ในประเทศ
ระหว่างที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่ามหากาพย์กรณีโกงฮั้ว ส.ว. ที่กำลังเคลื่อนมาถึงจุดพีกสุดๆ
สัปดาห์นี้มีการเปิดรายชื่อผู้ต้องสงสัยตัวการสำคัญ เจ้าหน้าที่รัฐรับและโอนเงินทุจริตโกง ว่าจะจบลงอย่างไร?
จู่ๆ เฟซบุ๊กอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็โพสต์ลอยๆ “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์
จริงๆ วาทกรรมวิ่งหัวชนกำแพงนั้น ก่อนหน้านี้ก็มีพูดมาแล้วหลายครั้ง ในทางการเมืองก็รู้กันดีว่าเป็นคำที่ใช้เย้ยหยันค่ายสีส้ม ที่ทำการเมืองช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง ตัดสิทธิ์การเมืองมาแล้วหลายรุ่นก็ยังไม่เรียนรู้ ยังจะสู้อยู่อย่างเดิม
แต่รอบนี้ถึงคราวของนายกฯ หนูโพสต์เอง เรื่องมันถึงแรงขึ้นมา
ไปไล่สืบสาเหตุก็พบว่า เป็นเพราะศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ไปกล่าวช่วงหนึ่งในงานเสวนา “คิดต่อจากนิธิ : อนาคตสังคมไทย” ตัดพ้อถึงความอึดอัดในการต่อสู้ทางการเมืองระบบอุปถัมภ์และโครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เปรียบเหมือนการสู้กับกำแพง
“สู้ยังไง ก็มันสู้กับกำแพง เอายังไง ก็เอามันไม่ลง ตอบประชาชนก็ไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่สำเร็จ”
จึงเป็นประโยคปลุกให้นายกฯ ออกมาโพสต์ขยี้ปมอ่อนไหว แต่ก็เจอค่ายสีส้มเรียงหน้ากันออกมาตอบโต้วาทกรรม “กำแพง” กันจ้าละหวั่น
ไม่ว่าจะเป็นวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ระบุ “กำแพงที่กั้นความเจริญนั้นไม่มีใครเอาหัวไปโขก แต่ต้องช่วยกันทุบทิ้ง”
ต่อด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ระบุว่า “กำแพงที่แท้จริงที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่คือ กำแพงคอร์รัปชั่น การโกงเลือกตั้ง และการฮั้ว ส.ว. ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลกำลังทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย”
หรือจะเป็น ปดิพัทธ์ สันติภาดา (หมออ๋อง) ระบุว่า “กำแพงยิ่งสูงยิ่งหนา พวกมันยิ่งฮั้ว ยิ่งโกง ยิ่งสูบกินประเทศ หน้ายิ่งด้าน ยิ่งเหยียบย่ำประชาชน พวกเราหัวแข็ง เจอกัน”
แม้จะเจอทีมส้มแท็กทีมก็ตอบโต้สไตล์แสบๆ คัน แต่ลีลานายกฯ หนูก็ยังสามารถตีกินทางการเมืองโชว์ยียวนได้เหนือกว่า
หลังถูกนักข่าวไล่ถามว่าหมายถึงใคร นายกฯ ก็ออกลูกเดินหนี เลี่ยงไปเลี่ยงมา พอเลี่ยงไม่พ้นก็ยกมือทำทรงหัวปูดโน ก่อนโชว์น้ำมันเขียวแก้หัวโน พร้อมแซวแกมเหน็บฝ่ายค้าน
“รีบออกมางับประเด็นกันใหญ่ ไม่ได้พูดถึงเขาเลย”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกฯ หนูเอาตัวเองมาเล่นเกม สาดวาทกรรมใส่ค่ายสีส้ม ที่จริงก็ทำมาต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีแนวโน้มว่าจะหักเอ็มโอเอตั้งรัฐบาลจนกระทั่งชนะเลือกตั้งสำเร็จ
ช่วงแรกๆ หากยังจำได้ ครั้งใดที่ค่ายสีส้มรุมถล่มรัฐบาลจากการบริหารมิว่าเรื่องใด นายกฯ หนูก็จะนำทีมสีน้ำเงินขอบคุณสีส้มที่ช่วยให้นั่งเก้าอี้นายกฯ สมัยแรกสำเร็จ ให้ค่ายสีส้มเจ็บใจเล่นอยู่เสมอ
