
วิช่วลคัลเจอร์/ประชา สุวีรานนท์
โมโนไทป์ : ตัวร้อนกับสงครามเย็น (1)
ในบทความเรื่อง “คุรุสภา” (มติชนสุดสัปดาห์ กุมภาพันธ์ 2560) ได้พูดถึงตัวพิมพ์ที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นหรือการต่อสู้ระหว่างสองค่ายคือโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ โดยที่ไทยเข้าร่วมกับค่ายโลกเสรีอันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่
คุรุสภาเกิดขึ้นพร้อมกับแผนที่ประเทศไทยฉบับ L708 หรือ “หนึ่งต่อห้าหมื่น” ซึ่งเป็นโครงการทำแผนที่ทางอากาศ โดยเฉพาะเขตป่าเขาและชนบทของทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกองทัพไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ
อีกสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ระหว่างที่เครื่องบินติดกล้องถ่ายรูปทางอากาศกำลังบินอยู่เหนือราชอาณาจักรและการทำแผนที่กำลังดำเนินไป คือการสร้างชาติให้ทันสมัย หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งมีผลสะเทือนต่อบ้านเมืองและชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก ตามแผนนี้ รัฐบาลจะกระตุ้นให้เอกชนและต่างชาติเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยสนับสนุนทุนธนาคารและธุรกิจเอกชนให้เข้มแข็ง
ที่สำคัญ แผนที่ฉบับดังกล่าวถูกใช้ในการสร้างถนนและทางหลวงทั่วประเทศ และมีไว้เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ทหาร และได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังนับแต่ปี พ.ศ.2505 หลังข้อตกลงถนัด-รัสค์ ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐ
ในแผนที่เส้นทางที่เพิ่งสร้างของยุคนั้น จะเห็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ เข้ากับจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีถนนมิตรภาพ เป็นเส้นทางหลัก ทำหน้าที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับฐานทัพอเมริกันและเขตชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
ในแง่เศรษฐกิจ ถนนและสิ่งที่ตามมา เช่น สนามบิน ท่าเรือ เขื่อน โรงไฟฟ้า รวมทั้งเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้การเดินทางของสินค้าและผู้คนทั้งจากชนบทไปสู่เมือง และจากเมืองสู่ชนบทสะดวกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ในแง่การเมือง เพราะทำให้พื้นที่ต่างๆ ของประเทศถูก “กระชับ” มากขึ้น หรือ และทำให้ศูนย์กลางการปกครองคือกรุงเทพฯ มีบทบาทชัดเจนขึ้น
ถนนจึงมีบทบาทกระตุ้นให้คนไทยทุกหย่อมหญ้าใฝ่ฝันถึงการอยู่ดีกินดีและความเจริญของชุมชน ดังในคำขวัญของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงเดียวกัน คือ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี”
และเป็นหลักฐานที่เด่นชัดที่สุดของยุคสงครามเย็น
ในยุคพัฒนา สิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์และตำราเรียน มีฐานะเป็นสินค้าและเครื่องมือการปกครอง ได้เข้าไปถึงชนบทด้วยถนนเหล่านี้
การอ่านออกเขียนได้ หรือ literacy มีฐานะเช่นเดียวกับถนน คือเป็น “อาวุธ” สำคัญที่รัฐบาลไทยและทหารสหรัฐต้องการมอบให้แก่ประชาชน และถือกันเป็นสิ่งที่รับใช้ภารกิจการต่อสู้กับความยากจนล้าหลัง และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

