ภาคปชช.แต่งชุดไทย บุกวธ. จี้ทำงานเชิงรุกปกป้องวัฒนธรรมไทย หลังถูกกัมพูชาเคลมไม่หยุด
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่บริเวณโถงอาคารวัฒนธรรมวิศิษฎ์ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กลุ่มภาคประชาชนนำโดยหม่อมหลวงกานตพงศ์ วรวุฒิ พร้อมประชาชนที่เป็นกลุ่มพลังโซเซียลกว่า 50 คนสวมใส่ชุดไทย เดินทางมาแสดงจุดยืนร้องเรียนให้ วธ.ดำเนินการเชิงรุกในการปกป้องการเคลมชุดไทย ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก จะมีการพิจารณาขึ้นทะเบียนในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติของชาวกัมพูชา โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัด วธ. พร้อมด้วยนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรม รับฟังข้อเสนอแนะ โดยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน

หม่อมหลวงกานตพงศ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ออกมาแสดงจุดยืนครั้งนี้ เพราะเห็นว่าทางประเทศกัมพูชาไม่หยุดที่จะลอกเลียนแบบวัฒนธรรมไทย และเข้าใจดีว่าด้วยกรอบการทำงานของภาครัฐอาจทำการขยับตัวได้ลำบาก ดังนั้นในนามภาคประชาชนจึงต้องร่วมกันปกป้องบ้านของเราไม่ให้ถูกปล้นทรัพย์สินและจิตใจ ทั้งนี้ขอชื่นชมกับการทำงานของวธ.ในแง่ของการส่งเสริมซึ่งทราบว่ามีการจัดกิจกรรมโรดโชว์และเผยแพร่ชุดไทย ทั้งในและต่างประเทศมาต่อเนื่อง แต่มองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะเรามีเพื่อนบ้านที่ชอบเคลมวัฒนธรรม จึงต้องออกมาป้องกันและทำงานเชิงรุกควบคู่ไปด้วย หากเราส่งเสริมอย่างเดียววัฒนธรรมเราก็จะถูกเคลมจนหมด จึงกังวลกับท่าทีของภาครัฐ เพราะทุกวันนี้กัมพูชาก็มีการจัดโรดโชว์ในสื่อโซเชียลอย่างหนัก ทั้งมีการนำภาพมาตัดต่อเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง แม้กระทั่งลบฐานข้อมูลที่เป็นข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมของไทยออกก็ทำ ที่สำคัญคือภาครัฐของกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและภริยาก็ยังสวมใส่ชุดไทยไปเปิดงาน ทุกวันนี้ภาคประชาชนต้องออกมาตอบโต้ข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ต้องไปค้นหาข้อมูลในห้องสมุดมาเผยแพร่กันเองเพื่อตอกกลับคนกัมพูชา ที่รู้กันว่าเป็นเมืองแห่งสแกมเมอร์ที่มีข่าวปลอมการเคลมวัฒนธรรมไม่จบไม่สิ้น

