‘คนละครึ่งพลัส’ ดี ‘ตั้งต้นดี’ แต่ ‘ไม่ดี’ | ธงทอง จันทรางศุ
คอลัมน์หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
เสาร์อาทิตย์ 8-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจที่จังหวัดสุพรรณบุรี
และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดสามชุกซึ่งมีชื่อเสียงมาช้านานในฐานะที่เป็นตลาดร้อยปี ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศไปอุดหนุนตลาดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
บอกใครก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเที่ยวตลาดสามชุก
นั่นแปลว่า คนอายุ 70 ปีอย่างผมไม่ได้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญช่ำชองไปเสียทุกอย่าง ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างต่อไปเรื่อยๆ
นอกจากการเดินเที่ยวเล่นตลาดสามชุกซึ่งแน่นอนว่าผมจะต้องอดใจไว้ไม่ไหวและต้องอุดหนุนสินค้าอาหารการกินที่มีขายอยู่ตามเส้นทางเดินแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้ปฏิบัติด้วยความสนุกสนาน คือ ใช้เงินจากระบบโทรศัพท์มือถือด้วยเงินอุดหนุนตามโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กำลังเป็นที่สนใจของใครหลายคนอยู่ในเวลานี้
อันที่จริงประสบการณ์เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม เพราะเมื่อประมาณสี่ห้าปีก่อนในช่วงที่มีโรคโควิด-19 กำลังระบาดหนัก เศรษฐกิจซบเซาไปพร้อมกันทั้งโลกและประเทศไทยของเราก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ด้วย
รัฐบาลในสมัยนั้นก็มีโครงการทำนองเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอยคล่องมือ
ผมในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งก็พลอยได้อานิสงส์อยู่ในโครงการนั้นด้วย
เมื่อมีสิทธิคนละครึ่งแล้วผมก็ใช้สิทธิของผมตามหน้าที่พลเมืองดีไม่ให้บกพร่องเสียหาย เรียกว่าใช้จนเต็มสิทธิไปเลยทีเดียว
แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลายปีแล้ว เมื่อมาเกิดโครงการคนละครึ่งพลัสขึ้นคราวนี้ ผมจึงต้องทบทวนความทรงจำใหม่อีกรอบหนึ่งว่าจะต้องกดปุ่มโน้นปุ่มนี้ตรงไหนบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองจึงจะปฏิบัติการได้ถูกต้อง
แถมยุคสมัยนี้ยังสายตายาวเพิ่มขึ้น ต้องใส่แว่นสายตายาวจึงจะกดปุ่มได้ถูกต้อง สมองต้องสั่งการพัลวันพัลเกไปหมด แต่ก็สนุกดีครับ
ที่ตลาดสามชุกเมื่อวานนี้ ผมซื้อแว่นสายตายาวที่มีขนาดกำลังพอใช้เหมาะสมสำหรับผมได้สองอัน ราคา 40 บาทอันหนึ่ง อีกอันราคา (ตั้ง) 80 บาท รวมแว่นสองอันแล้วเป็นราคา 120 บาท
เมื่อกดปุ่มถูกต้องผมก็จ่ายเงินเพียงแค่ 60 บาทถ้วนเท่านั้น อีก 60 บาทที่เหลือเป็นเรื่องที่รัฐบาลและพี่น้องประชาชนช่วยกันจ่าย
นอกจากซื้อแว่นตาแล้ว ผมยังได้ซื้ออาหารการกินอีกสองสามรายการ เป็นต้นว่า ลอดช่องสิงคโปร์ ทองม้วน ติดไม้ติดมือมาด้วย
ขณะที่ผู้ร่วมคณะของผมซึ่งหลายคนก็มีฐานะเป็นสมาชิกโครงการคนละครึ่งพลัสเหมือนผมต่างก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจตลาดสามชุกอย่างขะมักเขม้น
ทำให้เป็นที่ชื่นใจของพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายเป็นอันมาก