จากอนุทินที่หลายคนเคยมองว่าเป็นคนประนีประนอม ไม่เน้นฟาดฟันทางการเมืองกับใครรุนแรง วันนี้นายกฯ หนูเปลี่ยนไป เป็นผู้นำการเชือดเฉือนสู้ฟัดค่ายสีส้ม
เพราะนายกฯ หนูวันนี้คือผู้นำถือธงค่ายอนุรักษนิยม มีหน้าที่คือการรักษา “กำแพงการเมือง” สู้กับค่ายสีส้ม โดยมีเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทยเป็นดั่งประตูของกำแพง ผู้ควบคุมคนเข้าออก
ต้องตระบัดสัตย์หักเอ็มโอเอ เพื่อสกัดค่ายสีส้มไม่ให้เข้ามาใน “พื้นที่อำนาจ” ในระยะยาว เพื่อไม่ให้กำแพงอนุรักษนิยมถูกทลายลงก็เคยทำมาแล้ว
เอาเข้าจริงกระแสความอึดอัดจากสีหน้าท่าทาง คำพูดของไหม ศิริกัญญา ก็เป็นอารมณ์ร่วมส่วนหนึ่งของสังคมจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเช่นนี้
ดังเช่น ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ หรือ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ก็ได้เคยบอกเล่าเรื่องราว การยาใจฝ่ายประชาธิปไตย จากห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้มาแล้วในงานเสวนาจัดขึ้นที่มติชนเมื่อเดือนก่อน
การต่อสู้ของฝั่งผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงมรดกการเมืองรัฐธรรมนูญปี 2560 นำโดยค่ายสีส้ม ก็ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดมาไม่น้อย
สัปดาห์นี้เองก็เป็นวาระครบรอบ 2 ปี การยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งหากนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเดินทาง ค่ายสีส้มก็อยู่ในการเมืองไทยมาแล้ว 8 ปี
แม้จะอยู่ในอารมณ์ความพ่ายแพ้จากศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่เมื่อย้อนดูพัฒนาการทางการเมืองไทยอันเป็นผลจากการเกิดขึ้นของค่ายสีส้ม ก็ต้องยอมรับว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมากในหลายมิติ
ค่ายสีส้มทำให้เห็นว่าการทำงานฝ่ายค้านอย่างมีประสิทธิภาพก็ช่วยบรรเทา เปิดโปง สร้างการรับรู้ปัญหาของประเทศได้
เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการจัดงบประมาณประเทศใหม่ การบริหารงานราชการ ถูกตรวจสอบ โปร่งใส เปิดเผยมากขึ้น
หน่วยงานความมั่นคงรัฐพันลึก วัฒนธรรมราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ถูกตั้งคำถามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การเมืองของค่ายสีส้มยังเป็นผู้นำสร้างการรับรู้ประเด็นใหม่ๆ หลายเรื่อง อาทิ สิทธิความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ ที่ถูกจุดประเด็นจากยุคอนาคตใหม่
ประเด็นการลดอำนาจทหารจากการเมือง, การยกเลิกเกณฑ์ทหาร, การลดเสนาพาณิชย์ในกองทัพ, การตั้งคำถามกับองค์กรอิสระ, ตั้งคำถามกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฉบับมรดก คสช. ก็ล้วนถูกขับเคลื่อน ผลักดัน สานต่อการเรียกร้องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
