หลายคนเชื่อว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ใครจะทำอะไรในรั้วบ้านของตัวเองก็ควรเป็นสิทธิ์ที่ไม่มีใครก้าวก่าย แต่คำถามที่ชวนให้ฉุกคิดก็คือ เมื่อบ้านหนึ่งหลังมีสมาชิกอยู่ร่วมกันหลายคน ควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศจะยังนับเป็น “เรื่องส่วนตัว” ได้อยู่หรือไม่ ในเมื่อผู้ที่สูดควันเข้าไปอาจไม่ใช่คนที่เลือกจะสูบเอง แต่เป็นลูกเล็ก คนชรา หรือคนท้องที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหายใจร่วมชายคาเดียวกัน คำถามนี้กลายเป็นแกนกลางของเวทีเสวนาสื่อมวลชนล่าสุด ภายใต้หัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งรวบรวมแพทย์ นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และคนทำงานด้านครอบครัว มาร่วมฉายภาพปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่หลังประตูบ้านของคนไทยจำนวนมาก
นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิูธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดประเด็นด้วยคำถามว่า เหตุใดสังคมไทยจึงควรสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในบ้าน โดยชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งกรณีควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยเข้าไปรบกวนอีกบ้าน หรือคนขับรถที่สูบบุหรี่แล้วเขี่ยเถ้าออกนอกรถจนสะเก็ดไฟปลิวไปโดนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่สัญจรอยู่ใกล้เคียง สะท้อนว่าผลกระทบของควันบุหรี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูบเท่านั้น หมอประกิตยกตัวอย่างต่างประเทศให้เห็นแนวโน้มของโลก อย่างสหรัฐอเมริกาที่หลังมีการประกาศเตือนภัยบุหรี่ต่อโรคมะเร็งปอดและโรคเรื้อรังต่างๆ ในช่วงปี 2553-2554 ค่านิยมไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางรัฐสูงถึงร้อยละ 90 ขณะที่ออสเตรเลียถือเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในเรื่องนี้ ส่วนเยอรมนี แม้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมจะสูง แต่วัฒนธรรมไม่สูบบุหรี่ในบ้านกลับแข็งแรง สูงถึงร้อยละ 75
องค์การอนามัยโลกเองก็รณรงค์ไม่ให้เยาวชนสูบบุหรี่ โดยชี้ว่าพ่อแม่ที่สูบบุหรี่มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกติดบุหรี่ตามไปด้วย ขณะที่การห้ามสูบบุหรี่ในบ้านช่วยลดโอกาสที่ลูกจะติดบุหรี่ลงได้อย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจเมื่อปี 2554 พบว่าหากบ้านห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด วัยรุ่นมีแนวโน้มจะไม่สูบบุหรี่สูงถึงร้อยละ 78 แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลปี 2564 กลับพบว่าคนไทยยังได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านตัวเองถึงร้อยละ 23.7 และในจำนวนบ้านที่มีควันบุหรี่นั้น มีผู้สูบบุหรี่อยู่ในบ้านจริงถึงร้อยละ 48.8 ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุดคือหัวหน้าครอบครัว สูงถึงร้อยละ 76.7 สะท้อนเรื่องอำนาจภายในบ้าน ตามมาด้วยกลุ่มบุตรที่ร้อยละ 12.2 หมอประกิตสรุปว่าประโยชน์ของบ้านปลอดบุหรี่มีอย่างน้อยสามด้าน คือคนในบ้านไม่ต้องรับควันบุหรี่ ลดโอกาสที่ลูกจะติดบุหรี่ในอนาคต และผู้สูบเองก็มีแนวโน้มจะเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากกว่าเมื่ออยู่ในบ้านที่ไม่อนุญาตให้สูบ
ภัยเงียบจากบุหรี่มือสามที่มองไม่เห็น
ด้าน รศ.พญ หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายให้เห็นภัยเงียบที่มากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ นั่นคือบุหรี่ไม่ได้มีเพียงควันมือหนึ่งที่ผู้สูบสูดเข้าไปเอง หรือควันมือสองที่คนรอบข้างได้กลิ่นเท่านั้น แต่ยังมี “บุหรี่มือสาม” ซึ่งเป็นสารพิษตกค้างที่เกาะอยู่บนเสื้อผ้า เส้นผม เฟอร์นิเจอร์ และพื้นผิวต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งเป็นความเสี่ยงเงียบๆ ต่อสมาชิกในครอบครัวรวมถึงสัตว์เลี้ยง ตัวเลขทั่วโลกชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองมากกว่า 1.6 ล้านคน และในประเทศไทยพบว่านักเรียนไทยร้อยละ 26 ได้รับควันบุหรี่ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน แพทย์หญิงหฤทัยย้ำว่าการเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลม หรือเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด เพราะสารพิษยังคงตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่วนสาเหตุที่เด็กมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ เป็นเพราะปอดและระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ประกอบกับเด็กหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ เมื่อเทียบสัดส่วนน้ำหนักตัวแล้วเด็กจึงได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายมากกว่า ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด และหูชั้นกลางอักเสบ พร้อมทั้งแก้ความเข้าใจผิดที่ว่าการออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียงนอกบ้านจะปลอดภัยกว่า เพราะในความเป็นจริงสารพิษจากบุหรี่มือสามยังคงตกค้างอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์และพื้นผิวในบ้านอยู่ดี พร้อมเสนอสี่แนวทางที่ทุกครอบครัวเริ่มทำได้ทันที คือประกาศให้บ้านและรถเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สูบในห้องน้ำ ระเบียง หรือห้องครัว เพราะกลิ่นที่หายไปไม่ได้แปลว่าสารพิษหายไปด้วย และที่สำคัญที่สุดคือเด็กไม่ใช่ผู้เลือกที่จะสูดควันบุหรี่ แต่เป็นผู้ถูกเลือกให้ต้องรับควันนั้นแทน