ผมสังเกตดูว่า ผู้ประกอบการค้ารายย่อยทั้งหลายดูมีความพึงพอใจกับโครงการนี้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
และวัดจากความรู้สึกของตัวผมเอง ก็รู้สึกว่าพอมีโครงการแบบนี้เกิดขึ้น การตัดสินใจซื้อข้าวของต่างๆ ก็ทำง่ายขึ้น เพราะเมื่อเห็นราคาสินค้าติดป้ายอยู่แค่ไหน สมองของคนเก่งเลขอย่างผมก็จะหารสองทุกครั้งไป
อ๊ะ! หารแล้วราคาใช้ได้ดีแบบนี้ เราก็ซื้อสิครับ
ตามความเข้าใจของผม ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสคราวนี้ได้ต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่เข้ากติกาตามเงื่อนไข เช่น มีรายได้ต่อปีต่อเดือนไม่เกินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ถ้าเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมหมายความว่า คนเล็กคนน้อยจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยที่คล่องมือขึ้น คนตัวเล็กตัวน้อยแบบนี้ได้เงินไปแล้วก็นำไปใช้จ่ายในการกินอยู่รายวัน ซื้อข้าวของที่จำเป็นแก่ชีวิต เศรษฐกิจก็หมุนเวียนเป็นวงรอบไปอีกหลายตลบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศ
ทางฝ่ายคนซื้อของที่มีสิทธิในโครงการนี้เช่นตัวผม ก็มีห้ามล้อหรือเบรกอยู่ว่า จงอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนัก เพราะมีวงเงินอยู่เพียงแค่วันละ 200 บาท ห้ามเกินจากนี้ไปเป็นอันขาด และวงเงินรวมทั้งโครงการก็มีเพดานกำหนดอยู่
เช่น ผมซึ่งเป็นคนที่อยู่ในระบบภาษีก็จะได้เงินช่วยเหลือทั้งหมดไม่เกิน 2,400 บาท และต้องใช้ให้หมดหรือใช้ไม่หมดก็จะถูกจำกัดตัดสิทธิในวันสิ้นปีนี้ จะสะสมเอาไว้ใช้ต่อไปหาได้ไม่
ระหว่างทางนั่งรถกลับมาพระนคร สมาชิกทุกคนในรถยังนั่งคุยฟุ้งกันถึงเรื่องสิทธิในโครงการคนละครึ่งพลัส ว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจและดูเหมือนจะยังประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้ดีพอสมควร
ในระหว่างการอภิปรายของเรา มีผู้นำเสนอข้อมูลเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเข้าสู่วงสนทนาของพวกเรา นั่นคือผลข้างเคียงอีกมุมหนึ่งของโครงการคนละครึ่งพลัสคราวนี้
เรื่องมีอยู่ว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อชุมชนแห่งหนึ่ง มีกิจการร้านอาหารขนาดเล็กที่มุ่งช่วยเหลือผู้ที่เพิ่งพ้นโทษจากราชทัณฑ์ให้มีโอกาสตั้งตัวกลับมาทำมาหากินและใช้ชีวิตเป็นปกติสุขได้
ร้านอาหารที่ว่านี้ชื่อร้าน “ตั้งต้นดี”
แรกทีเดียวก็มีร้านอยู่ร้านเดียว ตั้งอยู่ในบริเวณแผงขายอาหารกลางวันสำหรับคนทำงานในสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียที่ว่า ที่ถนนแจ้งวัฒนะ กิจการกำลังไปได้ดีทีเดียวเลยครับ ทำให้ต่อมามีการขยายสาขาไปอยู่ในสถานที่อื่นด้วย โดยมากก็เป็นที่ทำงานที่มีบุคลากรมาก
เมื่อร้านตั้งต้นดีไปอยู่ที่นั่น การค้าขายก็อยู่ในวิสัยที่แข่งขันได้กับร้านอื่น ทั้งในแง่ของราคาคุณภาพและรสชาติอาหาร เรียกว่าทุกอย่างกำลังเดินได้ดีเลยทีเดียว
