หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท. ประเมินส...

สรท. ประเมินส่งออกทั้งปี 67 โต 2% จับตาเลือกตั้งสหรัฐมีผลต่อนโยบายการค้า

5.11.24 | 15:41 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกันยายน 2567 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน 2566 พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 25,983.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 1.1% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 889,074 ล้านบาท หดตัว 0.8% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนกันยายนขยายตัว 3.1% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 25,589.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.9% มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 886,336 ล้านบาท ขยายตัว 7.8%

ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนกันยายน 2567 เกินดุลเท่ากับ 394.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกินดุลในรูปของเงินบาท 2,738 ล้านบาท จึงคาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2567 สามารถเติบโตไม่ต่ำกว่า 2% จากเดิมที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ 1-2% มีมูลค่าประมาณ 290,084 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท อยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท หลังยอดส่งออกในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2567) ขยายตัวได้ 3.9% เป็นผลมาจากความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการผลักดันส่งออก ส่วนปี 2568 จะประเมินอีกครั้งในเดือนธันวาคมนี้ โดยปัจจัยต้องติดตามใกล้ชิดเป็นเรื่องสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะมีผลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

 

“การส่งออกเดือนตุลาคมนี้ คาดจะมีมูลค่าอยู่ที่ 25,983 ล้านเหรียญสหรัฐ และมั่นใจส่งออกโค้งสุดท้ายของปีจะดีมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะในช่วง 9 เดือนแรกเติบโตได้กว่า 3.9% ถือว่าสอบผ่านแล้ว หากช่วงไตรมาสสุดท้ายเติบโตเท่ากับปี 2566 ได้ มั่นใจว่ายอดส่งออกปีนี้น่าจะโตเกิน 2% อย่างแน่นอน ส่วนปีหน้ามีความท้าทายสูง ซึ่งขอประเมินหลังจากเลือกตั้งสหรัฐแล้วเสร็จก่อน เนื่องจาก 7 ปีที่ผ่านมา สงครามการค้าของทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์ชัดเจนจากยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะไทยวางตัวเป็นกลางและรักษาสมดุลด้านการผลิตไม่ให้สูงเกินไป จีงต้องจับตาปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เพราะมีความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทำให้ไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความร่วมมือการค้า รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังคงผันผวนแม้อ่อนค่าลงเล็กน้อย ผู้ส่งออกไทยควรเร่งปรับตัวเพื่อตั้งรับกับนโยบายของสหรัฐที่จะเกิดขึ้น โดยอยากให้ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพมากกว่านี้ด้วย” นายชัยชาญกล่าว

 

Advertisement

 

นายชัยชาญกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งสหรัฐ ที่อาจทำให้เกิดการกีดกันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐ ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ 2.ดัชนีภาคการผลิต Manufacturing PMI ยังคงชะลอตัวในตลาดสำคัญ 3.ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังส่งผลต่อต้นทุนภาคการผลิต ค่าเงินบาทยังมีความผันผวน แม้ว่าอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจากการประชม กนง.ครั้งล่าสุด ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก สถานการณ์ค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลเริ่มผ่อนคลายและปรับลดลงจากช่วงเวลาก่อนหน้า แต่ต้องเฝ้าระวังหลายสัญญาณที่อาจเกิดขึ้นช่วงปลายปีอีกครั้งหนึ่ง ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลด้านอุปสงค์ที่ชะลอตัวในหลายตลาดสำคัญ แต่ความยืดเยื้อของสงครามในตะวันออกกลางยังคงคุกรุ่นเป็นระยะส่งผลให้ทิศทางของราคายังคงมีความผันผวน4.มาตรการทางการค้าที่ต้องเฝ้าระวัง อาทิ การยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกข้าวของอินเดีย กระทบต่อผู้ส่งออกข้าวไทย EUDR เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นปี 2569 กระทบราคาและการส่งมอบต่อผู้ส่งออกยางพารา

ทั้งนี้ นายชัยชาญกล่าวว่า สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้ 1.ต้องเฝ้าระวังค่าระวางการขนส่งสินค้าทางทะเล เนื่องจากปัจจัยหลายปัจจัย อาทิ สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของการเจรจาค่าแรงในท่าเรือฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกายังคงมีอิทธิพลต่อตลาดการขนส่งทางทะเล และความพยายามของสายเรือที่จะปรับเพิ่มขึ้นค่าระวางในเดือนพฤศจิกายน 2.ต้องเฝ้าระวังความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน และเตรียมความพร้อมเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน รวมถึงต้องรักษาเสถียรภาพการเงินไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป และ 3.เร่งรัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในกลุ่มประเทศศักยภาพ รวมถึงการเจรจาการค้าเสรี และการทำข้อตกลงเพื่อความร่วมมือทางการค้า