ดีอี-ETDA-ขบ. ร่วมบูรณาการคุมเข้มแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะ ลุยบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวมาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มผู้ให้บริการไรเดอร์ หลังเกิดเหตุประสงค์ร้ายต่อผู้ใช้บริการ ร่วมด้วย นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) และ พ.ต.อ.คงศักดิ์ ปานน้อย ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลหนองแขม (ผกก.สน.หนองแขม) และณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป โบลท์ ประเทศไทย
นายพชรกล่าวว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินมาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มให้บริการรถสาธารณะ พร้อมติดตามผลการดำเนินการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเยาวชนผู้ใช้บริการ โดยการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น หากแพลตฟอร์มดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงดีอี, ETDA และกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมได้กำหนดไว้ให้ผู้ที่จะให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารในแพลตฟอร์มบริการขนส่งสาธารณะ จะต้องขึ้นทะเบียนรถยนต์-จักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17/ร.ย.18) และผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งได้ขยายเวลาให้มีการลงทะเบียนจนถึง 31 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น ต่อจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก

“กระทรวงดีอีขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย ให้มีการลงโทษแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกัน อาจจะต้องมีการแก้ไขเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของแพลตฟอร์มที่ไม่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ ตามที่กระทรวงดีอีและกระทรวงคมนาคมกำหนด ซึ่งอาจมีการบังคับใช้กฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มที่ไม่ดำเนินการ โดยระงับ หรือยกเลิกการให้บริการของแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งอาจมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในมาตรา 20 ปิดกั้นแพลตฟอร์มนั้น” ปลัดกระทรวงดีอีกล่าว
นายชัยชนะกล่าวว่า กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริการ Ride Sharing สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการ “ยกระดับความเข้มข้นของการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ ที่ผ่านมา ETDA ได้มีการดำเนินงานแบบคู่ขนาน ทั้งการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างจริงจัง รวมไปถึงการหารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Ride Sharing ได้มีการหารือเพื่อกำชับถึงการดำเนินงานและการให้บริการให้สอดคล้องกับ “ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ หรือประกาศ Ride Sharing Platform” ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569

มีผลบังคับใช้แล้ว! ประกาศ Ride Sharing แอพพ์ต้องกำกับดูแล ไรเดอร์-บริการ ตั้งแต่ต้นทาง
ทั้งนี้ จากการติดตามพบว่า บางแพลตฟอร์มยังมีมาตรการตรวจสอบที่ “ไม่เข้มข้นเพียงพอ” โดยเฉพาะในเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ขับ ETDA จึงได้สั่งการให้แพลตฟอร์มดิจิทัล ในฐานะผู้ให้บริการ เร่งยกระดับกระบวนการดังกล่าวให้รัดกุมมากขึ้น เช่น การยืนยันตัวตนผู้ขับให้เป็นบุคคลเดียวกับที่ลงทะเบียนในทุกครั้งที่ให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมรอยบัญชีผู้ขับ และการใช้รถผิดประเภท หรือต้องเป็นรถและผู้ขับที่จด รย.17 รย.18 ตามข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก ซึ่ง ETDA พบว่ามีจำนวนไรเดอร์ในระบบของแพลตฟอร์มต่างๆ กว่า 100,000 บัญชี
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ETDA ได้มีหนังสือเรียกให้ผู้ให้บริการเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้เร่งมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การระงับบัญชีผู้ขับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มอื่นเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ผู้ขับรายดังกล่าวไปให้บริการในระบบอื่น รวมถึงให้เร่งปรับปรุงระบบการคัดกรองและยืนยันตัวตนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศ Ride Sharing Platform กำหนด
หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า แพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามประกาศ เช่น ปล่อยให้มีผู้ขับที่ใช้รถผิดประเภท ไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจนำไปสู่การออกคำสั่ง “ห้ามประกอบธุรกิจ” และหากไม่แก้ไขภายใน 90 วัน อาจถูก “ถอนการรับแจ้ง” และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากยังคงให้บริการต่อไป

ขณะที่นายสรพงศ์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น ขบ.ได้ดำเนินการแจ้งความเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่าผู้ให้บริการไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มผู้ให้บริการอย่างเข้มข้นซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ขบ.และกระทรวงดีอีกำหนด
ในส่วนของการต่ออายุใบรับรองการให้บริการรถสาธารณะของแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น ขบ.จะพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยหากแพลตฟอร์มใดยังไม่ปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ อาจมีผลต่อการต่ออายุใบรับรองฯ
สำหรับความเคลื่อนไหวของการจดทะเบียนรถให้บริการสาธารณะนั้น พบว่าตั้งแต่เดือน ม.ค.69-ปัจจุบัน ขบ.รับจดทะเบียนแล้วประมาณ 2,000 คัน โดยทั้งระบบมีรถให้บริการสาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้องประมาณ 19,000 คัน จากผู้ที่แสดงความประสงค์ขอจดทะเบียน 39,000 ราย

