‘แสงชัย จิตบุญทวีสุข’ เจน 2 สหชัยโปรโมชั่น ผลิตสินค้าบีซีจี โดนใจลูกค้า-ชิงเค้กตลาดโลก

7.07.24 | 12:00 น.

‘แสงชัย จิตบุญทวีสุข’ เจน 2 สหชัยโปรโมชั่น
ผลิตสินค้าบีซีจี โดนใจลูกค้า-ชิงเค้กตลาดโลก

เอ่ยชื่อแบรนด์ BIOPLUSTIQ กลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพมาเป็นส่วนประกอบหลักการผลิต ในตลาดโลกพบว่า กำลังมาแรง โดนใจผู้บริโภคสายกรีน สายรักษ์โลกมากๆ

ภายใต้การบริหารงานของซีอีโอคนรุ่นใหม่ “คุณป็อบ แสงชัย จิตบุญทวีสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหชัยโปรโมชั่น จำกัด”

คุณป็อบ นักธุรกิจรุ่นใหม่ เรียนจบปริญญาโทและทำงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) นานกว่า 10 ปี แล้วได้นำประสบการณ์ความรู้และแนวคิดกลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัว ในตำแหน่ง รองกรรมการผู้บริหาร และตำแหน่ง Business Development Manager ของบริษัท สหชัยโปรโมชั่น จำกัด ที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนที่ผลิตจากพลาสติก ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี

มีแบรนด์ภายใต้ทั้งหมด 5 แบรนด์ ได้แก่

Advertisement

1.แบรนด์ SAHACHAI จะเน้นสินค้าพวกเก้าอี้ ซึ่งมีความแข็งแรงที่ครองความเป็นเก้าอี้พลาสติกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

2.Homer จะเน้นเป็นสินค้าประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ตะกร้า, กล่องพลาสติก, ถังน้ำ และถังขยะ ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน UL เป็นเครื่องหมายความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับในประเทศสหรัฐอเมริกาและอเมริกาเหนือ

3.Poplock เป็นสินค้าประเภทกล่องถนอมอาหารที่มีมากกว่า 98 แบบให้เลือก โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TUV Rheinland ประเทศเยอรมนี

4.Lock it เป็นสินค้าประเภทกล่องถนอมอาหาร ที่ลูกค้าสามารถเลือกสี โลโก้ ซีลยางได้เองในแบบที่ลูกค้าต้องการ เหมาะสำหรับสินค้าพรีเมียม โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TUV Rheinland ประเทศเยอรมนี

5.Bioplustiq เป็นแบรนด์รักษ์โลกล่าสุด ที่ผลิตมาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกที่สะสมมาโดยตลอด เป้าหมายหลักคือการให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีความยั่งยืน ที่มาพร้อมกับแนวคิดการลดขยะพลาสติกให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ที่มีไอเดียจากรุ่นแรกสู่รุ่นที่สอง เป็น Passion ที่ผ่านทาง DNA ของความรักโลก

ผุดแบรนด์ BIOPLUSTIQ

รักษ์โลก ลดพลาสติก

สำหรับแบรนด์ BIOPLUSTIQ คุณป็อบ เล่าว่า เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่มีแนวคิดและคอนเซ็ปต์ในรูปแบบ Green Product โดยการนำนวัตกรรมพลาสติกชีวภาพเข้ามามีบทบาทสำคัญ

โดยแบรนด์ BIOPLUSTIQ ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเป้าหมายหลักในการลดการใช้ปริมาณพลาสติกในปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขยะพลาสติก อีกทั้งยังต้องการตอกย้ำจิตสำนึกและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกของเรา มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้วัสดุที่ยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สินค้าและผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ BIOPLUSTIQ ถูกสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมพลาสติกชีวภาพผสมจากเศษวัสดุ Bio-based 3 ตัว ได้แก่ 1.กัญชง 2.แกลบและฟางข้าว 3.เศษไม้ ที่เหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการที่จะพัฒนาเพิ่มเติม เช่น เศษที่เหลือใช้ของผลไม้ไทย และใบอ้อยที่ตอนนี้เกิดการเผาเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหลักที่เพิ่มปัญหาฝุ่น PM2.5

ปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลักจากการจำหน่ายสินค้าพลาสติกในครัวเรือน ยอดขายต่อปีประมาณ 200 ล้านบาท หรือสัดส่วนรายได้แบ่งเป็นในประเทศ อยู่ที่ 95% และต่างประเทศ อยู่ที่ 5% ประเทศที่ได้มีการจัดจำหน่ายและส่งออก แบ่งเป็นสองโซนหลักๆ

