โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน ประวัติศาสตร์ไทยแบบรักชาติสร้างมาไม่นานและล้าสมัยไปแล้ว
- จะลดคลั่งชาติ และจำกัดชาตินิยมไม่ให้เลยเถิดได้อย่างไร
- คลั่งชาติคือรักชาติแบบขาดสติ
- ลัทธิพวกพ้องกับลัทธิชาตินิยม
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
หลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยมพลุ่งพล่านซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นั้น มีคุณสมบัติคล้ายกันบางอย่าง
กรณีกลุ่มนักเรียนและครูชาวอิตาเลียนซึ่งมาดูหมิ่นเหยียดหยามราวกับประเทศไทยต่ำต้อยต้องพึ่งพาเขา
คนไทยจำนวนมากเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน ด่าอย่างรุนแรงทางโซเชียล และถึงขนาดตามไปเอาคืนถึงที่พักของเขา แม้สถานทูตจะออกมาขอโทษแทน และแม้จะมีคนออกมาเตือนสติให้ตอบโต้อย่างพอเหมาะ แต่ดูเหมือนอารมณ์ชาตินิยมที่พลุ่งพล่านจะเหนือกว่า
กรณีสาวชาวจีนแซงคิวอย่างไม่แยแสต่อคนอื่น ในกรณีนี้ถ้าหากเราไม่รู้เลยว่าหล่อนเป็นคนจีน ก็คงจบที่การตำหนิคนไร้มรรยาท เพราะการกระทำของหล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความเป็นจีนหรือไทย ไม่ได้พูดพาดพิงถึงประเทศไทยหรือคนไทย
แต่กลายเป็นกรณีระหว่างจีนกับไทย ปลุกชาตินิยมไทยพลุ่งพล่านไปจนได้
กรณีคนไทยกับเขมรด่าทอเหยียดหยามซึ่งกันและกัน ซึ่งเกิดขึ้นจนเป็นประจำวันไปแล้ว ไม่ต้องสนใจว่าใครถูกใครผิด แต่เข้าข้างคนชาติตนเองเอาไว้ก่อน
ลักษณะร่วมกันของปฏิกิริยาชาตินิยมดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง อารมณ์พลุ่งพล่านเฮโลกันแบบพวกมากลากตามกันไป
เชื่อและทำตามกันไป ไม่ต้องใช้ความคิดไตร่ตรอง ไม่ฟังหูไว้หู
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะแก่วัยสักเพียงใด แต่กลับแสดงออกอย่างด้อยวุฒิภาวะเป็นอย่างยิ่ง
การตอบโต้จึงตื้นเขิน ดิบๆ เอามันและสะใจอย่างเด็กๆ
ทั้งไม่แคร์ผลสัพธ์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
แต่เป็นความสะใจรวมหมู่เท่านั้นเอง
อาการเฮโลทำนองนี้ถูกกระตุ้นได้ง่ายเกินไป จนต้องตั้งคำถามแล้วว่าคนไทยขาดความหนักแน่น ขาดความไตร่ตรองด้วยเหตุผล
เอาแต่อารมณ์กันขนาดนี้เชียวหรือ
ประการที่สอง การตอบโต้ที่แรงเกินเหตุ ไม่สมเหตุสมผล
เหยียดหยามด่าทอก็มักจะแรง ยิ่งแรงยิ่งมันส์
ขาดความชั่งใจ ขาดการใช้เหตุผล
ทั้งสามารถเลยเถิดเป็นการใช้กำลังทำร้ายอย่างโหดร้ายก็ได้ กลายเป็นการใช้อำนาจเถื่อนก็ได้
ความโหดและเถื่อนเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของการขาดวุฒิภาวะ ขาดสติ นำไปสู่อารมณ์พลุ่งพล่านที่แรงเกินเหตุ
ตัวอย่างเช่น ชาตินิยมคลั่งเจ้าในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งยังเกิดอีกเมื่อเร็วๆ นี้กับคนที่มีปัญหาทางจิต
ประการที่สาม ใช้อำนาจกับคนที่อ่อนแอกว่าหรือคนไร้อำนาจ
ไม่แสดงอารมณ์เดือดหรือผรุสวาทต่อคนมีอำนาจ จึงเงียบเป็นเป่าสากกับคนมีอำนาจ นอบน้อมก้มหัวเชื่อฟังรัฐเป็นอย่างดี หลายคนพอใจกับการถูกรัฐใช้เป็นเครื่องมือ
ดังที่มีผู้สังเกตว่ามักไม่โกรธกับอีกหลายกรณีซึ่งรัฐเป็นผู้กระทำให้เสียหาย
ทั้งไม่โกรธจีนเทา แถมไม่ออกเสียงตอบโต้รัฐบาลจีนสักแอะในกรณีสถานทูตจีนพยายามให้งดฉายภาพยนตร์จากไต้หวันในกรุงเทพฯ เป็นต้น
(ถ้าข้อนี้เป็นความจริง แสดงว่าไม่จริงเลยที่ว่าชาตินิยมประเภทนี้ไม่ใช้ความคิด ไม่ยับยั้งชั่งใจ เพราะย่อมไตร่ตรองแล้ว ชั่งใจแล้ว จึงเงียบต่ออำนาจ แต่จงใจกร่างและใช้อำนาจกับคนไร้อำนาจหรืออ่อนแอกว่าเท่านั้น)
บางคนเห็นได้ชัดว่าเข้าร่วมกับกระแสชาตินิยม เพราะต้องการแสงจากสังคมและอยากให้รัฐรู้จักตนด้วยซ้ำไป
ประการที่สี่ ชาตินิยมประเภทนี้เป็นปฏิกิริยาจากมวลชน ไม่จำเป็นต้องมาจากการจัดตั้งของรัฐ
ชาตินิยมมวลชนมิจำเป็นต้องเป็นฝ่ายซ้าย
เอาเข้าจริงชาตินิยมมวลชนในโลกนี้ ส่วนมากเป็นชาตินิยมฝ่ายขวาซึ่งหนุนอำนาจรัฐฝ่ายขวา
ทำไมชาตินิยมไทย
จึงกระจอก เด็กๆ ดิบๆ ตื้นเขิน
…ทำไม?