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ร้านตั้งต้นดีทุกสาขามีระบบบัญชีที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวคือเป็นบัญชีของบริษัทวิสาหกิจชุมชนที่ว่า เมื่อรวมรายรับของทุกสาขาเข้าด้วยกัน ก็มีรายได้เกินกว่าหลักเกณฑ์ที่จะเข้าร่วมในโครงการคนละครึ่งพลัสคราวนี้ได้ ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิดดูเหมือนจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อยู่ที่ปีละไม่เกิน 1,500,000 บาท ตามความมุ่งหมายที่จะช่วยเหลือกิจการของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ
เมื่ออยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ว่า ร้านตั้งต้นดีจึงไม่มีป้ายคนละครึ่งพลัสมาวางอยู่หน้าร้าน
เมื่อคนจำนวนนับล้านได้รับสิทธิในโครงการดังกล่าว ผลที่เกิดขึ้นคือร้านเล็กร้านน้อยหลายร้านค้าขายได้ดีขึ้น เพราะลูกค้ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วขึ้นอย่างที่ผมว่ามาแล้วข้างต้น
ผลโดยตรงที่ติดตามมา คือ ร้านตั้งต้นดีที่อยู่ติดกันกับแผงค้าอื่นๆ ในโรงอาหารหรือสถานที่บริการอาหารกลางวันของหน่วยงานทั้งหลายต้องถูกเปรียบราคากับร้านอื่นที่อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส
เมื่อเทียบกันแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าคนจำนวนไม่น้อยย่อมตัดสินใจเลือกซื้ออาหารจากร้านที่อยู่ข้างกันกับร้านตั้งต้นดี แต่เจ้าตัวควักเงินออกจากกระเป๋าน้อยกว่าเป็นธรรมดา
ในระหว่างการอภิปรายผมออกความเห็นแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่า โครงการนี้มีอายุถึงเพียงแค่สิ้นปี เพราะกระทรวงการคลังอยากให้คนเร่งใช้เงินช่วงนี้ อีกไม่นานผลกระทบนี้ก็คงหายไป และกิจการค้าของร้านตั้งต้นดีก็คงกลับมาอยู่ในฐานะที่ค้าขายได้ดีเหมือนเดิม
แต่เรื่องมันไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ
เพราะร้านตั้งต้นดีทุกสาขารวมไปจนกระทั่งถึงบริษัทวิสาหกิจชุมชนที่เป็นแม่ของร้านตั้งต้นดีไม่ได้มีสายป่านยาวพอที่จะเปิดร้านทุกสาขาอีกนานสามเดือนและขายขาดทุนตลอดสามเดือนได้
วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ คือ ยุบสาขาที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ลงเสียก่อน เหลือไว้แต่เพียงสาขาดั้งเดิมที่ถนนแจ้งวัฒนะ ทั้งนี้ เพื่อลดอาการเลือดไหลออกให้หยุดลงเสียก่อน
รอไว้เมื่อมาถึงต้นปี 2569 ค่อยคิดคำนวณและตั้งสติกันใหม่ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
จากบทสนทนาข้างต้นทำให้ผมได้ใช้เวลาว่างส่วนตัวคิดอะไรต่อเนื่องไปอีกว่า ทุกโครงการทุกกิจกรรมของใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน เป็นไปได้ว่านอกจากผลดีที่เราคาดหวังและเกิดขึ้นตามความคาดหวังของเราแล้ว
ผลข้างเคียงหรือผลกระทบที่ติดตามมาทั้งที่ได้คาดหวังไว้แล้วบ้าง และทั้งที่นึกไม่ออกแต่เกิดขึ้นจริงในภายหลัง ล้วนเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น
นี่กระมัง ที่เป็นสาเหตุให้เราต้องคิดถึงการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของผู้คนต่างๆ ให้รอบด้านก่อนที่จะมีการทำโครงการขนาดใหญ่ในเรื่องใดก็ตาม
แต่ผมในฐานะที่เป็นข้าราชการเกษียณอายุเข้าใจดี ว่าโครงการระยะสั้นเช่นเรื่องคนละครึ่งพลัสคราวนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการเพราะขืนมัวแต่รับฟังความคิดความคิดเห็นให้รอบด้านอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกันเมื่อไหร่ได้ ในขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในฐานะที่น่าเป็นห่วงอย่างที่เราเข้าใจตรงกันอยู่ในขณะนี้
