นาวาโท ดร.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ : จากนายทหารเรืออนาคตไกล เปิดใจ ขอลงสนามการเมืองค่ายส้ม
โดย วรวิทย์ ไชยทอง
อีกหนึ่งนักการเมืองค่ายส้มที่น่าจับตาคือ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน
หลังก่อนหน้านี้ก็ทำงานอยู่เบื้องหลังด้านกองทัพ ความมั่นคง และการปฏิรูปทหาร ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องถึงพรรคก้าวไกล ก่อนจะก้าวเข้ามาทำงานในสภาในตำแหน่งที่ปรึกษากรรมาธิการทหารอยู่นาน
ล่าสุดตัดสินใจทิ้งอาชีพราชการที่รัก ลาออกจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยดัง มาสวมเสื้อนักการเมืองในนามพรรคประชาชน เพื่อหวังผลักดันอยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้แบบตรงไปตรงมา
เส้นทางชีวิต น.ท.กิตติพงษ์ น่าสนใจไม่น้อย เขาคือนายทหารเรืออนาคตไกลวุฒิปริญญาเอกจากเยอรมนี แต่เพราะความสนใจทางการเมือง ทำให้เขาต้องพบจุดเปลี่ยนในชีวิตหลายครั้ง
จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเกิดขึ้นจากการตั้งคำถาม โดยเฉพาะในช่วงชีวิตการเล่าเรียนด้านการทหารที่ประเทศเยอรมนี
น.ท.กิตติพงษ์ ย้อนเล่าเส้นทางชีวิตตั้งแต่ครั้งเป็นนายทหารเรือ เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 40 และนักเรียนนายเรือรุ่นที่ 97 โดยเรียนโรงเรียนเตรียมทหารเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออีกครึ่งปี และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีเป็นเวลารวม 11 ปี
ช่วงเวลา 11 ปีในเยอรมนีประกอบด้วยการฝึกทหาร 3 ปี การเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย 1 ปี จากนั้นศึกษาระดับปริญญาตรีควบโทด้านวิศวกรรมอีกประมาณ 3 ปีครึ่ง และต่อปริญญาเอกอีกประมาณ 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจึงกลับมารับราชการในสังกัดกองทัพเรือช่วงปี 2554 รวมเวลารับราชการประมาณ 12–13 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกในปี 2566 เพื่อมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเวลา 3 ปี และลาออกอีกครั้งในปีนี้ เพื่อตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
เมื่อมองจากเส้นทางชีวิตที่เติบโตในระบบการศึกษาทหารมาโดยตลอด จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า น.ท.กิตติพงษ์ ซึ่งดูเหมือนจะมีความผูกพันกับความเป็นทหารเรืออย่างยาวนาน เหตุใดจึงเลือกตัดสินใจลาออกจากราชการ
น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่า หากย้อนกลับไปในช่วงที่สมัครเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร เขาแทบไม่รู้เลยว่าทหารทำงานอย่างไร เหตุผลสำคัญที่ไปสอบก็เพราะมีรุ่นพี่เตรียมทหารมาแนะนำขณะเรียนอยู่ที่โรงเรียนหาดใหญ่ ด้วยความเป็นคนเรียนดีจึงลองสอบ และสอบติด เมื่อเข้าไปเรียนจึงเริ่มเข้าใจชีวิตทหารมากขึ้น แม้ในใจลึกๆ จะไม่ได้รู้สึกชอบมากนัก แต่เมื่อเข้าเรียนแล้ว การจะลาออกกลางคันย่อมมีต้นทุนบางอย่างที่ต้องแลก
หลังจบโรงเรียนเตรียมทหาร เขาได้คะแนนสอบดีมาก เดิมตั้งใจจะเลือกกองทัพอากาศ แต่มีรุ่นพี่แนะนำว่าอันดับในกองทัพเรือดีกว่า จึงตัดสินใจเลือกกองทัพเรือ และในช่วงนั้นกองทัพเรือมีทุนศึกษาต่อต่างประเทศ นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ต้องสอบแข่งขันเพื่อชิงทุน นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ทำให้เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อที่เยอรมนี
น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่าความสนใจทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แม้ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเป็นช่วงเวลาหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่นาน สังคมยังมองกองทัพในภาพเผด็จการ เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เขาสังเกตเห็นว่ามีการนำชื่อผู้นำเผด็จการทหารในอดีตมาตั้งเป็นชื่อตึกหรือค่ายทหาร เช่น อาคารกิตติขจร หรือค่ายธนะรัชต์ ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงความสงสัยส่วนตัวว่าเหตุใดกองทัพจึงยกย่องบุคคลเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ความสนใจด้านสังคมและการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้นจริงจังเมื่อไปศึกษาอยู่ที่เยอรมนี ซึ่งกลายเป็นจุดบ่มเพาะความคิดและตัวตนของเขาอย่างสำคัญ
