“ชัชชาติ” นำทีมพบ “เกรียง กัลป์ตินันท์” ถกรถไฟฟ้าสีเขียว พร้อมส่งเรื่องต่อมหาดไทย ให้ ครม.พิจารณา

27.09.23 | 17:39 น.

“ชัชชาติ” นำทีมเข้าพบ เกรียง กัลป์ตินันท์ ถกปัญหารถไฟฟ้าสีเขียว พร้อมส่งเรื่องต่อมหาดไทย ให้ ครม.พิจารณา

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่กระทรวงมหาดไทย เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เข้าพบนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.)

นายชัชชาติเปิดเผยหลังการเข้าพบว่า วันนี้ได้ถือโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะนายเกรียง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานของ กทม. และเป็นการเข้าแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนและนายเกรียง มีความคุ้นเคยกันมานานแล้วเพราะท่านก็ดูแลพื้นที่อุบลราชธานีอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งตอนที่ตนดำรงตำแหน่งเป็น รมว.กระทรวงคมนาคมได้เคยประสานงานกันในเรื่องต่างๆ

“วันนี้จึงรู้สึกดีใจที่ท่านได้มากำกับดูแล กทม. และ กทม.ก็พร้อมจะร่วมมือทุกอย่าง ทั้งเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว การบำบัดน้ำเสีย เพราะเราก็มีการบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้น ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเช่นกันเนื่องจาก กทม.ก็ต้องมีการดำเนินงานร่วมกับ ปภ. เช่น กรณีน้ำท่วมที่ต้องมีการเยียวยาบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ดังนั้น กทม.ก็พร้อมร่วมมือการทำงานเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ” นายชัชชาติกล่าว

Advertisement

ด้านนายเกรียงกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ และพร้อมช่วยเหลือและสนับสนุนงานด้านต่างๆ ของกทม.

จากนั้นนายชัชชาติกล่าวยังถึงประเด็นรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ขณะนี้ทาง มท.อยู่ระหว่างรอคำตอบจาก กทม. ในรายละเอียดการสรุปภาระหนี้และรูปแบบดำเนินการ ซึ่งในสัปดาห์หน้าสภา กทม.จะมีการสรุปแนวทางการแก้ปัญหา และจะนำเรื่องเข้าสู่ มท.ต่อไปเนื่องจากตามคำสั่ง คสช.ต้องให้ มท.เป็นผู้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่หากจะให้แยกหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหนี้ค่าจ้างการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) จากส่วนหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ซึ่งข้อดีของ E&M คือหากนำมาเป็นของ กทม.ได้จะทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ต้องรอทางสภา กทม. อีกครั้งหนึ่ง

นายชัชชาติกล่าวว่า เงินที่จะนำมาจ่ายค่า E&M เราไม่สามารถนำเงินฝ่ายบริหารมาจ่ายได้ ต้องเป็นเงินสะสมจ่ายขาด หรือการทำสัญญาต่างๆ หากมีความผูกพันเรื่องหนี้ สภาต้องเป็นผู้อนุมัติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดีที่คณะกรรมการศึกษาล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นเมื่อเข้าใจดีแล้วการนำเข้าสภาก็จะง่ายขึ้น ในส่วนความยากง่ายในการดำเนินการคิดว่าหากมีแนวทางขั้นตอนที่ชัดเจนก็ไม่ยาก และรัฐบาลก็คงจะเร่งรัดในเรื่องนี้มากขึ้นด้วย