นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 2 มิถุนายน มีมติคงราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี)ประจำเดือนมิถุนายน ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ราคาแอลพีจีในตลาดโลกทรงตัว ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.0061 บาทต่อกก. กบง.จึงมีมติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบัญชีแอลพีจีรับภาระชดเชยเพิ่มขึ้นอีก 0.0061 บาท ต่อกก. รวมการชดเชยเป็น 0.5960 บาทต่อกก. ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯบัญชีแอลพีจีมีรายจ่ายประมาณ 189 ล้านบาทต่อเดือน สถานะกองทุนแอลพีจีล่าสุดอยู่ที่ 7,504 ล้านบาท
นายทวารัฐกล่าวว่า คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยช่วงสิ้นปีนี้จะอยู่ในกรอบ 40-45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยประเมินว่าช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ กำลังการผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกจะสูงกว่าความต้องการใช้เล็กน้อยประมาณ 5 แสนบาร์เรลต่อวัน และจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลในช่วงปีหน้า จากก่อนหน้านี้มีอุปสงค์ล้นตลาด จากการที่กลุ่มโอเปคซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ตัดสินใจตรึงกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) กล่าวว่า ธพ.คาดการณ์เดือนกรกฎาคมนี้ไทยจะไม่ต้องนำเข้าแอลพีจีเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีนับตั้งแต่ไทยมีการนำเข้าตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากการผลิตของไทยทั้งจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นปิโตรเลียมในเดือนกรกฎาคมนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาในระดับ 30,000-40,000 ตันต่อเดือน จากกรณีผู้ผลิตปิโตรเคมีบางส่วนหันไปใช้แนพทาแทนแอลพีจี โรงกลั่นจึงมีแอลพีจีเหลือมาป้อนตลาดภายใน

