ประเทศไทยและทั่วโลกเฝ้าจับตา 23 มิถุนายนนี้อย่างใกล้ชิด เป็นวันที่ชาวอังกฤษต้องตัดสินใจออกเสียงประชามติครั้งสำคัญ ว่าจะออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ หรือที่เรียกกันว่า Brexit : เบร็กซิท (มาจาก British รวมกับ Exit)
ทั้งนี้ผลประชามติ ที่ออกมาได้ 2 ทางนั้น
หากเสียงส่วนใหญ่เทคะแนนเสียงให้ถอนตัว จะกระทบต่ออียู เนื่องจากอังกฤษมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ และยังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย
แรงสั่นสะเทือนนั้นจะเลือนลั่นมาถึงประเทศไทยหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
เป็นเรื่องที่ฝ่ายต่างๆ เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะรับมือได้ทันท่วงที
แม้ว่าผลสำรวจ (โพล) หลายสำนักออกมาครั้งแรก ปรากฏว่าผู้ที่จะลงคะแนนเสียงให้อังกฤษออกจากอียูยังมีส่วนน้อย แต่ยิ่งใกล้เวลา คะแนนเสียงของผู้ที่จะลงคะแนนให้อังกฤษออกจากอียู เริ่มไล่กระชั้นใกล้กับจำนวนคนที่จะลงคะแนนเสียงให้อยู่ต่อ ความแตกต่างของเสียง 2 ฟากต่ำกว่า 5% แล้ว
โพลล่าสุดบ่งชี้ว่าแนวโน้มออกได้ทั้งสองหน้าคือ อยู่ต่อและถอนตัวจากอียู เหตุนี้นี่เองทำให้หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดการเงินทั่วโลกส่ออาการป่วน สะท้อนผ่านอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนตลอดเวลา เนื่องจากนักลงทุนมีการลดการถือครอง และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หันไปหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแทน ความไม่ชัดเจนไม่ใช่แค่ตลาดการเงินผันผวน ยังสร้างความกังวลว่าอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษและยูโร และลุกลามไปยังเศรษฐกิจอื่นทั่วโลกได้ ที่สำคัญหากการออกจากยูโรของอังกฤษประสบความสำเร็จ อาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นออกจากอียูด้วย
พัฒนาการก่อนเกิดเบร็กซิท มาจากพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ที่เคยเป็นประเทศยิ่งใหญ่ จึงหวงแหนเอกราชและมีความเป็นชาตินิยมสูง ซึ่งอังกฤษปฏิเสธการรวมกลุ่มยูโร และเริ่มดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2495 และเมื่อพิจารณาเล็งเห็นความเสียเปรียบหลายอย่าง รัฐบาลอังกฤษจึงเพิ่งตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มอียูในปี 2516 ท่ามกลางเสียงคนอังกฤษส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง วิเคราะห์กรณีดังกล่าวว่า “การเข้าร่วมยูโร ทำให้อังกฤษต้องเปิดเสรีด้านสินค้า บริการ เงินทุนและแรงงาน แต่ด้วยความหวงแหนอธิปไตยและความเป็นชาตินิยม ทำให้สมัยที่ มาร์กาเร็ต แทชเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เจรจาปฏิเสธการเคลื่อนย้ายแรงงาน ไม่ยอมรับข้อตกลงเชงเก้น (การเดินทางระหว่างกันที่ไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง) รวมถึงปฏิเสธวีซ่าเชงเก้น และปฏิเสธการใช้เงินสกุลเดียวกันคือยูโร โดยอังกฤษยังคงขอใช้เงินสกุลปอนด์ ทั้งนี้ด้วยการเกิดวิกฤตการเงินในอียูหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมยูโรมีจำนวนเพิ่มขึ้น และจุดกระแสรุนแรงขึ้น จนเป็นประเด็นทำให้ นายเดวิด คาเมรอน หยิบยกนำการลงคะแนนเสียงประชามติมาเป็นข้อหาเสียงในการเลือกตั้ง และระบุว่าหากเขาได้รับเลือกตั้งชนะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จะจัดลงประชามติเป็นที่มาของเบร็กซิทที่จะเกิดขึ้น”
สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่อังกฤษไม่ออกจากอียู นายสมชายกล่าวว่า “อาจมีเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนบ้าง แต่ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับหากคะแนนเสียงออกมาว่าอังกฤษจะออกจากอียู จะทำให้การลงทุนในอังกฤษหยุดชะงัก เนื่องจากอังกฤษต้องเจรจาสัญญาการค้าหลายเรื่องใหม่ ซึ่งไม่ชัดเจนออกแล้วเป็นอย่างไร การประเมินขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) มองว่าจีดีพีปีแรกหลังจากอังกฤษออกจากอียู จะลดลง 1% และภายใน 5 ปี กระทบจีดีพีรวม 5% กระทบต่อการเติบโตของกลุ่มอียูและโลกให้ลดลงด้วย ต่อเนื่องกับเศรษฐกิจอื่นในโลกด้วย ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลง เพราะมีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งเกิดความผันผวนของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทุกภูมิภาคทั่วโลก”
