คูเดอร์รู ‘โฉนดที่ดิน’ แห่งเมโสโปเตเมียยุคแคสไซต์
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ลองจินตนาการว่าคุณมีชีวิตอยู่ในดินแดนแถบบาบิโลเนียในช่วงราว 1595-1155 ปีก่อนคริสต์ศักราช อันเป็นยุคสมัยที่ราชวงศ์แคสไซต์ (Kassite dynasty) ปกครองอยู่ อะไรกันเล่าที่เป็นสิ่งยืนยันว่าคุณมีสิทธิ์ในที่ดินที่คุณอาศัยและทำมาหากินอยู่นั้น?
คำตอบคือ แท่งศิลาที่เรียกว่า คูเดอร์รู (kudurru) คำคำนี้เป็นภาษาอัคคาเดียน หมายถึง ศิลาหลักเขต (boundary stone หรือ boundary marker)
เรื่องภาษาอัคคาเดียน (Akkadian) มีแง่มุมน่าสนใจ จึงขอเล่าไว้เล็กน้อย ภาษานี้จัดอยู่ในกลุ่มภาษาเซมิติกตะวันออกที่รุ่งเรืองในเมโสโปเตเมียตั้งแต่ราว 2600 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึงประมาณ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภาษาอัคคาเดียนรับอักษรรูปลิ่ม (cuneiform) จากชาวสุเมเรียนมาใช้ และใช้เป็นภาษาราชการของจักรวรรดิอัสซีเรียและบาบิโลเนียในเวลาต่อมา
แง่มุมที่น่าสนใจคือ บางคำในภาษาอัคคาเดียนเชื่อมโยงกับคำเราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เช่น ilu หมายถึง ‘เทพเจ้า’ ซึ่งมีรากคำร่วมกับคำว่า El ในภาษาฮีบรู และหรือ Allah ในภาษาอาหรับ ไม่ใช่การสืบทอดโดยตรง แต่สะท้อนรากคำร่วมของภาษาตระกูลเซมิติก
แท่งศิลานี้เป็นเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยผู้มอบได้มอบสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิ์นั้น ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ผู้มอบมักเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง ส่วนผู้รับมักเป็นขุนนางหรือบุคคลสำคัญ
แต่ก็มีคูเดอร์รูบางชิ้นที่เป็นข้อยกเว้น เช่น คูเดอร์รูชื่อ กายยู มีโช (Caillou Michaux) ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่าพ่อมอบที่ดินให้แก่ลูกสาว เพื่อให้ที่ดินนั้นใช้เป็นสินสมรส คือให้ลูกสาวเอาไว้ใช้ในการตั้งต้นชีวิตสมรสและเป็นหลักประกันทางการเงินของเธอ คูเดอร์รูชิ้นพิเศษนี้อยู่ในช่วงยุคปลายราชวงศ์แคสไซต์ ค้นพบใกล้กรุงแบกแดดโดย อองเดร มีโช นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส (ดูรูปที่นำมาฝากครับ)
เนื้อหาหลักของคูเดอร์รูมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นภาพสัญลักษณ์ของเทพเจ้าผู้คอยปกป้องเอกสารสิทธิการมอบที่ดินนี้และสัญลักษณ์อื่นๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นเนื้อหาจารึกด้วยอักษรรูปลิ่ม ซึ่งจะปิดท้ายด้วยคำสาปแช่งผู้ที่ละเมิด หรือใครก็ตามที่เคลื่อนย้ายหรือทำลายคูเดอร์รูนี้
เนื้อหาหลักทั้ง 2 ส่วนนี้อาจจะจารึกอยู่บนหน้าเดียวกัน คือ ส่วนแรกอยู่ด้านบนและส่วนหลังอยู่ด้านล่าง ดังที่ปรากฏบนคูเดอร์รู กายยู มีโช และคูเดอร์รูแห่งกูลา-อีเรช หรืออาจจะอยู่คนละหน้าก็ได้ ดังเช่นที่ปรากฏบนคูเดอร์รูแห่งเมลิชิฮู (Kudurru of Melishihu)
ในทางปฏิบัติ แท่งศิลาคูเดอร์รูของจริงจะถูกเก็บรักษาไว้ที่วิหาร โดยผู้ได้รับมอบที่ดินอาจได้รับชิ้นสำเนาซึ่งทำจากดินเหนียว หรือมัตติกาจารึก (clay tablet) เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ดินของตน (คำว่า มัตติกา แปลว่า ดินเหนียว)