ช่วงแรกของการไปเรียนเป็นการฝึกทหารอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเป็นพลทหาร ลงเรืออยู่หลายเดือน เรียนหลักสูตรกฎหมายทหาร การเดินเรือ อีก 9 เดือน ต่อด้วยหลักสูตรการรบต่างๆ รวมเวลาฝึกทหารล้วนๆอีกประมาณ 3 ปี แต่ระหว่างนั้นเขาเริ่มรู้จักกับนักเรียนไทยที่เป็นพลเรือน และเข้าร่วมกิจกรรมกับสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนี (สนทย.) ซึ่ง ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นหนึ่งแกนนำสมาคมฯ

น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่าเขาได้แลกเปลี่ยนความคิดกับ ผศ.ปริญญา อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับสังคมไทยที่เขาเองเคยสงสัย แต่ไม่เคยมีพื้นที่ให้ถกเถียง เมื่อเข้ามาอยู่ในสมาคมนักเรียนไทยฯ เขาพบว่ามีคนจำนวนมากตั้งคำถามคล้ายกัน อีกทั้งยังมีการเชิญนักวิชาการไทยที่มีชื่อเสียง เช่น ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล และ ส.ศิวรักษ์ มาพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเปิดโลกทางความคิดให้เขาอย่างมาก
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาจำไม่ลืม คือคำถามจากเพื่อนชาวเยอรมันที่เรียนด้านไทยศึกษาเข้าใจการเมืองไทยดี ซึ่งถามว่าเขาคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ทหารยิงประชาชนในพฤษภาทมิฬ และหากเขาเป็นทหารถือปืนอยู่ตรงหน้า แล้วผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน เขาจะทำตามคำสั่งหรือไม่?
ครั้งนั้น น.ท.กิตติพงษ์ เล่าให้ฟังว่าเขาเองก็จำไม่ได้ว่าตอบกลับไปว่าอะไร แต่นั่นกลับกลายเป็นคำถามที่วนเวียนในหัวมานาน น.ท.กิตติพงษ์ ยอมรับว่าในขณะนั้นเขาก็ไม่สามารถตอบได้ (ก่อนในเวลาถัดมาถึงจะสรุปจุดยืนตัวเองและเลือกที่จะตอบว่า หากเขาเป็นคนถือปืนและผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ก็จะไม่ยิง)
ที่จริงแล้ว หลักสูตรทหารเรือเยอรมันมีคำตอบให้แล้วในทางกฎหมาย น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า ที่นี่สอนชัดเจน มีการทำข้อสอบซึ่งต้องสอบให้ผ่าน (หากทำไม่ผ่านต้องถูกส่งกลับบ้านทันที) ว่า คำสั่งทางทหารแบ่งเป็น 3 ประเภท คือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องปฏิบัติตาม คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจ และคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งห้ามปฏิบัติตามโดยเด็ดขาด หากผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ถือเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมาย ทหารไม่เพียงต้องไม่ยิง แต่ยังต้องแจ้งความและดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชา
เมื่อกลับมารับราชการในประเทศไทย น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่าสิ่งที่ได้อย่างหนึ่งในการเรียนหนังสือที่เยอรมันก็คือการอ่านหนังสือปรัชญาทั่วไป เขายอมรับว่านักปรัชญาที่เขาชื่นชอบคนหนึ่งก็คือ อิมมานูเอล ค้านท์ ที่ให้ความสำคัญกับการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เมื่อต้องรับราชการ เขาจึงยึดหลักการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้จะตระหนักว่ากรอบคิดบางอย่างของตนไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทหารไทยทั้งหมดก็ตาม
ตลอดระยะเวลา 13 ปีในกองทัพ เขาได้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง การทำงานในศูนย์ปราบปรามประมงผิดกฎหมาย และการพัฒนาระบบสารสนเทศทางทหาร
