ปฏิบัติการยื้อ ‘ลิฟกอล์ฟ’ เมื่อโปรดังต้องเป็นมากกว่าผู้แข่งขัน
Technical Time-Out | จริงตนาการ
ลิฟ กอล์ฟ ทัวร์กอล์ฟอาชีพที่สร้างความฮือฮา หลังประกาศก่อตั้งในปี 2021 และได้ทุนมหาศาลจากกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย (พีไอเอฟ) มีเป้าหมายขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของพีจีเอทัวร์ แต่จนถึงตอนนี้ทัวร์นี้มีความไม่แน่นอนในหลายๆ ด้าน แต่ค่อนข้างชัดเจนว่ายังไม่สามารถเป็นคู่แข่งที่ยั่งยืนของพีจีเอทัวร์ได้
หลังจากเริ่มแข่งขันมาในปี 2022 ค่าเซ็นสัญญาร่วมทัวร์ และเงินมากมายก็ดึงดูดนักกอล์ฟชื่อดังไปแข่งขันหลายคน ไบรสัน เดอแชมโบ โปรดังชาวอเมริกัน และ จอน ราห์ม โปรเก๋าจากสเปน เป็นตัวชูโรงของทัวร์นี้
แต่มาถึงปี 2026 กลุ่มทุนจากซาอุฯ ประกาศถอนการสนับสนุน ทำให้เหมือนกับว่าลิฟกอล์ฟกำลังเดินหน้าสู่ช่วงล่มสลาย ประกอบกับนักกอล์ฟบางส่วนก็ทยอยกลับไปสู่พีจีเอทัวร์กันแล้ว
อย่างไรก็ตาม สก็อตต์ โอนีล ซีอีโอของลิฟกอล์ฟ ก็ได้ประกาศข่าวใหญ่ว่า มีข้อตกลงในหลักการกับนักลงทุนรายใหญ่ที่พร้อมเข้ามาสนับสนุนลีกให้เดินหน้าต่อหลังจบฤดูกาล 2026
แม้โอนีลจะยังไม่เปิดเผยชื่อผู้ลงทุน รวมถึงจำนวนเงินที่ตกลงกัน แต่คำประกาศดังกล่าวถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าลิฟกอล์ฟกำลังพยายามวางโครงสร้างทางการเงินใหม่ หลังจากช่วง 5 ปีแรกได้รับเงินทุนมหาศาลจากพีไอเอฟ

สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “บลูมเบิร์ก” และ “ไฟแนนเชียล ไทม์ส” รายงานตรงกันว่า นักลงทุนรายใหม่ที่ว่านี้ คือ บีซี พาร์ตเนอร์ส บริษัทลงทุนจากอังกฤษ แต่ในเรื่องของเงินทุนนั้น อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,891 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ที่พีไอเอฟเคยอัดฉีดเข้าสู่โครงการในช่วงก่อตั้ง
หมายความว่า ในฤดูกาลหน้า ลิฟกอล์ฟจะไม่ใช่ทัวร์ที่อู้ฟู่เหมือนเดิม และไม่สามารถแข่งขันด้วยการทุ่มค่าตัวนักกอล์ฟแบบมหาศาลเหมือนในช่วงเปิดตัว
โอนีลบอกว่า แนวทางที่จะจายค่าตอบแทนให้นักกอล์ฟ ไม่ใช่เรื่องของตัวเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะเป็นการให้โปรชื่อดังได้ถือหุ้นของลิฟกอล์ฟไปด้วย
เรื่องนี้จึงถูกตั้งคำถามว่า นักกอล์ฟชื่อดังหลายคนเซ็นสัญญามูลค่าหลายสิบหรือแม้กระทั่งหลักร้อยล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา การเปลี่ยนจากเงินสดที่ได้รับแน่นอน มาเป็นหุ้นในลีกที่ยังต้องพิสูจน์ความสำเร็จ จึงเป็นการเดิมพันที่สูงมาก จะมีกี่คนที่ยอมรับกับแนวทางนี้ได้

