ผ่านไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยได้รับการตอบรับอย่างคึกคักไม่ต่างจากโครงการคนละครึ่งในอดีต สะท้อนจากยอดใช้จ่ายที่ทะลุ 14,099 ล้านบาท ภายใน 6 วันแรกของการเปิดระบบ มีผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย และร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย ตามข้อมูลของรัฐบาล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ภาพรวมกำลังซื้อของครัวเรือนไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จึงเกิดข้อสงสัยตามมาว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสสะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่แท้จริง หรือเป็นเพียงแรงประคับประคองชั่วคราว และจากนี้รัฐบาลจะต้องวางแผนอย่างไรต่อไป
⦁ใช้จ่ายคึกแต่ฐานะยังเปราะบาง
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเรือธงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน พร้อมกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยหลังจากเปิดให้ลงทะเบียนและเริ่มใช้สิทธิ กระแสตอบรับจากประชาชนเป็นไปอย่างคึกคัก ไม่ต่างจากโครงการคนละครึ่งในอดีต แม้จะมีหลักเกณฑ์และรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกันก็ตาม
สอดคล้องกับมุมมองของ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า โครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นสำคัญ ในช่วงที่หลายครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แม้มาตรการอาจไม่ได้ช่วยสร้างการจ้างงานใหม่ในวงกว้าง แต่ก็มีส่วนช่วยพยุงรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย และรักษาระดับการจ้างงานเดิมเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศการใช้จ่ายจะกลับมาคึกคักจากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ แต่ภาพดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนว่าฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง เพราะในอีกด้านหนึ่ง สัญญาณความเปราะบางทางการเงินของประชาชนยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านพฤติกรรมการบริโภคและการจัดการทางการเงินของคนรุ่นใหม่
โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวของบริการ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เริ่มถูกนำมาใช้กับสินค้ามูลค่าไม่สูงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ชานมไข่มุกราคา 106 บาท ไปจนถึงข้าวมันไก่ราคา 50 บาท ที่สามารถแบ่งชำระเป็นงวดได้นานหลายเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มพึ่งพาเครดิตแม้กับค่าใช้จ่ายพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมก่อหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบันมีคนไทยราว 25 ล้านคนที่มีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรวัย 20-35 ปี มากกว่าครึ่ง หรือ 52.7% เป็นลูกหนี้ และในจำนวนนี้มีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 27% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตา เนื่องจากการมีประวัติหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อยอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ การสร้างฐานะทางการเงิน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ดังนั้น แม้มาตรการอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ในระยะสั้น แต่โจทย์สำคัญที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญ คือการฟื้นฟูรายได้ของครัวเรือนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งก็จะต้องเร่งหาทางออกควบคู่ไปกับการเติมกำลังซื้อ พร้อมกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพื่อให้กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในวันนี้เกิดจากรายได้ที่แท้จริง
⦁อาจไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจระยะยาว
นอกจากความกังวลถึงสถานการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงแล้วนั้น ยังมีความเห็นจากนักวิชาการกลับมองว่า มาตรการลักษณะ “แจกและใช้” ในรูปแบบไทยช่วยไทยพลัส อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว แม้กระแสจะไปในทิศทางบวก
โดย สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า ไทยช่วยไทยพลัสมีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน โดยภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม การกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ร้านค้าบางประเภท อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากเงื่อนไขการได้รับเงินสนับสนุน มากกว่าพิจารณาจากคุณภาพสินค้า ราคา หรือประสิทธิภาพการให้บริการ ส่งผลให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเกิดความบิดเบือน และลดประสิทธิภาพของกลไกตลาดเสรี
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการกำหนดสิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้ของผู้ประกอบการ อาจก่อให้เกิดแรงจูงใจที่ไม่พึงประสงค์ โดยผู้ประกอบการบางส่วนอาจหลีกเลี่ยงการขยายธุรกิจ ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสถานะการได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Threshold Effect” หรือผลกระทบจากการกำหนดเส้นแบ่งสิทธิประโยชน์
ผลที่อาจตามมาคือการจัดทำบัญชีหลายชุด การลดการออกใบกำกับภาษี และการหดตัวของฐานภาษีในอนาคต ซึ่งอาจสวนทางกับความพยายามของภาครัฐที่ต้องการผลักดันระบบภาษีดิจิทัลและ e-Tax Invoice ให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้องอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยผลกระทบดังกล่าวอาจขยายวงกว้างไปตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน หากกำลังซื้อถูกดึงออกจากธุรกิจในระบบอย่างมีนัยสำคัญ
“แม้มาตรการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นได้ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการสร้างนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” สุชาติระบุ
ทั้งนี้ สุชาติเสนอแนะว่า หากภาครัฐต้องการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควรมุ่งเน้นมาตรการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) การเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัล การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ตลอดจนการสนับสนุนการส่งออกและการขยายตลาดใหม่ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงชั่วคราว
ขณะที่มุมมองจากภาคการเมืองก็สะท้อนความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีผู้ลงทะเบียนกว่า 26 ล้านคน และถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลกำลังทุ่มทรัพยากรจำนวนมากไปกับมาตรการดังกล่าว ทั้งที่ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ที่ต้นทุนการดำรงชีวิตและต้นทุนการประกอบธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง
อภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า หากรัฐบาลสามารถลดราคาพลังงานและราคาน้ำมันลงได้ จะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะต้นทุนพลังงานส่งผลต่อราคาสินค้า การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
“เราเข้าใจว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พูดมาตลอดคือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจะตรงจุดกว่า เพราะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายลักษณะนี้อาจช่วยได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น คำถามคือหลังจากครบกำหนดโครงการ หากราคาสินค้าและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร” อภิสิทธิ์ระบุ
⦁เอกชนแนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังมาตรการไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลง รวมถึงแนวทางในการสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ท่ามกลางข้อเสนอจากภาคเอกชนที่เห็นตรงกันว่า การกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของประเทศ
เริ่มที่ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกล้าออกมาจับจ่ายมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรวางแผนควบคู่กันไป คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของตนเองในอนาคต และไม่ต้องพึ่งพามาตรการอัดฉีดหรือแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่เป็นระยะ
วิศิษฐ์กล่าวว่า แนวทางที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Reskill และ Upskill ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก
“หากให้นิยามโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผมมองว่าเป็นมาตรการที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายมากขึ้นและทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประเทศสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในอนาคต” วิศิษฐ์ระบุ
ขณะที่ มุมมองของภาคธุรกิจร้านอาหาร สรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย มองว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสอาจไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้รุนแรงเท่ากับโครงการคนละครึ่งในอดีต เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความเปราะบางกว่ามาก และกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
สรเทพระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นเพียงการช่วยพยุงกำลังซื้อที่หายไปจากตลาดราว 30% ไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้เท่านั้น ขณะที่ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจและภาระค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าพึ่งพามาตรการประชานิยมเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบอย่างมาก สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องการคือการลดต้นทุนการดำรงชีวิตและต้นทุนการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่นๆ มากกว่าการอัดเม็ดเงินผ่านโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย” สรเทพระบุ
นอกจากนี้ สรเทพยังมองว่า แม้ราคาพลังงานในตลาดโลกจะปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ต้นทุนด้านพลังงานภายในประเทศยังไม่ปรับลดลงในระดับเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างรอบด้าน และมองให้เห็นจุดอ่อนที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทย
เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขที่ตรงจุดและสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวจริงๆ ไม่ใช่แค่ชั่วคราว!!