หลังรับราชการมาได้ระยะหนึ่ง เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนาวาโท เพื่อมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝัน ทำงานวิจัยและพัฒนาอัลกอริทึมด้านเทคโนโลยีตลอดระยะเวลา 3 ปี
ขณะเดียวกัน ความสนใจทางการเมืองยังคงดำเนินต่อเนื่อง เขามีส่วนร่วมกับเครือข่ายนักกิจกรรมและนักวิชาการ เช่น การทำงานเบื้องหลังให้ประชาไท ไอลอว์ และคณะนิติราษฎร์ รวมถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ช่วยเหลือคดีการเมือง ซึ่งคดีสุรภักดิ์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนำไปสู่การถูกเรียกพบผู้บังคับบัญชาและการถูกย้ายตำแหน่งเพื่อให้อยู่ใกล้สายตา
เพราะ น.ท.กิตติพงษ์ ในฐานะที่เป็นอาจารย์โรงเรียนนายเรือ จึงถูกผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือและเจ้ากรมยุทธการทหารเรือในขณะนั้นเรียกไปพบ เขาเล่าเหตุการณ์วันนั้นว่า เมื่อไปถึง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือก็หยิบแฟ้ม 2 แฟ้ม ซึ่งคาดว่าจะเป็นประวัติของเขาอยู่ ก่อนจะถามขึ้นว่า “น้องไปทำอะไรมา” ก่อนจะค่อยๆไล่เรียงไป จนทำให้รู้ว่า เหตุที่ถูกเรียกไปการไปเป็นพยานในศาลคดีสุรภักดิ์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปอยู่กรมสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศใน 1 สัปดาห์ต่อมา

แต่ก็ยังเป็นการย้ายที่พอรับได้ เพราะ น.ท.กิตติพงษ์ ได้ทำงานตรงกับความรู้ที่ร่ำเรียนมา ซึ่งต่อมาในปี 2557 ก็ได้รู้ความจริงว่าทุกคนในกรมสื่อสารฯก็รู้เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงถูกย้ายมาที่นี่ ก็คือต้องย้ายเข้ามาส่วนกลางเพื่อให้อยู่ใกล้สายตา แต่ก็ยังมีข้อดี เพราะที่นี่ไม่ได้ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆที่เคยทำมา หากไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับราชการ
ต่อมา เขามีบทบาทเบื้องหลังในพรรคอนาคตใหม่ และทำงานด้านนโยบายและที่ปรึกษาทางการทหารในพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน จนตัดสินใจลงสนามการเมืองเต็มตัว ด้วยความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพกับการเมือง
“ถึงที่สุดการจะเปลี่ยนประเทศไทยไม่สามารถหนีจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะไม่ว่าจะคิดนโยบายดีแค่ไหน หากถูกการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยขัดขวางทุกอย่างก็จบ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือบทบาทของกองทัพกับการเมือง ยิ่งยุครัฐบาล คสช.ที่ผ่านมายิ่งเห็นปัญหาชัด ว่าตลอด 9 ปีที่รัฐบาลทหารมีอำนาจ มันทำให้เศรษฐกิจ การเมือง ถดถอยไปหมด ดังนั้นการจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า จึงหนีไม่พ้นการปฏิรูปกองทัพ ต้องทำให้กองทัพจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือขึ้นสู่อำนาจของใคร หากกองทัพไม่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับประชาชน การพัฒนากองทัพยิ่งทำได้ยาก” น.ท.กิตติพงษ์ ระบุ
น.ท.กิตติพงษ์ ย้ำว่าทหารยังมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐชาติ แต่ต้องเป็นกองทัพที่เป็นมืออาชีพ ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หากกองทัพยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง จะเป็นผลดีต่อทั้งสังคมและตัวกองทัพเอง
หากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน ประเด็นที่เขาต้องการผลักดันมากที่สุดคือการปฏิรูปศาลทหาร โดยเฉพาะการนำคดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือนขึ้นสู่ศาลพลเรือน เพื่อยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีตเกิดขึ้นอีก
แม้การผลักดันในสภารอบที่แล้วจะไม่สำเร็จ เขายืนยันว่าจะเปลี่ยนความผิดหวังเป็นพลังในการเดินหน้าปฏิรูปกองทัพผ่านกลไกการเมือง
ส่วนปฏิกิริยาของครอบครัวต่อการตัดสินใจลาออกจากราชการและลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า เมื่อโทรไปบอกคุณพ่อ คำตอบที่ได้รับคือ
“ก็รู้อยู่แล้วหรือเปล่า ว่าวันนี้ต้องมาถึง…”