พร้อมกับส่งผลต่อบทบาททางการเมืองโลกของอังกฤษลดลง อาจทำให้บทบาทของชาติตะวันตกในการถ่วงดุลกับซีกตะวันออกลดลง โดยเฉพาะองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ต้องถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผลกระทบที่รุนแรงคือการที่ประเทศในยูโรเรียกร้องให้เกิดการลงประชามติเพื่อออกจากอียู อาจนำไปสู่การแตกสลายของอียู ที่ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ที่สุดในขณะนี้
แล้วประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร แม้เศรษฐกิจไทยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกหรือไม่ออกจากอียูของอังกฤษ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลาดหุ้นไทยอ่อนไหวกับข่าวนี้มากเมื่อใกล้ถึงเวลาลงคะแนน ดูจากปรากฏการณ์วันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยลดลงถึง 23.70 จุด หรือ 1.65% ต่ำสุดในรอบเดือน ขณะที่ราคาทองคำพุ่งแรงถึงบาทละ 400 บาท ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด วิเคราะห์ต่อจากนี้ว่า “สัปดาห์หน้า นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะดูเหมือนฝั่งที่ต้องการให้ออกจากอียูมีเหตุผลสนับสนุนด้านสังคม ขณะที่ฝั่งที่ต้องการให้อยู่มีเหตุผลด้านเศรษฐกิจและการลงทุน และปัจจุบันสองฝั่งมีคะแนนเสียงสูสีกันมาก ซึ่งตลาดการเงินโลกตอบสนองเชิงลบไปแล้ว จึงเชื่อว่าหากผล
ออกมาว่าอังกฤษต้องออกจากอียู อาจทำให้หุ้นปรับลงไม่มาก แต่ถ้าผลออกไม่ออกจะเห็นการดีดตัวกลับของราคาหุ้น ซึ่งช่วงก่อนรู้ผลดัชนีหุ้นไทย อาจอยู่ในกรอบ 1,410-1,435 จุด”
สำหรับราคาทองคำ บริษัท ออสสิริส จำกัด ประเมินไว้ว่า “ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ราคาทองคำในและต่างประเทศ ปรับขึ้นเพื่อรับท่าทีว่าอังกฤษจะออกจากอียูแน่นอน ทำให้ราคาทองในไทยปรับขึ้นแล้วบาท (ทอง) ละ 1,000 บาท หากผลออกมาอังกฤษไม่อยู่ ราคาทองคำจะยิ่งวิ่งสูงแรงขึ้น ถ้าอยู่ต่อราคาทองคำในประเทศอาจลงถึงบาท (ทอง) ละ 1,000 บาท”
ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาท นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) วิเคราะห์ว่า “เบร็กซิทจะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้ทั้ง 2 กรณี กรณีที่ไม่ออก จะเห็นนักลงทุนขายสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินเยนหรือพันธบัตร แล้วมาลงทุนเงินยูโรและเงินปอนด์แทน ทำให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์ กลับมาแข็งค่าเพิ่มขึ้น 2.5% หากอังกฤษออกจากอียู จะเห็นเงินไหลกลับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เห็นการเทขายเงินยูโรและปอนด์ ทำให้เงิน 2 สกุลอ่อนค่าลง โดยค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าทำสถิติอ่อนค่ามากสุดในรอบปีที่ 1.38 ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเคยอ่อนค่ามากที่สุดปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ 1.30 ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าจากอังกฤษประกาศวันลงประชามติอย่างชัดเจน ส่วนค่าเงินบาท คาดเห็นกรอบการเคลื่อนไหว 35.20-35.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”
นายจิติพลกล่าวว่า “อังกฤษออกจากอียูไม่ได้เป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะปัจจุบันประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็มีบางส่วนไม่ได้เป็นสมาชิกอียู เช่น สวิตเซอร์แลนด์ หรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย ผมว่าผลกระทบอาจจะไม่ได้กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง แต่เมื่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอียูและโลกได้รับผลกระทบ ก็จะทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากโลกชะลอตัวด้วย ซึ่งหากอังกฤษออกจากอียู ไทยคงต้องทบทวนจีดีพีใหม่และเป้าหมายทีเอ็มบีเคยวางไว้ 2.8% อาจเหลือ 2.5% เท่านั้น”
นักวิชาการและนักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์มีมุมมองที่ต่างกันในเรื่องว่าด้วยเบร็กซิท โดยเฉพาะกรณี หากชาวเมืองผู้ดีลงมติให้ถอนตัวจากอียู
แต่โดยภาพรวมแล้ว จากการสดับตรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ผลประชามติครั้งนี้ หากออกมาเป็นด้านลบ อังกฤษต้องหันหลังให้อียูในท้ายที่สุด
จะมีผลกระทบต่อไทยแน่นอน ไม่มากก็น้อย
23 มิถุนาฯจึงเป็นวันที่ทุกฝ่ายลุ้นระทึก เฝ้าจับตา ปัจจัยใหม่เขย่าไทย-เขย่าโลก