ในส่วนของการแข่งขันนั้น ในปี 2027 จะลดเหลือ 10 รายการเท่านั้น จากเดิม 14 รายการ โดยแบ่งเป็นการแข่งขันในสหรัฐอเมริกา 5 รายการ ซึ่งจะวางไว้ในช่วงก่อนการแข่งขันเมเจอร์ และอีก 5 รายการในต่างประเทศ ที่สำคัญ นักกอล์ฟในลิฟกอล์ฟจะได้รับอิสระมากขึ้นในการลงแข่งขันรายการอื่น หากมีสิทธิ์หรือได้รับเชิญ
ลิฟกอล์ฟยืนยันว่า รายได้เฉลี่ยต่อการแข่งขันของนักกอล์ฟในปี 2027 จะอยู่ในระดับไม่น้อยกว่าในพีจีเอทัวร์ และสูงกว่าดีพีเวิลด์ทัวร์อย่างมาก เพื่อมัดใจให้นักกอล์ฟชื่อดังยังอยู่ร่วมหัวจมท้ายต่อไปในปีหน้า
เป้าหมายของลิฟกอล์ฟที่โอนีลบอกมานั้น ไม่ใช่แค่ประคองตัวให้จบฤดูกาลนี้ เพื่อเดินหน้าให้แข่งขันต่อได้ในปี 2027 เท่านั้น แต่เขายืนยันว่า ลิฟกอล์ฟจะไม่ล่ม และจะต้องเดินหน้าต่อไปในปี 2028, 2029, 2030 ให้ได้
เพราะถึงแม้ว่า “ถ้า” การดีลกับกลุ่มทุนรายใหม่ที่กำลังจะลงตัวแล้ว พลิกโผล่มไปอีก ก็จะยังมีกลุ่มทุนอื่นๆ ที่สนใจอีกถึง 12 ราย ต้องการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่ก็อยากได้กลุ่มทุนใหญ่มาเป็นตัวหลักในการสปอนเซอร์มากที่สุด

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การคืนสิทธิ์ด้านภาพลักษณ์ของนักกีฬาบางส่วนกลับไปให้นักกอล์ฟเอง
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกับนักกอล์ฟที่มีฐานแฟนจำนวนมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย หากนักกอล์ฟสามารถควบคุมและสร้างรายได้จากแบรนด์ของตัวเองได้มากขึ้น นี่อาจเป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่จะทำให้พวกเขายอมรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ของลิฟกอล์ฟได้
เรื่องนี้เป็นเหมือนไม้เด็ดที่จะทำให้นักกอล์ฟระดับเดอแชมโบหรือราห์มยังอยู่เป็นดาราหลักให้กับทัวร์ เพราะมีช่องทางในการสร้างรายได้
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือ ภาระผูกพันเดิม นักกอล์ฟหลายคนยังมีสัญญาที่มีมูลค่าหลายสิบถึงหลักร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่ลิฟกอล์ฟเองก็มีหนี้และภาระผูกพันต่อคู่ค้าและผู้ให้บริการ
เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสที่ลิฟกอล์ฟจะล้มละลายหรือไม่? เรื่องนี้โอนีลแบ่งรับแบ่งสู้ โดยตอบว่าจะพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแรง
เพราะต่อให้ได้เงินทุนใหม่ 300 ล้านดอลลาร์ แต่หากต้องนำเงินจำนวนมากไปจัดการภาระผูกพันเดิม เงินที่เหลือสำหรับการสร้างลีกในอนาคตอาจลดลง และเมื่อเทียบกับทุนก้อนเก่าที่มหาศาลกว่านี้ น่าคิดมากๆ ว่า รูปแบบใหม่ที่กำลังจะทำกันนั้น จะเวิร์กแค่ไหน และผู้บริหารรวมทั้งนักกอล์ฟในทัวร์เอง จะรับมือกับความท้าทายได้ขนาดไหน

บรรยากาศภายในลิฟกอล์ฟในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักกอล์ฟจำนวนหนึ่งเริ่มต้องวางแผนอนาคตของตัวเอง ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าลีกจะมีหน้าตาอย่างไรในปี 2027
ลูคัส เฮอร์เบิร์ต นักกอล์ฟที่คว้าแชมป์มาแล้ว 2 รายการในฤดูกาลนี้ และจบอันดับ 6 ร่วมในเมเจอร์ “ดิ โอเพ่น” เมื่อเดือนก่อน ยอมรับว่าทีมผู้จัดการของเขาได้พูดคุยกับพีจีเอทัวร์ถึงความเป็นไปได้ในการกลับไปแข่งขัน
เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาประกาศลาออกจากลิฟกอล์ฟ แต่เพราะในฐานะนักกีฬามืออาชีพ เขาจำเป็นต้องรู้ว่าทางเลือกของตัวเองมีอะไรบ้าง
ซึ่งเฮอร์เบิร์ตคงไม่ใช่นักกอล์ฟคนเดียวที่กำลังคิดแบบนี้
ลิฟกอล์ฟเปลี่ยนไปจากวันแรกๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาอย่างมาก และสิ่งที่ทำให้เปลี่ยนขนาดนี้ เป็นเรื่องของ “เงินทุน” ล้วนๆ เมื่อเค้กก้อนใหญ่ถูกตัดชิ้นไปจนหมด งานปาร์ตี้อาจจะต้องถึงเวลายุติ ถึงแม้จะมีเค้กก้อนเล็กมาให้ยังสนุกกันต่อ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความสนุกที่ลดทอนลงไป ก็ทำให้สมาชิกต้องเลือกกลับบ้านอยู่ดี