ไม่นานมานี้ ปราปต์ บุนปาน เขียนถึงชาตินิยมของชาวนอร์เวย์ ซึ่งทีมฟุตบอลประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก พวกเขาเดินทางกลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากมวลชนและจากราชสำนัก
ปราปต์เขียนว่า “ชุมชนชาติของที่นั่นยังดำรงอยู่อย่างสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝันอันดีงามโดยปราศจากศัตรูคู่อาฆาต” (ดู ‘ชาติ-ชุมชน-ความใฝ่ฝัน’ ของประเทศ ‘นอร์เวย์’ www.matichon.co.th/weekly/featured/article_903964)
ชาตินิยมประเภทนี้ตรงข้ามกับชาตินิยมเด็กๆ ด้อยวุฒิภาวะเหลือเกิน
ทำไมจึงต่างกัน? ปัจจัยทางสังคมหรือประวัติศาสตร์อะไรที่ทำให้ชาตินิยมต่างกันขนาดนั้น?…ทำไม?
ผมก็ไม่ทราบคำตอบที่แน่ชัด แต่อยากชวนคิดดังๆ ฝากไว้บางประการ
เผื่อว่าจะมีคนสนใจหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาศึกษาจริงจังกันต่อไป
ประการที่หนึ่ง ชาตินิยมของไทยไม่ได้ก่อรูปก่อร่างแต่ต้นจากชุมชนการเมืองของผู้คนพลเมืองที่เสมอภาคกัน แต่เป็นชุมชนจินตกรรมของผู้คนใต้ร่มพระบารมีในจักรวรรดิ
ศักดินาที่แปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่
ชาติไทยเป็นรัฐที่มีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยใหม่ แต่ว่าสืบทอดคุณสมบัติของราชอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วย
ในเมื่อรัฐราชาชาตินี้กลายเป็นอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนในชาติ อัตลักษณ์นี้จึงสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ของราชอาณาจักรแบบศักดินามาไว้ด้วย
ความรักหวงแหนชาติจึงไม่ได้เป็นแบบโลกวิสัย (secular) แต่กลับเป็นความยึดมั่นศรัทธาต่อความเป็นชาติที่ศักดิ์สิทธิ์
รัฐราชาชาติเช่นนี้อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง ไม่ใช่เพราะการเมืองเศรษฐกิจหรือการทหารไม่มั่นคง แต่เพราะความยึดมั่นศรัทธาต่อชาติอันศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่อ่อนไหวเปราะบาง ไม่มั่นคง เพราะขัดฝืนกับภาวะโลกวิสัย
ประการที่สอง ราชาชาตินิยมถูกปลูกฝังจากบนลงล่างเป็นหลัก จนเติบโตขึ้นต่อมาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกและวัฒนธรรมของราษฎรไปในที่สุด
ชาตินิยมไทยปัจจุบันเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว แต่ไม่ใช่ชาตินิยมที่เติบโตในหมู่มวลชนด้วยกัน ไม่ใช่ชาตินิยมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐ หรือเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนแทนรัฐของกษัตริย์หรือขุนศึก
ไม่ใช่ชาตินิยมที่หล่อหลอมมาจากการผ่านร้อนหนาวของพลังประชาชนกันเอง
แต่เป็นชาตินิยมที่พัฒนาจากการปลูกฝังโดยชนชั้นนำ ให้รู้จักความเป็นชาติที่มีรากจากจักรวรรดิศักดินาซึ่งแปรรูปเป็นรัฐราชาชาติสมัยใหม่
ดังนั้น ที่กล่าวกันไม่นานมานี้ว่าชาตินิยมไทยเลยพ้นความเป็นราชาชาตินิยมไปแล้วนั้น ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ราชาชาตินิยมไม่ใช่แค่ชาตินิยมของชนชั้นปกครอง แต่ได้กลายเป็นชาตินิยมมวลชนแล้ว (ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เป็นประเด็นที่ควรขบคิดกันต่อไป)
เอาเข้าจริง ชาตินิยมแทบทุกประเภทในโลกนี้ต้องมีมวลชนเกี่ยวข้อง ในกรณีของไทยนั้นเป็นการปลูกฝังโดยชนชั้นนำกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมของมวลชน
แต่ว่ามวลชนของชาตินิยมไทยนั้นมิเคยเกิดขึ้นจากการร่วมกันต่อต้านอำนาจ จะมีเพียงช่วงระยะสั้นๆ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดไปจากปกติ (เช่น ระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น)