1.โซนเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ และซาอุดีอาระเบีย

2.โซนยุโรป เช่น สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี

โดยแผนการตลาดสำคัญ คือ การไปออกงานต่างประเทศ เช่น งาน Ambiente ประเทศเยอรมนี, งาน Tokyo Gift Show ประเทศ ญี่ปุ่น และงาน The Inspired Home Show ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าประเทศใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาธุรกิจและสร้างชื่อเสียงให้สินค้ารักษ์โลกจากประเทศไทย

ประสบการณ์ต่างแดนจับเทรนด์โลกอยู่หมัด

คุณป็อบ เล่าว่า ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ต่างประเทศมานานและเดินทางไปออกงาน Trade Show ที่ต่างประเทศบ่อย บวกกับเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้รู้ถึงเทรนด์ที่ต่างประเทศที่เน้นความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น การงดใช้ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาเก็ต การนำเข้าหรือส่งออกสินค้าจะต้องมีการรับรองผ่านค่าการปล่อยคาร์บอนตามกำหนด หรือคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) และได้เล็งเห็นถึงปัญหาขยะพลาสติกในปัจจุบันที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ปี 2566 ประเทศไทย มีขยะประมาณ 26.95 ล้านตัน แบ่งเป็น พลาสติก ราว 1.2 ล้านตันต่อปี จุดนี้ทำให้เกิดไอเดียในการสร้างแบรนด์ BIOPLUSTIQ ขึ้นมา เพื่อเป็นแบรนด์ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยของเราหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมให้มากกว่านี้ จุดประสงค์สำคัญคือการที่ผู้ผลิตกับผู้บริโภคจะมีส่วนช่วยในการลดการใช้ปริมาณพลาสติก ด้วยการสร้างจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

สะท้อนอุปสรรค ส่งสารถึงภาครัฐ

คุณป็อบ ยังแชร์ประสบการณ์การทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านอุปสรรคที่ต้องพบเจอว่า อุปสรรคที่เจอ คือ

1.ต้นทุนการผลิตที่สูง การผลิตสินค้าพลาสติกที่ใช้วัตถุดิบพลาสติกชีวภาพ จะมีต้นทุนสูงกว่าพลาสติกธรรมดา เนื่องจากกระบวนการผลิตที่
ซับซ้อนและเทคโนโลยีเฉพาะทางรวมไปถึงประสิทธิภาพของทางเครื่องจักร

2.การรับรู้ของผู้บริโภคยังมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ BCG ยังไม่มากเท่าที่ควร ทำให้ความต้องการในตลาดยังไม่สูง ทั้งจาก
ผลกระทบจากโควิดซึ่งทำให้มีปัญหาเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว

3.ข้อจำกัดด้านกฎหมายและนโยบาย กฎหมายและนโยบายบางส่วนยังไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาธุรกิจ BCG อย่างเต็มที่ เช่น มาตรการจูงใจทางภาษีหรือการสนับสนุนทางการเงินกับงานวิจัย

ทั้งนี้อยากเสนอภาครัฐช่วยเหลือในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.อยากให้ภาครัฐสนับสนุนทางการเงิน เช่น กองทุนหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โมเดล BCG

2.มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ชีวมวล จากเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรหลายๆ ส่วน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

3.ควรมีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ BCG เช่น การรณรงค์ด้านการตลาดและการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4.ควรปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG เช่น มาตรการจูงใจทางภาษี การลดค่าธรรมเนียม หรือการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ

หลากวิกฤตปรับมุมคิดลุยสินค้าบีซีจี

คุณป็อบ ยังเล่าถึงจุดเปลี่ยนวิกฤตธุรกิจที่พบเจอว่า เริ่มที่วิกฤตโรคระบาดโควิด กระทบต่อการบริหารจัดการและการดำเนินงาน ต่อมาไทยมีการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก รวมถึงมีการแข่งขันจากบริษัทคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ ผมจึงทุ่มเทและเรียนรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมหาแนวคิดและโมเดลธุรกิจต่างๆ ที่จะมีความสอดคล้องกับแบรนด์ใหม่ที่จะสร้างขึ้น

จนมีโอกาสในการศึกษาเกี่ยวกับ BCG Model การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อย่างนวัตกรรมพลาสติกชีวภาพที่มีการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรมาต่อยอด เช่น เศษแกนกัญชง จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เศษไม้จากภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ แกลบจากภาคอุตสาหกรรมการเกษตร

เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรีไซเคิลอย่าง PIR หรือ (Post Industrial-Recycled) ที่เป็นการนำเศษขยะพลาสติกในอุตสาหกรรมโรงงานกลับมารีไซเคิลใหม่เพื่อช่วยลดปริมาณขยะ รวมถึงกระบวนการ PCR หรือ (Post Consumer-Recycled) ที่เป็นการนำขยะจากภายนอกที่ผ่านการใช้งานจากกลุ่มผู้บริโภคมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อเป็นการลดปริมาณเศษขยะพลาสติกในสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยเป็นระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้คนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพที่ไทยมี ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ BCG ที่เติบโต มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ช่วงเดือนกันยายน 2566 จึงเปิดตัวแบรนด์ BIOPLUSTIQ อย่างเป็นทางการ ด้วยคอนเซ็ปต์และเป้าหมายที่ต้องการเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งนำเสนอสินค้าที่ถูกเพิ่มมูลค่ามาจากสินค้าพลาสติกทั่วไปสู่สินค้า Mass-Clusivity ที่เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ผสมกับเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เข้าไปในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ แบรนด์ BIOPLUSTIQ ไม่เพียงแต่ต้องการสร้างความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ด้วย Functional Design ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน

นอกจาก BCG Model แล้ว ทางแบรนด์ยังมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจ อย่าง Sustainable Development Goals (SDGs) ที่จะมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ประกอบด้วย

1.ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (SDG 12: Responsible Consumption and Production)

2.ส่งเสริมความเท่าเทียมและการลดความเหลื่อมล้ำ (SDG 5: Gender Equality)

3.สร้างโอกาสการศึกษาและเข้าถึงข้อมูล (SDG 4: Quality Education)

4.สร้างระบบการงานที่ยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิภาพ (SDG 8: Decent Work and Economic Growth)

5.สร้างพันธมิตรกับชุมชน (SDG 17: Partnerships for the Goals)

เป้าหมายผู้นำอุตฯพลาสติกชีวภาพ

คุณป็อบ ยังเล่าถึงเป้าหมายธุรกิจช่วง 3-5 ปีข้างหน้าว่า ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bio plastic) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการวิจัย และพัฒนาเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรอื่นๆ ในประเทศไทย อาทิ เปลือกมังคุด เปลือกโกโก้ เปลือกทุเรียน และอื่นๆ สามารถส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้มากยิ่งขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ พร้อมทั้งยังสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้าง Zero Waste ให้ได้มากที่สุด โดยการนำวัสดุเหล่านี้มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัทเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เล็งเห็นว่าทั่วโลกมีความต้องการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเพิ่มมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น กำลังเติบโตขึ้น ทำให้มีโอกาสในการขยายตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของเราอย่างมาก เราจึงได้มีการดำเนินการเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนในทุกๆ กระบวนการของการผลิต เพื่อที่จะนำไปสู่การออก Carbon Tracking ที่จะมีผลสำคัญเป็นอย่างมากในการส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

รวมถึงการเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดใหม่ๆ และเทรนด์ต่างๆ ในสังคมของเรา ว่ามีการให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มให้ความสำคัญกับการเลี้ยงสัตว์ และนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนคนในครอบครัว จึงส่งผลให้ตลาดสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2562-ปัจจุบัน โดยเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.4% ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับอัตราการเกิดในปัจจุบัน อ้างอิงข้อมูลจาก “กรมอนามัย” โดยอัตราการเกิดของประชากรลดลงไปถึง 35.7% ซึ่งเป็นอัตราการเกิดใหม่ที่ต่ำมากว่า 2 ปีแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมตอนนี้ ทำให้แบรนด์ตระหนักรู้ได้ว่า เทรนด์และความต้องการของสังคมกำลังเป็นไปในทิศทางไหน ส่งผลให้เราจะต้องพัฒนาสินค้าตามเทรนด์ของสังคม ด้วยคอนเซ็ปต์ที่เป็นมิตรทั้งกับคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม

ช่วงท้าย คุณป็อบ เล่าถึงกิจกรรมยามว่าง ตลอดจนไลฟ์สไตล์ว่า ด้วยความที่ผมมีเวลาค่อนข้างจำกัด ผมจะเน้นกิจกรรมที่สามารถออกกำลังกายพร้อมทั้งพบปะเพื่อน คู่ค้า หรือ Networking ไปในตัว เช่นกีฬากอล์ฟ
เตะฟุตบอล ดำน้ำ ส่วนไลฟ์สไตล์ ผมชอบไปเดินงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ มากไปกว่านั้นยังชอบไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต

“เพราะจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่ไม่มีในประเทศโดยเฉพาะแนวเทรนด์สินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้โทนสีรวมถึง Sustainability Design” คุณป็อบทิ้งท้าย…สะท้อนความเป็นซีอีโอรุ่นใหม่ รู้จริงเทรนด์โลก

ปิยะวรรณ ผลเจริญ