?igsh=N3B5ZGRjMmZndGd0
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