เข้าตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” เสียแล้ว
แต่ถ้านึกถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่จะอยู่ไปยั่งยืนยาวนาน ผมว่าการรับฟังความคิดเห็นให้รอบคอบรอบด้านยังคงมีความจำเป็นอยู่
ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกครับ ท่านเหล่านั้นเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ คนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องได้รับผลกระทบหรือต้องเสียประโยชน์ ถ้าเป็นโครงการที่รัฐเป็นผู้จัดทำก็ต้องอ้างคำถามหรือตั้งงบประมาณไว้สำหรับการเยียวยาประคับประคองคนที่เดือดร้อนให้เพียงพอและถูกวิธี
ในอดีตเราเคยเห็นมาแล้วว่า เมื่อมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในด้านชลประทาน การผลิตไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ประชาชนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อนที่ว่า
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่ามีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่เหนือเขื่อนและต้องถูกน้ำท่วม จะไม่สามารถอาศัยหรือทำกินในตำบลหมู่บ้านที่เป็นสถานที่คุ้นเคยมาแต่อ้อนแต่ออกได้อีกต่อไป
วิธีเยียวยาของรัฐในครั้งก่อน คือ หาพื้นที่ที่มีขนาดใกล้เคียงกันกับพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมแล้วมอบให้ผู้ได้รับผลกระทบย้ายบ้านย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่น
เป็นต้นว่าเดิมมีที่อยู่ 10 ไร่ ตั้งอยู่ริมลำธาร คุณเจ้าของบ้านเคยทำแปลงผักและจับปลาในลำธารหรือคลองหน้าบ้านไปขายที่ตลาดรวมทั้งกินใช้ในครอบครัวตัวเองด้วย
พอทางการสร้างเขื่อนขึ้น ฝ่ายราชการก็จัดพื้นที่ทำกินให้ใหม่จำนวน 12 ไร่ มากกว่าเดิมไปอีกสองไร่เสียด้วยซ้ำ แต่สถานที่ใหม่นี้อยู่ห่างจากบ้านเดิมไปประมาณ 80 กิโลเมตร ดังอยู่บนที่ราบสูงไม่มีแม่น้ำลำคลองใดๆ ไหลผ่าน
จะเห็นได้ว่าแม้เนื้อที่ที่ดินเพิ่มขึ้นก็จริง แต่วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปหมด จับปลาก็ไม่ได้แล้ว จะปลูกผักแบบเดิมก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า แม้ปลูกได้แล้ว ถ้าอยากนำไปขายก็ต้องเริ่มต้นการตลาดใหม่ จะขนของไปตลาดที่ไหน ฯลฯ
การจัดสรรที่ดินทำกินให้จึงไม่ใช่จุดจบของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
หากแต่มีกิจกรรมหรือรายการที่ต้องประคับประคองแนะนำกันไปอีกพอสมควร และเป็นเวลานานพอสมควรด้วย กว่าที่ผู้ได้รับผลกระทบจะตั้งตัวติด
หรือจะเรียกว่ากว่าจะ ” ตั้งต้นดี” ได้เป็นผลสำเร็จอย่างแท้จริงและยั่งยืน ต้องใช้เวลา งบประมาณ และความพยายามอีกมาก
ระหว่างนี้ที่ยังคิดอะไรไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร แวะไปกินข้าวที่ร้านตั้งต้นดี ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยฯ เสียก่อนก็ได้ครับ เผื่อสมองโปร่งจะได้คิดอะไรออกมากกว่านี้
คนที่อิ่มท้องอารมณ์ดีกว่าคนที่ท้องหิวเป็นแน่ ผมขออ้างตัวเองเป็นพยานคนสำคัญ