โจทย์ได้เปลี่ยนไป ถ้าคำถามเก่าคือ “การอ่านในเมืองเจริญแค่ไหน?” มาสู่คำถามใหม่ที่ว่า “การอ่านกระจายไปสู่ชนบทแค่ไหน?” ซึ่งจะเห็นได้จากบันทึกการสำรวจปี พ.ศ.2513 ของ Louis H. Kuhn เรื่อง Reading Materials and Printing Facilities in Six Northern Changwats
หลุยส์ เอช. คูห์น เป็นเจ้าหน้าที่ของยูเสดหรือหน่วยงานเพื่อการพัฒนาของสหรัฐที่เข้ามาเพื่อสำรวจว่าสถานะของ “การอ่าน” ของคนในชนบทไทยนั้นเป็นอย่างไร เขาได้ตระเวนไปหลายหมู่บ้านในจังหวัดต่างๆ ของอีสาน คืออุดรธานี อุบลราชธานี สกลนคร นครราชสีมา นครพนม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น
งานวิจัยของเขาทำในสมัยปฏิวัติของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมีการยอมรับแล้วว่าสหรัฐใช้ฐานทัพในประเทศไทยในการโจมตีเวียดนามเหนือและลาว และเริ่มพูดถึงการถอนทหารอเมริกันออกไป
รัฐบาลทหารเพิ่งจะจัดการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคสหประชาไทยหรือฝ่ายรัฐบาลได้รับชัยชนะ หนังสือพิมพ์รายวันขายในราคาฉบับละหนึ่งบาท และไทยรัฐกำลังมียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศ ส่วนข่าวที่ดังที่สุดของปี พ.ศ.2513 คือการตายของ มิตร ชัยบัญชา พระเอกหนังไทยยอดนิยม
จุดเด่นคือ เขาตีความคำว่า “อ่าน” ไว้กว้าง เช่น สงสัยว่าคนไทยมีโอกาสรับรู้ข้อมูลความรู้แค่ไหน? เขาจึงสนใจการอ่านทั้งแบบซีเรียสและเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน
เขาตั้งข้อสังเกตกับหนังสือทั้งในบ้าน ตามห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดอำเภอ และร้านค้า หรือแผงหนังสือพิมพ์ในตลาด รวมทั้งเข้าไปถึงโรงพิมพ์ในเมือง
ซึ่งในรายงาน กล่าวว่ามีโรงพิมพ์ท้องถิ่นนับพันแห่งทั่วประเทศ แต่ส่วนมากอยู่ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในต่างจังหวัดมีเพียงร้อยแห่ง
เช้าวันหนึ่ง ขณะนั่งรถไปตามทางหลวงระหว่างร้อยเอ็ดกับมหาสารคาม คูห์เห็นเด็กนักเรียนราวสิบกว่าคนเดินกันเป็นแถวบนไหล่ทาง สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือเด็กในวัยสิบขวบที่ถูกขนาบทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งเป็นทุ่งข้าวและพื้นที่ราบอันกว้างไกล อีกข้างหนึ่งเป็นถนนลาดยางที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ และกำลังนำเด็กเหล่านี้เหล่านี้ไปสู่โรงเรียน
สำหรับคูห์น การสัมภาษณ์ครูตามโรงเรียนในชนบทนั้นยังไม่พอ เด็กนักเรียนต่างหากที่เป็น “กองกำลัง” ที่ต่อสู้กับความไม่รู้หนังสือ และชี้ถึงสถานะของการอ่านอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม คำถามในการสำรวจคือ แบบเรียนจากกรุงเทพฯ ไปถึงมือนักเรียนในชนบทหรือไม่? เขาจึงจอดรถตรงริมทางหลวงระหว่างร้อยเอ็ดกับมหาสารคามเพื่อทำการตรวจแถวแบบไม่บอกล่วงหน้า หรือขออนุญาตดูหนังสือตำราในกระเป๋านักเรียนของทุกคน
สิ่งที่เขาพบก็คือ แต่ละคนมีแบบเรียนสองสามเล่ม จากที่มีคนบอกไว้ควรจะมีห้าเล่ม
การสำรวจของคูห์นชี้ว่า พร้อมไปกับการพัฒนาชนบท การอ่านออกเขียนได้เจริญขึ้นแล้ว และจากรูปถ่าย จะเห็นด้วยว่าในบรรดานักเรียนเหล่านี้ บางคนเท่านั้นที่มีถุงเท้าและรองเท้า