ขณะที่มุมมองด้านกฎหมาย นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่สาธารณะในปัจจุบันได้รับความร่วมมือค่อนข้างสูง เพราะมีกฎหมายกำหนดชัดเจนและมีบทลงโทษที่บังคับใช้ได้ทันที แต่พื้นที่ส่วนบุคคลอย่าง “บ้าน” กลับเป็นโจทย์ที่จัดการได้ยากกว่ามาก เพราะติดข้อจำกัดเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว ทำให้รัฐไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับเคหสถานได้โดยตรงเหมือนพื้นที่สาธารณะ จึงต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อนกว่าปกติ และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็มักตกอยู่กับกลุ่มเปราะบางที่สุดในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือสตรีมีครรภ์ ซึ่งกลายเป็นเหยื่อของควันบุหรี่มือสองและมือสามโดยไม่มีทางเลือก จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมจะมองว่าการปล่อยให้คนในบ้านต้องรับควันบุหรี่นั้น คือความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข
ในด้านนโยบาย นางนัฏญา วรชินา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะท้อนว่าการผลักดันให้บ้านปลอดบุหรี่เป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะสถานการณ์ครอบครัวไทยเองก็เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “ครอบครัวข้ามรุ่น” ที่เด็กถูกปล่อยให้อยู่กับผู้สูงอายุตามลำพัง อันเป็นผลจากพ่อแม่ที่ต้องออกไปทำงานหรือแยกทางกัน ปัจจุบันมีครอบครัวลักษณะนี้ในไทยมากถึง 471,060 ครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 3.577 ของครอบครัวทั้งหมด สะท้อนว่าการรณรงค์เรื่องบ้านปลอดบุหรี่จำเป็นต้องเดินคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวไปพร้อมกัน
6 ขั้นตอนเปลี่ยนบ้านให้ปลอดควันโดยไม่ทะเลาะกัน
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้จริงในบ้าน นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม อธิบายว่าองค์การอนามัยโลกให้นิยาม “บ้านปลอดควัน” ว่าคือบ้านที่มีกติกาชัดเจนห้ามสูบบุหรี่ พร้อมเสนอกลยุทธ์ 6 ขั้นตอนที่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้เป็นเขตปลอดควันโดยไม่สร้างความขัดแย้งในครอบครัว เริ่มจากการปกป้องสมาชิกในบ้านเป็นเป้าหมายหลัก คือแม้ผู้สูบยังไม่พร้อมเลิก ก็ต้องไม่สูบในบ้านเพื่อปกป้องคนที่รัก โดยไม่ใช้วิธีบังคับให้เลิกทันที ใช้ลูกเป็นเหตุผลในการชักชวนมากกว่าการกดดัน หากพลั้งเผลอสูบก็ให้เตือนกันด้วยความนุ่มนวล ทบทวนเป้าหมายและกติการ่วมกันโดยไม่ตำหนิ ให้ทุกคนในบ้านมีส่วนร่วมออกแบบกติกาด้วยกัน ใช้คำพูดเชิงบวกในการสื่อสาร และค่อยๆ นำไปสู่การช่วยเหลือให้เลิกบุหรี่ในที่สุด เธอย้ำว่าแม้สมาชิกในบ้านจะยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ในทันที แต่การทำให้บ้านปลอดควันคือเป้าหมายที่ปกป้องครอบครัวได้ทันที ส่วนการเลิกบุหรี่อย่างสมบูรณ์เป็นเป้าหมายระยะยาวที่ครอบครัวต้องช่วยกันสนับสนุนต่อไป

ปิดท้ายด้วยมุมมองจากคนในวงการบันเทิงอย่าง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิทำดี ที่เล่าประสบการณ์ตรงว่าตนเองต่อต้านบุหรี่มานาน เนื่องจากเป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรงจนไม่สามารถอยู่ใกล้ควันบุหรี่ได้เลย และยิ่งกังวลมากขึ้นเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มแพร่หลาย เพราะในช่วงแรกไม่มีใครทราบว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากเพียงใด เธอเล่าว่าที่บ้านของตนเองปลูกฝังลูกๆ เสมอว่าการสูบบุหรี่ไม่ได้ทำให้ดูเท่อย่างที่คิด มีแต่จะทำให้ตัวเหม็นควัน และยังอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิต หรือกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่นที่รุนแรงกว่า บุ๋มพยายามปลูกฝังแนวคิดเดียวกันนี้ให้กับทุกคนในมูลนิธิที่ตนดูแล และรู้สึกยินดีที่ปีนี้เริ่มมีคนในมูลนิธิเข้ามาบอกว่าสามารถเลิกบุหรี่ได้แล้ว เธอเชื่อว่าความเท่ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การยืนสูบบุหรี่ให้คนอื่นเห็น แต่อยู่ที่การทำความดีและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า พร้อมตั้งใจผลักดันให้ทั้งบ้านและมูลนิธิเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่สำหรับเยาวชนรุ่นต่อไป
จากทุกมุมมองที่สะท้อนออกมาในเวทีเสวนาครั้งนี้ คำตอบดูจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “บ้าน” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใครจะทำอะไรก็ได้ อาจถึงเวลาที่ต้องถูกทบทวนใหม่ในฐานะพื้นที่ที่สมาชิกทุกคนควรมีสิทธิ์หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนท้องที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ในบ้านของตัวเอง การเปลี่ยนบ้านให้ปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องของกฎหมายหรือนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรักและความรับผิดชอบที่สมาชิกในครอบครัวมีต่อกัน