ดร.ธรรม์ธนลาภ ลาภรวย ในฐานะภาคประชาชน กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีในนามภาคประชาชนเฝ้ามองมาตลอดว่าภาคราชการการทำงานเชิงรุกค่อนข้างน้อย ซึ่งวันนี้เมื่อได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลในสิ่งที่เจอมา และสิ่งที่อยากให้ภาครัฐดำเนินการ ซึ่งบางเรื่อง วธ.อาจไม่รับทราบก็ได้รับข้อมูลมากขึ้น และได้รับปากในบางเรื่องอะไรที่สามารถช่วยเหลือร่วมกันได้ อะไรที่เป็นในเชิงการทูตระหว่างประเทศ ภาคประชาชนเข้าใจเป็นความอ่อนไหว จึงต้องตอบกลับในแบบที่ไม่ห้ำหั่นเนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องอยู่กันไปอีกนาน แต่ได้แจ้งว่าภาคประชาชนไม่ได้ต้องการให้ภาครัฐไปรุกราน แค่ออกมาแสดงความเห็นแย้งจากการเผยแพร่ข่าวปลอมของฝั่งกัมพูชา มาครั้งนี้ได้รับทราบว่า วธ.รับทราบข้อมูลได้มีการแย้งกลับไปตลอด แต่ไม่ได้แจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ ดังนั้นจึงขอให้ทาง วธ.แจ้งประชาชนให้รับทราบในทุกแพลตฟอร์ม เพื่อที่ประชาชนจะได้นำข้อมูลที่มีความถูกต้องจากภาครัฐ ไปตอกกลับกัมพูชา ไม่ใช่เพียงการนำข้อมูลที่ไปค้นหาเองไปตอกกลับ เมื่อมีข้อมูลที่เป็นทางการจากราชการจะมีความถูกต้อง ชัดเจนมากกว่า ในส่วนนี้ ทางคณะผู้บริหาร วธ.ได้รับปากที่จะเผยแพร่ข้อมูลให้มากขึ้น พร้อมส่งต่อให้กับกลุ่มภาคประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่เราได้ในวันนี้ ทุกคนไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว มาด้วยหัวใจของความรักชาติ หวงแหนวัฒนธรรมไทย เมื่อได้บอกกับทางราชการ ก็ถือว่าได้พลังใจเยอะ เพราะทุกคนต่างพบกับการเข้าก่อกวนของคนกัมพูชาผ่านสื่อโซเชียลที่หนักหนา ซี่งการมาร้องเรียนครั้งนี้ ทราบดีว่าอาจไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทันที แต่อยากให้ภาครัฐได้ยินและรับฟังเสียงของประชาชน และออกมายืนเคียงข้างประชาชนให้มากขึ้น คิดว่าวธ.จะมีแรงขับเคลื่อนในการทำงานให้เข้มข้นมากกว่านี้ และทางกลุ่มได้แจ้งกับวธ.ว่า ขอให้มีการสร้างกลุ่มไลน์ในการติดต่อโดยตรงกับ วธ.เพื่อให้รับทราบข้อมูลและแจ้งข่าวปลอมที่เกิดขึ้นและมีระบบตอบกลับในการชี้แจงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงได้เผยแพร่ให้คนไทยได้รับทราบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถือเป็นการทำงานระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐที่ลงตัว จะได้ทราบว่ารัฐทำอะไรไปบ้าง และเป็นช่องทางให้ประชาชนแจ้งไปดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะกรณีการนำเสนอข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทางกัมพูชามีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเสมอ หลังจากนี้ภาคประชาชนจะติดตามการทำงานของ วธ.อย่างใกล้ชิด หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็จะมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

ด้านรอง ปลัด วธ. กล่าวว่า ขอบคุณภาคประชาชน พร้อมยินดีรับฟังข้อมูลเพราะทุกคนต่างรักและหวงแหนวัฒนธรรมไทย และมีส่วนปกป้องวัฒนธรรมร่วมกับวธ. ยืนยันว่าวธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับการปกป้องวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะนำมาปรับปรุงในการทำงาน โดยเฉพาะการเผยแพร่ฐานข้อมูลชุดไทย และวัฒนธรรมไทย ทั้งในรูปแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกันในปีนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมโรดโชว์ เผยแพร่ชุดไทยที่ปีนี้จะมีการจัดกิจกรรมใน 3 ประเทศสำคัญ คือ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ยืนยันว่า วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องแต่ยอมรับว่า อาจจะไม่ได้แจ้งข้อมูลไปถึงประชาชนได้รับทราบผ่านช่องทางต่างๆ หลังจากนี้จะมีการรับฟังข้อมูลและยินที่ให้ภาคประชาชนร่วมเป็นคณะทำงานในการจัดกิจกรรมของ วธ.ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการผลักดันและการขับเคลื่อนวัฒนธรรมของชาติ