ลองมาดูรายละเอียดจาก คูเดอร์รูแห่งกูลา-อีเรช (Kudurru of Gula-Eresh) เป็นตัวอย่าง แท่งศิลานี้ สูง 14.25 นิ้ว ยาว 9 นิ้ว และกว้าง 5 นิ้ว สร้างขึ้นในช่วง 1125-1100 ปีก่อนคริสต์ศักราช และ (คาดว่า) พบที่อิรักทางตอนใต้ ปัจจุบันอยู่ที่ British Museum มีรหัสคือ BM 102485
คูเดอร์รูนี้เป็นเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่ง เอียนา-ซูมา-อิดดินา (Eanna-suma-iddina) ผู้ปกครองซีแลนด์ (Sealand) ได้มอบที่ดินขนาด 5 กูร์ ให้แก่ชายชื่อ กูลา-อีเรช (Gula-eresh) เนื้อหามีข้อความระบุขอบเขตของพื้นที่ แถมยังระบุชื่อพนักงานสำรวจพื้นที่ชื่อ อาเมอร์รู-เบล-เซรี (Amurru-bel-zeri) และชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกสองคนซึ่งทำหน้าที่ส่งมอบที่ดินอีกด้วย
ตรงหน่วยวัดที่ดินคือ กูร์ (gur) นี่น่าสนใจไม่น้อย เพราะจริงๆ แล้วไม่ใช่หน่วยของพื้นที่ แต่เป็นหน่วยของปริมาตรของธัญพืชและผลผลิตทางการเกษตร มีค่าประมาณ 300 ลิตร หากใช้กับพื้นที่จึงมีความหมายบ่งถึงว่าที่ดินแปลงหนึ่งๆ สามารถให้ผลผลิตทางการเกษตรได้มากน้อยเพียงใดนั่นเอง
ดินแดนที่เรียกว่าซีแลนด์นี้คือพื้นที่บริเวณชายฝั่งทางใต้ของอิรักในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดของบาบิโลเนีย เดิมทีปกครองโดยราชวงศ์ซีแลนด์ แต่ต่อมาถูกกษัตริย์ชาวแคสไซต์เข้ายึดครองได้เมื่อราว 1500 ปีก่อนคริสต์ศักราช
สัญลักษณ์บริเวณด้านบน เช่น สัญลักษณ์ของเทพสุริยะ ชามาช (Shamash) สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวของเทพจันทรา ซิน (Sin) และสัญลักษณ์ดาวแปดแฉกของเทพีอิชทาร์ (Ishtar) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และสงคราม
ถัดลงมามีภาพแท่นบูชาซึ่งรองรับสัญลักษณ์ของเทพเจ้าอื่นๆ เช่น มงกุฎเขาสัตว์ (horned tiara) ซึ่งเป็นสัญลักษณทั่วไปของเทพเจ้าเมโสโปเตเมีย รูปสามเหลี่ยมคล้ายพลั่ว (triangle spade) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเทพมาร์ดุค (Marduk) และรูปลิ่มของเทพนาบู (Nabu) ซึ่งเป็นเทพแห่งการเขียน

จุดน่าสนใจซึ่งบางคนถือว่าเป็นสีสันของคูเดอร์รู ได้แก่ คำสาปแช่งในส่วนสุดท้ายของสัญญา ในกรณีของคูร์เดอร์รูแห่งกูลา-อีเรช มีข้อความน่าขนพองสยองเกล้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“…ขอให้เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ อะนู (Anu) เอนลิล (Enlil) เอีย (Ea) และนินมาห์ (Ninmah) ทรงสาปแช่งเขาด้วยคำสาปแช่งอันเลวร้ายที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น ขอให้พระองค์ทรงทำลายล้างที่พำนักอาศัยของเขา พรากเมล็ดพันธุ์ไปจากเขา! ขอให้เทพซิน (Sin) ผู้ยิ่งใหญ่ทรงบันดาลให้ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยโรคผิวหนังร้ายแรง อันจะทำให้เขาต้องไปอาศัยอยู่ตามกำแพงเมือง!….” (ข้อความจาก คูเดอร์รูแห่งกูลา-อีเรช คอลัมน์ 2 บรรทัดที่ 23-25 และคอลัมน์ 3 บรรทัดที่ 1-5)
ข้อความสาปแช่งที่ว่านี้ ผมนำมาจากเรื่อง Enlil-nadin-apli ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Enlil-nadin-apli ใครสนใจรายละเอียดอื่นๆ ก็ตามไปอ่านได้ครับ
หลังราชวงศ์แคสไซต์คูเดอร์รูยังคงได้รับการใช้งานและมีความสำคัญในราชวงศ์อิสินที่สอง (Second Dynasty of Isin) ราว 1156-1025 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่หลังจากนั้นการใช้งานก็ลดความสำคัญลง จนกระทั่งสิ้นสุดการใช้งานโดยสมบูรณ์ราวต้นศตวรรษที่ 7 ปีก่อนคริสต์ศักราช

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