แน่นอนว่าจนถึงวันนี้ กำแพงการเมืองที่ค่ายสีส้มพยายามรื้อถอนอยู่ในสภาพหนาแน่น แข็งแรงอย่างมาก ผลจากการวางรากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับมรดก คสช. พร้อมๆ กับการที่สีน้ำเงินใช้ความเก๋าเกมทางการเมือง ชิงจังหวะเล่นเกมจนคว้าชัยชนะสำเร็จ
แต่ในความสำเร็จ ก็มิได้การันตีชัยชนะอย่างถาวร
เพราะศัตรูของรัฐบาลอย่างค่ายสีส้ม แม้จะพ่ายแพ้ถูกทำลายด้วยนิติสงคราม ถูกยุบพรรคแล้ว 2 ครั้ง ล้างบางแกนนำไปแล้ว 2 เจเนอเรชั่น จนถึงวันนี้พรรคส้มกลับยังสามารถรักษาจิตวิญญาณการเมืองเดิมไว้ได้
ผิดกับรัฐบาลที่วันนี้ครองอำนาจมาได้เพียง 4 เดือนเศษ เจอพรรคฝ่ายค้าน เจอภาคประชาชนรุมทำงานตรวจสอบกดดันจนวันนี้สังคมได้เห็นรูรั่วเต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโกงฮั้ว ส.ว.ที่กำลังพีกอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย ยังมีการตรวจสอบกรณีเขากระโดงที่ก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ต่อด้วยกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงบิ๊กบอสเบื้องหลัง, กรณีมาเฟียท้องถิ่น, ปัญหาจีนเทา, ขบวนการพ่อไทยทิพย์, คดีโกงกักตุนน้ำมัน, กรณีอื้อฉาวข้อมูลส่วนบุคคลรั่วจากหน่วยงานรัฐ, กรณีมลพิษคุณภาพน้ำทางภาคเหนือ, การต้อนรับผู้นำเผด็จการทหารเมียนมา, กรณีปัญหาอื้อฉาวเอไอพาสปอร์ต, กรณีเงินกู้ 4 แสนล้านที่ส่อเค้าจะเอามาใช้ผิดวัตถุประสงค์การกู้, กรณีปัญหาประกันสังคม, ปัญหา กองทุน กยศ., ปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐบาล, การแต่งตั้งข้าราชการไม่เป็นธรรม, รัฐมนตรีลูกเทพ และปัญหาสังคมรายวันอีกมากมายที่ถูกตั้งคำถามสะเทือนอำนาจรัฐบาล
ฉะนั้น การจะบอกว่าค่ายสีส้มไม่ฉลาดที่ใช้หัวชนกำแพง นับวันกำแพงยิ่งแข็งแรงยิ่งสูงขึ้นทุกวัน ก็คงเป็นการประเมินเพียงมิติเดียว
หากจะประเมินเช่นนั้นก็ต้องบอกว่า ค่ายสีส้มเองเอาหัวชนกำแพงมานานแล้ว กำแพงที่สร้างโดย คสช. พรรคส้มก็เอาหัวชนมาแล้ว แต่วันนี้พรรคส้มก็ยังอยู่
เคยบาดเจ็บเพราะไม่มีอะไรป้องกัน จนเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าอาจต้องรอเวลาและปัจจัยอื่นๆ มาประกอบกันเพื่อทำลายกำแพงให้ได้ในวันหนึ่ง
ตรงกันข้ามกับค่ายน้ำเงิน ที่วางภาพว่าเป็นฝ่ายอยู่หลังกำแพง เข้มแข็ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงดูเหมือนยิ่งนานยิ่งประมาท ซ้ำยังมีแนวโน้มปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนในกันเอง
กำแพงที่ดูแข็งแรงช่วงแรก วันนี้เริ่มทรุดลงแล้ว
มีสุภาษิตไทยที่ว่า กำแพงมีหู ประตูมีตา ความหมายก็คือ อย่าไปคิดว่าความลับใดๆ มันจะปิดมิดชิด
เปรียบเทียบก็คือ อย่าไปคิดว่ากำแพงแข็งแรง มั่นคงถาวร
จากสถานการณ์วันนี้ เห็นแล้วว่า “ช่องว่าง/รูรั่ว” ของกำแพงเกิดขึ้นแล้ว
การเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้กำแพงอาจดูแข็งแรงจากภายนอก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับขาดการซ่อมบำรุงดูแล หรือคนดูแลกำแพงประมาทเกินไป นานๆ เข้าก็เสื่อมโทรมได้
ถึงวันนี้ อาจไม่ต้องทุบ ไม่ต้องใช้หัวชน
แค่ออกแรงชนเบาๆ มันก็พังลงมาเองได้อย่างง่ายดาย
