โควตเผ็ช 7 วาทะ ปี 67
‘ประเทศไทยปิดไม่ได้แล้ว’
นับเป็นอีกปีแห่งการปรากฏขึ้นซึ่งเหตุการณ์มากมาย ทั้งสังคม การเมือง วัฒนธรรม
เกิดความก้าวหน้าแบบ ‘ล้ำๆ’ ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะตัวบทกฎหมายใหม่ที่ผ่านได้จากการต่อสู้ของผู้คนมาอย่างยาวนาน
ไม่เพียงเท่านั้น การต่อสู้ระหว่างขั้วความคิดก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้งยังเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นทุกที
บทสัมภาษณ์ ‘คุยลึก’ ตลอดศักราช 2567 ถ้อยคำต่างๆ พรั่งพรูจากคมความคิดของบุคคลหลากวงการ
ต่อไปนี้คือ วาทะเด็ด โควตเผ็ช 7 วาทะประจำปี 2567 ที่ผ่านการคัดสรรให้จดจารไว้ไม่รู้ลืม
1
“ผมเชื่อว่าประเทศไทยปิดไม่ได้แล้ว! และผมพูดตอนเกษียณว่า ทุกครั้งที่ลมพัด ไฟมันจะติด เพราะมันยังมีเชื้ออยู่
หลังจากนี้เยาวชนอาจจะมีวิธีคิดที่คุณคาดไม่ถึงยิ่งกว่าปี 2563 ก็ได้ ผมไม่เชื่อนะว่าคนมันจะยอมสยบกันไปแบบนี้ตลอด ว่าคนจะไม่สู้”

จาก นักเรียนในขบวนการ สายธาร 6 ตุลาฯ
‘วิชัย แสงดาวฉาย’ ‘ผมไม่เชื่อว่าคนจะยอมสยบ’
2
“อนุรักษนิยมมันเป็นกระแสที่มาแรง ซึ่งท้ายที่สุดพอเอาชาตินิยมเป็นหลักมากเกินไปจนลืมว่าเราทุกคนเป็นพลเมืองโลก เท่ากับว่ากำลังผลักคนอื่นออกไป แล้วอยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างเดียว ซึ่งโลกปัจจุบันเป็นไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่
ผมว่าจำเป็นมากในการทำให้พลเมืองรุ่นใหม่มีสิ่งที่เรียกว่า Global Literacy คือ การตระหนักรู้ในความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันของคนที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ไม่เอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น”

จาก ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ ตอบให้ จากประวัติศาสตร์สู่การเมืองไทย ทำไม ‘พม่า’ คือจำเลย?
3
“ผมบอกทุกคน เราก็ต้องการงานเขียนหลากหลายนะ แต่ที่เป็นหัวใจคือ ถ้าไม่เขียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องเขียน ถ้าจะพูดแรงๆ คือ ถ้าไม่ขบถ อย่าเขียน ถ้าจะมาเขียนอวดดีตัวเอง มันเชยมาก”

จาก ปรีดา ข้าวบ่อ จากผู้กรุย ‘ทางอีศาน’ สู่บรรณาธรเกียรติยศ ‘ถ้าไม่ขบถ อย่าเขียน’
4
“ถ้ายุคนั้นเป็น ‘ยุคทองของการเมืองภาคประชาชน’ ยุคนี้มันคือยุคตกต่ำ ถดถอย เป็น ‘ยุคมืด’ เอาอำนาจขึ้นไปข้างบน ไปอยู่ที่องค์กรอิสระ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ เราจะเห็นภาพสะท้อนชัดเจนจาก ส.ว. ไม่ได้ยึดโยงกับหลักการ ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย’ แต่กลับมีอำนาจปลด ส.ส. ผู้ที่มาจากประชาชนเลือก ผมพูดเลยว่า มาจนถึง ณ วันนี้ เราก็คงเห็นชัดว่า ‘มันไม่ทำงาน’ ให้เกิดผลดีต่อการสร้างประชาธิปไตย”

จาก จากทับลานถึงรัฐธรรมนูญ ประภาส ปิ่นตบแต่ง ส.ว. (พันธุ์) ใหม่ หวัง ‘ปฏิรูปสภา’ จูนสมมาตรทางอำนาจ
5
“คำพูดจากชายจริงหญิงแท้ บางคำก็ทำให้เราแอพปรู๊ฟขึ้นมาว่ามันเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนความเข้าใจของคน และยังมีชุดความคิดที่ตัดสิน LGBTQ+ ในเชิงลบ ในทางที่ไม่ดี การเลือกปฏิบัติทางเพศ มันไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถอธิบายได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังอยู่ในสังคม และเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ จนจับได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
แม้ตัวบทกฎหมาย จะหนุนให้ ‘สมรสเท่าเทียม’ เกิดขึ้นได้จริง แต่ยังเป็นเพียงจุดสตาร์ตที่หน่วยงานภาครัฐยังต้องสร้างรากฐาน ล้างอคติที่หยั่งลึก เพื่อรับประกันว่าสิทธิของ LGBTQ+ จะได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องและเท่าเทียมกับคนทุกเพศ”

จาก ‘ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์’ ถอดส้นสูง มองคนเท่ากัน ‘สมรสเท่าเทียมผ่าน แต่ยังต้องทำงานกันอีกเยอะ’
6
“บ้านเรามีหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เยอะ ทั้งประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม นู่นนี่เต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกว่าเรามีหนังสือเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเมืองนอกมีเยอะ ประเทศไทยไม่มีเลยนะ
เราอาจจะมีรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมประจำปี แต่อ่านไปก็ไม่อยากอ่าน เพราะมันมีแต่ตัวเลข น้ำเสียเท่าไหร่ นู่นนี่เท่าไหร่ เลยมาคิดว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มันมีในประเทศไทยมานานแล้ว และส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องของการทำลายสิ่งแวดล้อม”

จาก ‘ไฟเรามันไม่มอดอยู่แล้ว’ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ไม่หยุดตามหาป่าที่สูญหาย กางประวัติศาสตร์ (แห่งการทำลาย)
7
“นี่คือธรรมศาสตร์ ยิ่งตีกัน ยิ่งทะเลาะกัน เรายิ่งแข็งแกร่ง เรายิ่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีภูมิต้านทานสารพัดเรื่อง
ประกอบด้วยคนที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกัน องค์กรอื่นอาจทำให้คนเห็นต่างต้องไปอยู่ที่อื่น แต่สำหรับธรรมศาสตร์ ไม่เลย มันคือที่ที่คนหลากหลายความคิดที่อยู่ด้วยกัน นี่เป็นจุดแข็ง
ผมว่าธรรมศาสตร์เรามีกลไกบางอย่างที่ทำให้คนมีความคิดคนละขั้วยังอยู่ด้วยกันได้ คือคุณก็ทำอะไรของคุณอย่างที่คุณอยากทำ และธรรมศาสตร์ก็ไม่เคยตัดสินลงโทษใคร หรือว่าใครดีกว่าคนไหน”

จาก ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ แคนดิเดตอธิการฯธรรมศาสตร์ พร้อมแก้โจทย์ยาก ลุยการบ้านทุกข้อที่ท้าทาย
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

