‘ตรีนุช’ มอบนโยบาย ‘245 อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ’ ย้ำงานบุคคลต้องยึดหลักธรรมาภิบาล-โปร่งใส
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา “เปลี่ยนผ่านความหวังและความท้าทาย : จาก กศจ. สู่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา” โดยมีนายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขต เข้าร่วมว่า ช่วงเวลานี้ ถือเป็นช่วงของการก้าวข้าม และเปลี่ยนผ่านการบริหารงานบุคคล จากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มาเป็น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ โดยเจตนารมณ์ของการตั้ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ก็เพราะต้องการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่พื้นที่มากยิ่งขึ้น เราต้องยอมรับว่าบริบทของการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ก็ยิ่งตอกย้ำว่า เราต้องพัฒนาการศึกษา แต่จะทำอย่างไร ให้การจัดการศึกษามีความยืดหยุ่น คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การกระจายอำนาจสู่พื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ถือเป็นองค์คณะที่สำคัญ เพราะนอกจากดูแลบริหารงานบุคคลจัดสรรคนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่แล้ว ยังมีหน้าที่การประสานงานด้านต่างๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในระดับภูมิภาค ลดความซ้ำซ้อน พร้อมผลักดันการทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
“อยากเน้นย้ำให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ยึดหลักธรรมาภิบาลการทำงาน การดำเนินงานต่างๆ ต้องโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับครู และบุคลากรทางการศึกษา ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ อยากจะให้ กศจ. และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มากำกับติดตาม ช่วยดูแล และเป็นพี่เลี้ยงส่งมอบงานต่างๆ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ดิฉันมอบหมายให้ ก.ค.ศ.ลงไปติดตาม และประเมินการทำงานของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ในช่วง 3-6 เดือนแรก ว่ามีการทำงานเป็นอย่างไร มีเกณฑ์อะไรที่ควรปรับปรุงเพื่อทำให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ สามารถทำงานบริหารงานบุคคลได้อย่างโปร่งใส สร้างขวัญกำลังใจให้กับครู และสอดรับกับการศึกษาในบริบทของพื้นที่” น.ส.ตรีนุชกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลว่าเมื่องานบริหารบุคคลกลับมาที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะทำให้เกิดปัญหาเรียกรับผลประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า หากมีเรื่องไม่โปร่งใสเกิดขึ้น ศธ.ก็พร้อมจะตรวจสอบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากคนหรือระบบ และจะปรับปรุงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อการบริหารงานให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรม
ด้านนายอัมพรกล่าวต่อว่า อยากให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เพราะหากเราย้อนกลับไปดูโครงสร้างบริหารงานบุคคลตั้งแต่ที่มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเดิม จะเห็นว่าการได้มาของคณะกรรมการ มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตนเชื่อว่า หากดำเนินการตามระบบที่กำหนดไว้ คือ เลือกตั้งและได้คนมาอย่างสุจริต มีการทำงานที่เที่ยงธรรม จะไม่เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากระบบ แต่เกิดขึ้นจากตัวบุคคล ที่ทำระบบเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่สุจริต เช่น เปลี่ยนแปลงระบบเพื่อพรรคพวกของตน เป็นต้น จึงทำให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ บางแห่ง เกิดการทุจริตขึ้น ซึ่งทำให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั้งหมดถูกเหมาเข่งว่า ไม่ควรจะมีอยู่ จึงมีคำสั่งโอนอำนาจบริหารงานบุคคลให้ กศจ. ดูแล แต่การโอนอำนาจนี้ ทำให้เกิดปัญหา เพราะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ไม่สามารถผลักดันงานตามนโยบายของส่วนกลางได้ และการทำงานด้านต่างๆ ล่าช้า จึงโอนภารกิจงานบริหารงานบุคคลให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯตามเดิม
“การคืนอำนาจกลับมาที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯครั้งนี้ จะต้องไม่มีปัญหาในการทุจริต หรือมีปัญหาในการเอารัดเอาเปรียบเรื่องบริหารงานบุคคลขึ้น การดำเนินงานจะต้องมีธรรมาภิบาล และผู้ที่จะทำกลไกขับเคลื่อนงานบุคคลให้เกิดประสิทธิภาพ คือ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ จะต้องทำงานประสาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้ดี การพิจารณางานบุคคลต่างๆ ต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรม เอาผลประโยชน์ของเด็กและโรงเรียนเป็นที่ตั้ง หากทำงานโดยมีเป้าหมายเช่นนี้ ก็จะไม่เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้ายังทำงานเหมือนเดิมคือไม่กล้าตัดสินใจ เกรงกลัวบารมี เกรงว่าจะไม่ถูกใจคนนั้นคนนี้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่จะกลับเข้าไปสู่วังวนเดิมที่ไม่จบไม่สิ้น” นายอัมพรกล่าว