ไม่ว่าชาตินิยมมวลชนขวาจัดเมื่อ 6 ตุลาคม หรือชาตินิยมเอาดินแดนเขมรช่วงสงครามโลก หรือชาตินิยมแอนตี้คอมมิวนิสต์ หรือชาตินิยมปกป้องสถาบันหลักของชาติครั้งใหญ่น้อยทั้งหลาย ชาตินิยมมวลชนเหล่านี้แยกไม่ออกจากราชาชาตินิยมเลย
(ชาตินิยมที่เกี่ยวข้องกับการ “เสียดินแดน” เป็นการผลิตซ้ำราชาชาตินิยมทั้งนั้น)
ชาตินิยมแบบฟาสซิสต์ช่วงสงครามโลกหรือแบบหลวงวิจิตรวาทการนั้น ก็มิเคยแตกหักหรือถือว่าราชาชาตินิยมเป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องกดปราบลงให้ได้แต่อย่างใด
ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาสังคมหรือประชาชนกันเอง และมีนัยที่ปฏิเสธหรือถือขนาดต่อต้านอำนาจ ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยจนกระทั่ง 14 ตุลาคม 2516
(แต่หากนับซ้ายสังคมนิยมและ พคท.ซึ่งมีลักษณะชาตินิยมด้วย ก็ต้องนับว่าก่อนหน้านั้น แต่เข้าใจว่าฝ่ายซ้ายสังคมนิยมของไทยคงไม่ยอมรับให้นับเช่นนั้น)
ประการที่สาม ชาตินิยมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางประชาชนกันเอง มักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกร่วมของสังคมที่ต้องการให้ “บ้าน” ของตนดีขึ้น รู้สึกแคร์ต่อบ้านของตนเอง
ชาติ หมายถึง “บ้าน” ที่เราคุ้นเคย อยู่ได้อย่างสบายใจ พอใจจะปรับปรุง ต้องการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นเสมอๆ เพราะตรงโน้นพัง ตรงนี้ผุ
ชาตินิยมประเภทนี้หล่อหลอมขึ้นท่ามกลางชีวิตทางสังคมที่ต้องพึ่งพากันของผู้คนสารพัด ไม่ใช่จากรัฐ ไม่รับใช้รัฐ
จุดตั้งต้นหรือจุดหมายไม่ได้อยู่ที่ความเกลียดชังหรือการต่อสู้ตอบโต้ศัตรู
ชาตินิยมที่แคร์ต่อ “บ้าน” ของคนร่วมสังคมเดียวกัน คงจะซ่อมอะไรไม่สำเร็จสักอย่างด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านต่อศัตรูชั่วคราวชั่ววูบ
ชาตินิยมแบบนี้เป็นการร่วมแรงใจผนึกกำลังกันท่ามกลางความแตกต่างตามปกติของคนในสังคมนั้นๆ
ไม่ต้องบังคับให้คนคิดเหมือนๆ กัน ไม่ต้องสร้างชาติให้เป็นอัตลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์
ประการที่สี่ ชาตินิยมของชนชั้นนำต้องมีศัตรูเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่ได้
ตรงกันข้ามกับชาตินิยมอย่างหลัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีศัตรูปรากฏชัด หรือกล่าวได้ว่าศัตรูไม่เป็นองค์ประกอบเพื่อให้ชาตินิยมดำรงอยู่
อาจมีคู่เปรียบเทียบ มีคู่แข่งเช่นในการแข่งขันกีฬา แต่ไม่ใช่ศัตรู ไม่สามารถปลุกความเกลียดชังคู่แข่งได้
(แน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น)
ข้อสังเกตทิ้งท้าย ชาตินิยมสองแบบที่ตรงข้ามกันนี้ ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะชาตินิยมทุกกรณีมีคุณสมบัติทั้งสองแบบอยู่ปนกัน เพียงแต่สัดส่วนมากน้อยต่างกัน แบบไหนเป็นหลักแบบไหนเป็นรอง
เช่น ประเภทแรกก็มีอย่างหลังประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย ส่วนประเภทหลังก็มีอย่างแรกประกอบเป็นด้านรองอยู่ด้วย เพียงแต่แสดงคุณสมบัติด้านหลักออกมา
ชาตินิยมไทยต้องหล่อเลี้ยงด้วยการมีศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามให้เกลียดชัง แต่ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อำนาจ หรืออย่างน้อยต้องอ่อนแอกว่าเราแน่ๆ เพื่อให้ชาตินิยมไทยอวดกร่างเกทับได้
ชาตินิยมที่กระจอกแต่เถื่อนไม่เคยช่วยให้ “บ้าน” ของเราดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
